ลานจอดรถของคณะเงียบเชียบกว่าปกติหลังจากพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า แสงไฟสีส้มสลัวสาดลงบนพื้นปูน พิมพายน์เดินจ้ำอ้าวเพราะต้องรีบกลับไปทำธุระให้แม่ เธอต้องเอาเอกสารไปส่งที่ไปรษณีย์เอกชนให้ทันก่อนปิดตอนสองทุ่ม
แต่พอก้าวมาถึงรถคันเก่ง เธอก็ต้องชะงัก... ยางล้อหน้าด้านซ้าย... แบนติดพื้นจนขอบล้อแทบเกยกับปูน
“อะไรเนี่ย... เมื่อเช้ายังดีๆ อยู่เลยนะ” พิมพายน์บ่นอุบ กัดริมฝีปากด้วยความเครียด เธอยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดู... ทุ่มครึ่งแล้ว มือเล็กควานหาโทรศัพท์จะโทรเรียกประกันภัย
แต่แล้วเสียงทุ้มคุ้นหูก็ดังขึ้นจากความมืดด้านหลัง “พี่พายน์ครับ”
พิมพายน์สะดุ้งโหยง หันขวับไปมอง ไมล์ส ในชุดนักศึกษาที่หลุดลุ่ยเล็กน้อย (จงใจจัดฉาก) ยืนพิงรถบิ๊กไบค์คันใหญ่สีดำสนิท ดูดุดันและเท่ระเบิด แตกต่างจากภาพลักษณ์รุ่นน้องขี้อ้อนเมื่อตอนกลางวันราวฟ้ากับเหว
“รถเป็นอะไรครับ? ยางแบนเหรอ?” เขาก้าวเข้ามาใกล้ แสร้งทำหน้าสงสัยพร้อมก้มลงดูที่ล้อ “ใช่ สงสัยโดนตะปู เดี๋ยวฉันคงต้องโทรเรียกประกันก่อน” พิมพายน์ตอบเสียงเครียด แทนตัวเองว่าฉันอย่างเป็นธรรมชาติเพื่อเว้นระยะห่าง
“โห... กว่าประกันจะมาคงเป็นชั่วโมงนะครับ แถวนี้รถติดนรกแตกเลยช่วงนี้” ไมล์สพูดดักคอ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาเธอแล้วถามด้วยน้ำเสียงห่วงใย “แล้วนี่พี่ต้องรีบไปทำธุระที่ไหนต่อหรือเปล่าครับ? ดูท่าทางรีบๆ นะ”
ด้วยความกังวลใจ พิมพายน์จึงเผลอหลุดปากตอบออกไปทันที“ต้องไปไปรษณีย์น่ะสิ แม่เร่งให้ส่งของด่วนต้องทันก่อนสองทุ่ม”
ไมล์สแอบยกยิ้มมุมปากนิดๆ เมื่อเหยื่อเดินตามเกม... เข้าล็อก เขายกข้อมือดูนาฬิกาแล้วทำหน้าตกใจ “ทุ่มครึ่งแล้วพี่! ขืนรอประกันหรือเดินไปไม่ทันแน่ๆ ไปรษณีย์เอกชนตรงนั้นปิดตรงเวลาเป๊ะด้วย”
“นั่นสิ... แล้วจะให้ทำยังไงล่ะ แท็กซี่ก็หายาก” พิมพายน์เริ่มลนลานเพราะกลัวงานเสีย
“ไปกับผมสิครับ” ข้อเสนอนั้นมาพร้อมกับรอยยิ้มบางๆ ไมล์สเอื้อมมือไปหยิบ หมวกกันน็อกใบเล็กสีขาวสะอาดตา ออกมาจากด้านหลังรถ ราวกับเตรียมมันมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ “ไปกับผม เร็วกว่าเยอะ ผมซิ่งแป๊บเดียวก็ถึง”
พิมพายน์มองหมวกในมือเขาอย่างลังเล... การซ้อนมอเตอร์ไซค์ผู้ชายที่เพิ่งมีคดีกันมันดูเสี่ยงเกินไป “หมวกใครน่ะ?” เธอถามเพื่อซื้อเวลา “อ๋อ ผมซื้อเผื่อไว้น่ะครับ เผื่อมีสาวซ้อน” เขาตอบหน้าตาย ก่อนจะปรับสีหน้าเป็นเศร้าสร้อย “แต่ไม่เคยมีใครยอมซ้อนผมเลย... พี่คนแรกนะเนี่ย”
คำโกหกหน้าตายที่เรียกร้องความเอ็นดูได้ผลชะงัด พิมพายน์เม้มปากแน่น มองเวลาที่ข้อมืออีกครั้ง ทางเลือกเธอหมดแล้วจริงๆ ไปกับนายนี่แหละ อันตรายที่สุดแล้ว! แต่เรื่องงานแม่ก็สำคัญ
“ก็ได้” เธอรับหมวกมาถือไว้ “แต่แค่ไปส่งของให้แม่ แล้วส่งฉันกลับคอนโดนะ เข้าใจมั้ย”
รอยยิ้มของไมล์สกว้างสดใสขึ้นทันที หูทิพย์หางทิพย์กระดิกพึ่บพั่บเหมือนสุนัขโกลเด้นรีทรีฟเวอร์เจอเจ้าของ “ครับพี่! รับทราบครับ!”
...
ลมเย็นปะทะใบหน้า พิมพายน์แทบไม่ได้ยินอะไรนอกจากเสียงเครื่องยนต์กระหึ่มของรถมอเตอร์ไซค์คันยักษ์ เธอนั่งเกร็ง กอดกระเป๋าเอกสารแน่น เว้นระยะห่างจากแผ่นหลังกว้างของเขาให้มากที่สุด
“กอดเอวผมก็ได้นะครับ! เดี๋ยวตก!” เขาตะโกนแข่งกับเสียงลม“ไม่เป็นไร ฉันจับเหล็กท้ายเบาะได้!”
แต่อันที่จริง… มือเธอสั่นจนเกือบจะหลุดจากที่จับอยู่แล้ว เพราะไมล์สเล่นปาดซ้ายแซงขวาอย่างชำนาญ (แต่หวาดเสียวสำหรับคนซ้อน)
บรื๊นนน! จังหวะที่เขาเร่งเครื่องแซงรถเมล์ ร่างของพิมพายน์หงายเงิบไปด้านหลังด้วยแรงกระชาก ความตกใจทำให้เธอเผลอคว้าหมับเข้าที่เอวสอบของเขาแน่น “ว้าย!”
ไมล์สยิ้มมุมปากภายใต้หมวกกันน็อก... เข้าแผน เขาแอบลดความเร็วลงนิดหน่อยอย่างรู้งาน ปล่อยให้วงแขนเล็กๆ กอดเอวเขาไว้อย่างนั้น พิมพายน์เองเมื่อกอดแล้วก็ไม่กล้าปล่อย เพราะกลัวตก และลึกๆ แผ่นหลังกว้างนี้มันก็อบอุ่นจนน่าประหลาด
...
หลังจากซิ่งไปส่งของทันเวลาเฉียดฉิว ไมล์สก็พาเธอมาส่งถึงหน้าคอนโด บิ๊กไบค์คันงามจอดสนิท พิมพายน์รีบลงจากรถ ถอดหมวกคืนให้เขา หน้าแดงระเรื่อเล็กน้อยจากการแนบชิดมาตลอดทาง
“ขอบใจนะ ที่มาส่ง” เธอเอ่ยพลางจัดผมให้เข้าทรง
ไมล์สรับหมวกไปถือไว้ แต่เขายังไม่สตาร์ตเครื่องยนต์กลับ เขายืนนิ่ง ก้มหน้ามองพื้น รองเท้าผ้าใบเขี่ยพื้นไปมาเหมือนเด็กมีปัญหา
“ทำไมยังไม่กลับล่ะ? รออะไร?” พิมพายน์ถามอย่างสงสัย
ไมล์สเงยหน้าขึ้นสบตา แววตาคมที่เคยแพรวพราว ตอนนี้กลับหม่นแสงลงเหมือนลูกหมาเปียกฝน “ผมกลับไม่ได้ครับ”
“หือ? หมายความว่าไง?”
“ผม... ทะเลาะกับพ่อครับ” ไมล์สเสียงสั่นเครือ “เขาด่าผม ไล่ผมออกจากบ้าน... แถมยึดบัตรเครดิต อายัดบัญชีธนาคารผมทุกบัญชี กะจะดัดนิสัยให้ผมคลานเข่ากลับไปกราบเท้าเขา” เขาตบกระเป๋ากางเกงที่ว่างเปล่าประกอบฉาก “ผมออกมาตัวเปล่า มีแค่รถคันนี้ เงินสดติดตัวก็มีแค่ร้อยเดียว”
พิมพายน์ยืนกอดอก ฟังแล้วก็ถอนหายใจยาว แม้จะดูน่าสงสาร แต่เธอก็ไม่ใช่คนที่จะพาผู้ชายแปลกหน้าเข้าห้องง่ายๆ โดยเฉพาะในเวลาดึกดื่นแบบนี้
“โอเค ฉันเข้าใจแล้วว่าลำบาก” เธอตัดสินใจล้วงหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาจากกระเป๋าสะพาย “งั้นเดี๋ยวฉันให้ยืมเงินก่อน เอาเลขบัญชีมา หรือจะเอาเงินสด? ฉันน่าจะมีติดกระเป๋าอยู่สักสองสามพัน พอค่าโรงแรมคืนนี้แน่ๆ”
ไมล์สชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาไหววูบ... ผิดแผน นึกว่าจะใจอ่อนพาขึ้นห้องเลยซะอีก ไม่ง่ายอย่างที่คิดแฮะ
“เอ่อ...” เขาทำท่าเกรงใจ “จะดีเหรอครับพี่พายน์ ผมเกรงใจ...”
“ไม่ต้องเกรงใจ เอาไปก่อน มีเมื่อไหร่ค่อยมาคืน ฉันไม่ได้ให้ฟรีๆ” พิมพายน์ตัดบท เธอกดเข้าแอปธนาคารเตรียมโอน “รีบไปหาโรงแรมซุกหัวนอนซะ พรุ่งนี้ค่อยว่ากันใหม่”
ไมล์สเม้มปาก กำลังจะอ้าปากตอบ หาข้ออ้างใหม่ว่าบัญชีรับโอนไม่ได้ แต่ทว่า...
เปรี้ยง!
เสียงฟ้าผ่าลงมาดังสนั่นจนพื้นคอนกรีตสะเทือน ตามมาด้วยสายฝนห่าใหญ่ที่เทกระหน่ำลงมาราวกับฟ้ารั่ว ลมกรรโชกแรงพัดเอาน้ำฝนสาดซัดเข้ามาถึงใต้ชายคาที่พิมพายน์ยืนอยู่
“ว้าย!” พิมพายน์รีบขยับหนีละอองฝน
แต่คนที่ซวยกว่าคือไมล์ส ที่ยืนอยู่นอกร่มเงา ร่างสูงเปียกโชกไปทั้งตัวภายในวินาทีเดียว เสื้อนักศึกษาสีขาวแนบไปกับลำตัวจนเห็นมัดกล้ามเนื้อ ลมแรงพัดจนเขาเซถอยหลังไปพิงรถมอเตอร์ไซค์ สภาพดูทุลักทุเลและน่าเวทนาสุดขีด
“เฮ้ย! ตกหนักขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย” พิมพายน์ตะโกนแข่งกับเสียงฝน มองออกไปที่ถนน หน้าคอนโดเริ่มเจิ่งนองไปด้วยน้ำอย่างรวดเร็ว ทัศนวิสัยกลายเป็นสีขาวโพลน มองไม่เห็นทางเลยสักนิด ขืนปล่อยให้ขับรถออกไปหาโรงแรมตอนนี้ มีหวังรถคว่ำตายกลางทางแน่ๆ
ไมล์สยกแขนขึ้นบังหน้าจากแรงลมที่พัดสายฝนเข้าตา ตะโกนตอบกลับมาเสียงสั่น “พี่พายน์เข้าข้างในเถอะครับ! เดี๋ยวเปียก! ผมรอฝนซาก่อนเดี๋ยวค่อยไป!”
ภาพเด็กหนุ่มยืนตากฝนตัวสั่นงันงก ทั้งที่ตัวเองลำบากแท้ๆ แต่ยังห่วงเธอ... มันทำให้กำแพงความระแวงในใจพิมพายน์พังครืนลงมา
“รอข้างนอกบ้าอะไรล่ะ! เป็นปอดบวมตายพอดี!” พิมพายน์ตัดสินใจคว้าข้อมือหนาที่เย็นเฉียบ “เข้ามาหลบในห้องฉันก่อน! รอฝนหยุดแล้วค่อยออกไปหาโรงแรม!”
ไมล์สแอบกระตุกยิ้มมุมปากท่ามกลางสายฝนที่บดบังใบหน้า ก่อนจะตีหน้าซื่อวิ่งตามแรงดึงของเธอเข้าไปในตัวตึก... ฝนเป็นใจจริงๆ