แสงแดดอ่อนยามเช้าที่ลอดผ่านผ้าม่านเข้ามา กลับกรีดแทงความรู้สึกของพิมพายน์ให้ร้าวราวยิ่งกว่าเดิม หญิงสาวตื่นขึ้นพร้อมกับความร้าวระบมที่จู่โจมไปทั่วสรรพางค์กาย โดยเฉพาะความเจ็บหนึบที่ช่วงล่าง... ตอกย้ำความจริงที่เกิดขึ้นเมื่อคืนอย่างโหดร้าย
ภาพความทรงจำไหลย้อนกลับมาฉายซ้ำ... เสียงครางกระเส่าอย่างลืมตัวที่อ้อนวอนขอสัมผัสจากเขา ความเร่าร้อนที่แผดเผาสติสัมปชัญญะจนมอดไหม้ และความจริงอันน่ารังเกียจที่เธอยอมรับกับตัวเอง... ว่าเธอคือคนที่เปิดประตูเชื้อเชิญคนแปลกหน้าเข้ามาในชีวิต เพียงเพื่อประชดรักที่พังทลาย
"บ้า... บ้าที่สุดพิมพายน์" หญิงสาวขบเม้มริมฝีปากแน่นจนได้กลิ่นคาวเลือดจางๆ พลันหันไปมองชายหนุ่มข้างกายที่ยังจมอยู่ในห้วงนิทรา ลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอของเขาช่างดูสงบราบเรียบ ตรงข้ามกับพายุคลั่งในใจเธอโดยสิ้นเชิง
สายตาของเธอสะดุดเข้ากับผิวขาวจัดช่วงไหล่และแผ่นหลังเปลือยเปล่า ที่บัดนี้ปรากฏรอยเล็บข่วนแดงยาวเป็นทาง... หลักฐานชั้นดีที่ประจานความดิบเถื่อนที่ซ่อนอยู่ในตัวเธอเมื่อคืนนี้
พิมพายน์กัดฟันข่มความเจ็บปวด พยายามพยุงตัวลุกขึ้นอย่างยากลำบาก มือไม้สั่นเทาขณะคว้ากระเป๋าสตางค์ นิ้วเรียวหยิบธนบัตรสีเทาสองสามใบวางทิ้งไว้ที่หัวเตียงอย่างลวกๆ
‘ถือซะว่าซื้อบริการ... จะได้ไม่ต้องมีอะไรติดค้างกัน’ ความคิดนั้นเชือดเฉือนใจตัวเองอย่างรุนแรง ก่อนที่เธอจะรีบแต่งตัวแล้วหนีออกจากห้องไปโดยไม่หันกลับมามองอีก
ทันทีที่เสียงประตูปิดลง... เปลือกตาของคนที่ 'แกล้งหลับ' ก็เปิดโพลงขึ้น
ไมล์สลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียง ท่าทางผ่อนคลาย เอื้อมมือไปหยิบธนบัตรพวกนั้นขึ้นมาพิเคราะห์... มันเปื้อนคราบเลือดจางๆ จากกิจกรรมค่ำคืนที่ผ่านมา เขายกมันขึ้นมาสูดดมกลิ่นกายหอมละมุนที่ยังอบอวลอยู่
มุมปากหยักสวยกระตุกยิ้มเหี้ยมเกรียม "คิดจะใช้เงินฟาดหัวแล้วจบเหรอครับ... พี่พายน์"
เขาขยำเงินในมือจนยับยู่ยี่ นัยน์ตาฉายแววสนุกสนานราวกับได้เจอของเล่นชิ้นใหม่ที่ถูกใจ "ตีราคาผัวไว้ถูกจังเลยนะครับ แต่ไม่เป็นไรครับ… ไว้ผมจะตามไปทวงส่วนต่างที่เหลือทีหลังเอง"
...
หนึ่งสัปดาห์ผ่านไป…
พิมพายน์ก้าวเข้ามาในมหาวิทยาลัยด้วยความมั่นใจที่ต่างไปจากเดิม ทุกสายตาบริเวณลานหน้าคณะบริหารธุรกิจหันมามองเธอเป็นตาเดียว เพราะวันนี้เธอไม่ได้กลับมาในลุค 'คุณป้าเฉิ่มเชย' อย่างที่ภีมเคยค่อนขอด แต่เป็น 'พิมพายน์คนใหม่' ที่เฉิดฉายจนผิดตา
กระโปรงทรงเอเอวสูงพอดีตัวเผยส่วนโค้งเว้า เสื้อเชิ้ตเข้ารูปรีดเนี้ยบปลดกระดุมเม็ดบนเล็กน้อย ผมยาวสลวยดัดลอนคลายทิ้งตัวสวย และริมฝีปากที่เคลือบลิปสติกสีพีช ขับให้ใบหน้าหวานดูสว่างสดใสจนน่ามอง
ภายนอกเธออาจดูเข้มแข็งและโดดเด่น แต่ใครจะรู้ว่าภายใต้เครื่องสำอางราคาแพง คือดวงตาที่บวมช้ำจากการร้องไห้มาอย่างยาวนาน เจ็ดปี... มันไม่ใช่เวลาน้อยๆ เลย ทุกครั้งที่หลับตา ภาพความทรงจำเก่าๆ ระหว่างเธากับภีมยังคงตามมาหลอกหลอน
‘อย่าอ่อนแอให้ใครเห็นนะพิมพายน์... เธอต้องเปลี่ยนตัวเอง เธอต้องดีขึ้น ให้ผู้ชายคนนั้นมันเสียดายเล่น’ เธอกล้ำกลืนความเจ็บปวด ท่องคำนี้ไว้ในใจราวกับบทสวด เพื่อพยุงตัวเองไม่ให้ล้มทั้งยืน
ตึก ตึก ตึก เสียงฝีเท้าวิ่งตามหลังมาอย่างรวดเร็ว “พายน์! พายน์ทางนี้!”
'ปลายฝน' เพื่อนสนิทรีบวิ่งเข้ามาหา หญิงสาวหน้าตาน่ารักจิ้มลิ้มในชุดนักศึกษาเรียบร้อยราวกับผ้าพับไว้ ภาพลักษณ์สาวหวาน แสนดี ของปลายฝนเป็นที่รักของเพื่อนๆ เสมอ ทันทีที่มาถึง ปลายฝนก็โผเข้ากอดแขนพิมพายน์แน่น แววตาเต็มไปด้วยความห่วงใย
“พายน์หายไปไหนมาตั้งหลายวัน เราเป็นห่วงแทบแย่ โทรไปก็ปิดเครื่อง ไลน์ก็ไม่อ่าน... เป็นอะไรหรือเปล่า?”
“เรา... เราขอโทษนะฝน พอดีเราอยากอยู่คนเดียวเงียบๆ น่ะ”
ปลายฝนขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของเพื่อน “แล้วนี่... แกเปลี่ยนลุคใหม่เหรอ? สวยมากเลยนะ แต่... ตาแกบวมๆ ร้องไห้มาเหรอพายน์? ทะเลาะกับภีมหรอ?”
คำถามจี้ใจดำทำให้พิมพายน์เม้มปากแน่น พยายามบังคับเสียงไม่ให้สั่น “เรา... เลิกกับภีมแล้วนะ”
“ห๊ะ!?” ปลายฝนเบิกตากว้าง ยกมือปิดปากด้วยความตกใจสุดขีด “เลิกกัน!? บ้าไปแล้ว คบกันมาตั้งเจ็ดปีเนี่ยนะ! ทำไมล่ะพายน์ ภีมทำอะไรแก หรือทะเลาะกันเรื่องอะไร?”
“เขาบอกว่าเราจืดชืด... แล้วเขาก็มีคนอื่น”
“เลวมาก!” ปลายฝนอุทานด้วยความโกรธแทน เพื่อนสาวดึงพิมพายน์เข้ามากอดปลอบแน่น ลูบหลังเบาๆ “ภีมนี่มันตาต่ำจริงๆ ทิ้งคนดีๆ แบบแกไปได้ยังไง... ไม่เป็นไรนะพายน์ ร้องออกมาเลยก็ได้ เราอยู่นี่แล้ว”
ความอบอุ่นจากอ้อมกอดของเพื่อนทำให้พิมพายน์เผลอน้ำตาซึม แต่เธอรีบกะพริบตาไล่หยาดน้ำตาออกไป “เราไม่ร้องแล้วฝน... ร้องไปมันก็ไม่กลับมาหรอก เราเลยลุกขึ้นมาแต่งตัวสวยๆ อยู่นี่ไง ต่อให้ไม่มีภีมเราก็อยู่ได้”
ปลายฝนผละออกมามองหน้า ยิ้มกว้างให้กำลังใจ “ถูก! ต้องแบบนี้สิเพื่อนรัก สวยขนาดนี้ เชิดใส่ไปเลย เดี๋ยวเราช่วยสแกนหาหนุ่มหล่อๆ ดามใจให้แกเอง รับรองว่าต้องดีกว่าภีมล้านเท่า!”
พิมพายน์หลุดหัวเราะออกมาได้ในที่สุด แม้ในใจจะยังเจ็บปวด แต่ความสดใสและจริงใจของปลายฝนก็ช่วยเยียวยาเธอได้มากจริงๆ
[โต๊ะรับสมัครกิจกรรม]
ในช่วงบ่าย พิมพายน์และปลายฝนต้องเฝ้าโต๊ะรับสมัครกิจกรรมของคณะ บรรยากาศรอบข้างวุ่นวายไปด้วยรุ่นน้องปีหนึ่ง แต่พิมพายน์กลับรู้สึกเลื่อนลอย เธอก้มหน้าเซ็นเอกสาร พยายามหาอะไรทำเพื่อไม่ให้ฟุ้งซ่าน แต่สมองกลับเอาแต่คิดถึงเรื่องภีม...
เฮ้อ... จะเข้มแข็งแบบนี้ได้อีกนานแค่ไหนนะเรา
ทว่า... จู่ๆ เงาร่างสูงใหญ่ของใครบางคนก็ทาบลงบนหน้าโต๊ะ บดบังแสงสว่างจนมืดมิด
พิมพายน์ชะงัก ปลายปากกาหยุดค้างกลางหน้ากระดาษ ไม่ใช่เพราะเงาที่ทาบทับ แต่เป็นเพราะกลิ่น... กลิ่นน้ำหอมผู้ชายโทนสปอร์ตผสมมินต์อ่อนๆ ... กลิ่นที่เธอจำได้แม่นยิ่งกว่าอะไร เพราะมันคือกลิ่นเดียวกับที่ติดตรึงบนตัวเธอในคืนนั้น
“สวัสดีครับ ผมมาสมัครเข้าชมรมครับ”
เสียงทุ้มต่ำที่คุ้นเคยดังขึ้นเหนือศีรษะ พิมพายน์มือสั่นจนต้องกำปากกาแน่น เธอค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองช้าๆ อย่างยากลำบาก
ไม่... ไม่จริงน่า... ขอให้ไม่ใช่ทีเถอะ