1 บ้านไร่

1347 Words
1 บ้านไร่ แสงตะวันค่อย ๆ กลืนกินหมอกหนา สายลมพัดพากลิ่นหอมของใบหญ้าและอายดิน ถนนลาดยางสองเลนขนาดเล็กเริ่มแออัดไปด้วยผู้คนกำลังขับขี่รถคู่ใจเพื่อส่งลูกหลานให้ถึงโรงเรียนก่อนเริ่มงาน เอี๊ยด! มอ! มอ! “ไอ้เผือกมึงมาทางนี้! อ้าวพวกมึงจะตามไอ้เผือกไปทำม้าย…นังสำลีลูกพ่อจัดการพวกมันสิ!” โฮ่ง! โฮ่ง! สิ้นเสียงสั่งสุนัขอ้วนพีสีขาวก็กระโจนไปข้างหน้าราวกับนินจา ส่งเสียงเห่าพร้อมกับแยกเขี้ยวแหลมคม ดุดันจนเด็กน้อยสวมใส่ชุดอนุบาลสะดุ้งเฮือกสวมกอดผู้ปกครองแน่น แกร็ก! บรื้น… แกร็ก! บรื้น… แกร็ก! แกร็ก! แกร็ก! เสียงเครื่องยนต์เหมือนรถกำลังจะขาดใจตายดังก้องสนั่นเรียกความสนใจของทุกคนบนถนน อีแต๋นรุ่นเก่าที่เต่าล้านปียังต้องยกมือไหว้ค่อย ๆ เคลื่อนที่เข้าใกล้ “ไม่ต้องกลัวหรอกนังหนู นังสำลีมันดุใส่แต่ไอ้เผือกเท่านั้น กับหนูมันใจดี ไอ้เผือกมันเป็นวัวแก่ ตามันก็ฝ้าฟางเหมือนลุงนี่แหละ ขอโทษด้วยครับทุกคน” ชายสูงวัยพูดปลอบเด็กน้อยเสร็จก็ยกมือไหว้ปลก ๆ ขอโทษแทนวัวแก่ที่นำพาเพื่อนฝูงไปยืนจังก้ากลางถนน ‘สำลี’ คงถูกฝึกมาอย่างดี เพราะวิ่งไปวิ่งมาไม่กี่นาที ไอ้เผือกกับโคหลายตัวก็เดินนวดนายกลับสู่ไหล่ทางตามที่เจ้าของต้องการ ดอกหญ้า สาวแรกรุ่นวัยยี่สิบสองละสายตาจากความวุ่นวาย ทอดมองทุ่งนาเขียวขจีไปไกลสุดสายตาเพื่อซึมซับบรรยากาศเก่า ๆ วันนี้ถือเป็นการกลับบ้านครั้งแรกหลังจากอุบัติเหตุเมื่อเจ็ด ปีก่อน ตอนนั้นอายุเธอสิบห้าปี ซึ่งก็โตพอที่จะรู้ว่าโลกของเธอไม่มีแสงตะวันกับแสงจันทร์อีกต่อไปแล้ว วันรุ่งขึ้นเธอกลับหอพักในตัวจังหวัดทันที การชีวิตในแต่ละวันนั้นช่างยากเย็นเสียเหลือเกิน ความโดดเดี่ยวเกาะกุมทุกย่างก้าวส่งผลให้ความกลัวขยายใหญ่ขึ้น ยิ่งเวลาอ่อนแอในหัวยิ่งผุดภาพแห่งความสุขของครอบครัว ท้อแท้อย่างไรก็มีแต่เธอเท่านั้นที่ได้ยินเสียงร้องไห้ของตัวเอง หลุมของความเศร้านี้ลึกลงเรื่อย กว่าที่เธอจะตะเกียกตะกายขึ้นมาได้ก็ใช้เวลานานนับปี นี่แหละที่เขาว่าคนจากไปคือหมดเวรหมดกรรม ส่วนคนที่อยู่ต้องสู้ต่อไป ในความโชคร้ายยังมีความโชคดีปนอยู่บ้าง เพราะท่านทั้งสองทำประกันชีวิตไว้เลยทำให้เธอสามารถเรียนจบมัธยมปลายได้อย่างไม่ต้องกังวล ซึ่งก็ทุลักทุเลพอสมควรกับสภาพจิตใจที่อ่อนแอ เธอใช้มันอย่างประหยัดเพื่อที่จะได้เรียนต่อมหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ ได้ พอเรียนจบบ้านไร่หลังเล็กแห่งนี้จึงเป็นสิ่งแรกที่เธอคิดถึง อยากให้พ่อแม่บนสวรรค์ได้รับรู้ถึงความสำเร็จ อยากบอกท่านว่าเธอเติบโตมาอย่างดี เข้มแข็งขึ้นทุกวัน ป้าดาเป็นญาติห่าง ๆ ทางพ่อที่เธอเคารพมาก ป้าไม่เคยถามถึงเงินประกันชีวิตเลยนอกจากขอเช่าที่ดินที่พ่อแม่ทิ้งไว้ให้ ค่าเช่าส่วนนี้เธอไม่ขอรับ แต่ป้ายืนยันหนักแน่นว่าต้องจ่าย ให้เหตุผลเพิ่มเติมว่า มีคนดูแลอย่างไรก็ดีกว่าปล่อยให้รกร้าง เพราะไม่อยากให้แกลำบากใจเธอเลยตอบว่าแล้วแต่ป้าจะให้ รถโดยสารขนาดเล็กเคลื่อนจอดข้างทาง บ้านของเธอหาไม่ยากเพราะอยู่ติดกับไร่อาทิตย์ ส่วนหนึ่งพ่อเลี้ยงทำไร่ผสมผสาน อีกส่วนหนึ่งทำฟาร์มเลี้ยงโคนม ดอกหญ้าลากกระเป๋าเดินทางขนาดเล็กลงจากรถสองแถว จ่ายเงินเสร็จก็เดินไปหาป้าดาที่มายืนรออยู่ก่อนแล้ว รอยยิ้มแห่งความดีใจตรงหน้าทำให้เธอรู้สึกอบอุ่นใจอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นเลยในรอบหลายปี จึงเร่งฝีเท้าเข้าหา รีบยกมือพนมมือไหว้ ไม่วายต้องน้ำตารื้นตื้นตันใจเมื่อเห็นญาติคนเดียวบนโลกใบนี้กำลังปาดน้ำตา แต่พอป้าเข้ามาสวมกอดกลับรู้สึกไม่คุ้นชิน อาจเป็นเพราะเธออยู่คนเดียวมานาน หลังจากนั้นคนพูดน้อยอย่างป้าก็ยิงคำถามระรัวเกี่ยวกับความเป็นอยู่ของเธอ ตอบไม่ทันเพราะใจลอยไปอีกฝั่ง “เขาทำอะไรกันอยู่เหรอคะ” ดวงตากลมโตช้อนมองไปยังกลุ่มคน กำลังยืนห้อมล้อมใครบางคนอยู่ ไม่ไกลจากเธอมาก “อ๋อ…พ่อเลี้ยงอาทิตย์ เขามาช่วยสอนวิธีดูแลลูกวัวพันธุ์จากออสซี่ หมู่บ้านเราถึงได้จากโครงการรัฐมาหลายตัวแต่ก็ยังไม่พอแจก เห็นผู้ใหญ่บ้านว่าขาดอยู่สี่ห้าครอบครัวนี่แหละ ถ้าไม่ได้พ่อเทพบุตรประจำหมู่บ้านช่วยซื้อให้พ่อผู้ใหญ่คงจะปวดหัวน่าดู” สายตาปลาบปลื้มเกินกว่าปกติของหญิงสูงวัยทำให้ดอกหญ้ามองตาม ชายร่างสูงใหญ่ราวสองเมตรยืนเด่นตระหง่านกลางผู้คน เธอกับเขาเคยคุยกัน ครั้งเดียวสั้น ๆ ไม่น่าจดจำ หลังจากนั้นเธอกับเขาก็เหมือนอยู่กันคนละโลก สามหรือสี่ปีต่อมา…ป้าพูดถึงเขา เพราะเป็นข่าวดังมาก ดังชนิดที่ว่าผู้คนพูดถึงเรื่องของเขามากกว่าลูกสาวของตาเพิ่มเสียอีก แว่นแก้วอายุไล่เลี่ยกับเธอ ยามดึกดื่นค่ำคืนชอบออกไปกินไส้ของสัตว์เลี้ยงของคนในหมู่บ้าน ต่างคนต่างลือกันว่าแว่นแก้วเป็นกระสือ อยู่มาวันหนึ่งแว่นแก้วเกิดเลิกกินไส้หันมากินเจเสียอย่างนั้น จริงหรือเท็จอย่างไรก็ยากพิสูจน์หากคนในหมู่บ้านยังงมงายเรื่องไสยศาสตร์มนตร์ดำ เหมือนกับเธอที่เชื่อว่าข่าวของเขาต้องเป็นเรื่องจริง และขอให้มันเป็นอย่างนี้ตลอดไป เรื่องมีอยู่ว่าเขาตัดสินใจแต่งงานกับแฟนสาว ก่อนแต่งงานไม่ถึงเดือนพ่อเลี้ยงดันรู้ความจริงว่าอีกฝ่ายคบซ้อน หญิงสาวเลือกเหยื่อเฉพาะผู้ชายรวย ๆ หวังเงินและทรัพย์สมบัติ ยิ่งฟังยิ่งทำเธอแปลกใจ เพราะหน้าตาของเขาดูเป็นคนฉลาด แต่ทำไมถึงไม่รอด เนื่องจากเขาเป็นคนหน้าตาดี ครองโสด และรวยที่สุดใน แถบนี้ เวลาที่เธอโทร.หาป้า บทสนทนาเรื่องทั่วไปจึงปนอยู่กับเรื่องของเขาอยู่เสมอ ประมาณว่าถ้าบ้านไหนมีลูกสาว บ้านนั้นจะจ้างแม่สื่อแม่ชักคอยไปทาบทามลูกสาวตนให้กับพ่อเลี้ยง จนหัวกระไดบ้านแทบ ไม่เคยแห้ง ป้าให้ความเห็นเพิ่มว่า แม้เขาเพียบพร้อมจนทุกคนอยากได้มาเป็นลูกเขยจริง แต่มันไม่ได้ง่ายขนาดนั้น เพราะพ่อเลี้ยงมีนิสัยเงียบขรึมออกไปทางดุ สาว ๆ ฝั่งทอดสะพานเลยพากันหน้าชา แต่เธอกลับคิดว่าผู้หญิงที่ทำให้เขาต้องยกเลิกงานแต่งงานนั่นต่างหากที่ทิ้งบาดแผลเอาไว้ บาดแผลนั่นลึกและกว้างแค่ไหนคง ไม่มีใครรู้นอกจากเจ้าตัวหรอก จังหวะหนึ่งที่เขาหันมามองหัวใจของเธอก็เต้นแรงกว่า ทุกครั้ง แรงชนิดที่ว่าสามารถกระเด็นออกมานอกอกได้เลย อาการนี้มันเกิดขึ้นตอนไหนนะ คงเป็นช่วงที่นมของเธอเริ่มตั้งพานกระมัง ก็ร่างกายเริ่มผลิตฮอร์โมนตามธรรมชาติแล้วนี่ แปลกตรงไหนถ้าเธอจะเก็บเอาเขามาฝัน ดวงตาขรึมคู่สวยนั้นได้เห็นเธอซะที! เขานั่นแหละพ่อเลี้ยงอาทิตย์ ชายวัยสี่สิบต้น ๆ ทำงานหนักในฟาร์ม กรำทั้งแดดทั้งฝน แต่ดูเหมือนว่าสิ่งเหล่านี้ไม่สามารถพรากความหล่อเหลาออกไปจากใบหน้าคมคายนั้นได้เลย เขายังดูดี มีเสน่ห์ชวนให้ฝันถึงจริง ๆ หุ่นกำยำนั้นไม่จำเป็นต้องเพ่งมองนาน กล้ามเนื้อนูนเด่นชัดแม้อยู่ภายใต้เสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อน พับแขนเสื้อถึงข้อศอก ชายเสื้อทับในกางเกงยีนสีเข้มกับรองเท้าบูตสีดำ หืม…ไม้แขวนดีใส่อะไรก็ดูดีไปหมด
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD