สัปดาห์ต่อมา...คณะนิเทศฯ มีงานคอลแลปกับบริษัทโฆษณาชั้นนำ โดยมีชื่อแคมเปญ ‘Let’s Be Real: ความรักวัยเรียน ไม่ต้องเฟค’
แสงแดดยามบ่ายที่สาดส่องทั่วสนามหญ้าหน้าตึกนิเทศฯ ช่วยขับให้บรรยากาศของกองถ่ายโปรเจกต์โฆษณานิสิตเต็มไปด้วยความคึกคัก
วันนี้เป็นวันถ่ายทำภาพนิ่งสำหรับแคมเปญดังกล่าว ฝั่งโปรดิวเซอร์และเพื่อนนิเทศฯ กำลังวุ่นวายกับการเซ็ตกล้อง แสง รีเฟลกซ์ และพร็อพต่าง ๆ
ท่ามกลางเสียงวุ่นวายเหล่านั้น…มายด์ถูกจับแต่งหน้าแต่งตัวเป็นนางเอกแคมเปญ ด้วยชุดเดรสสีขาวพริ้วกับผมสั้นลอนเบา ๆ จนดูน่ารักเกินต้าน และคนที่ยืนข้างเธอ...
ก็คือ พี่พีท รุ่นพี่ปีสี่จากสายโฆษณา หน้าตาหล่อเหลาราวกับนายแบบ แถมเป็นที่รู้กันทั่วคณะว่าเขา เจ้าชู้ตัวพ่อ ระดับตัวท็อป
ยิ่งไปกว่านั้น...เขาเคยตามจีบมายด์ช่วงปีหนึ่ง แม้เธอจะไม่เคยตอบรับ แต่มันก็ยังค้างคาใจใครหลายคน ว่ามีอะไรแอบแฝงหรือเปล่า?
“โอเคครับ คู่พระนางเตรียมตัว ซีนต่อไปเป็นช็อตเดินจับมือ แล้วหันมายิ้มให้กันนะครับ”
เสียงผู้กำกับในกองถ่ายตะโกนขึ้น
มายด์หันไปมองพี่พีทด้วยรอยยิ้มแบบมืออาชีพที่ฝึกมาอย่างดี แม้ในใจจะรู้สึกเกร็งจนแทบหายใจไม่ทั่วท้อง ส่วนพี่พีทยิ้มกว้าง ยื่นมือออกมาให้เธอจับ แล้วโน้มตัวลงกระซิบเสียงทุ้มต่ำข้างหูเธอ จนลมหายใจร้อนผ่าวปะทะติ่งหู
“ไม่ได้เจอกันนานเลยนะน้องมายด์... โตขึ้นเยอะเลยนะเรา”
มายด์ฝืนยิ้มรับแบบฝืด ๆ รู้สึกถึงความอึดอัดที่พุ่งขึ้นมาจากท้องน้อย เธอจับมือเขาเบา ๆ ตามมารยาท
และเธอไม่รู้เลยว่า... ไม่ห่างจากกองถ่ายนัก ใต้ต้นไม้ใหญ่ข้างตึกวิศวะ...
ชายหนุ่มในชุดเสื้อเชิ้ตสีดำพับแขนกับกางเกงยีนส์ซีด มือหนึ่งถือแก้วกาแฟเย็น อีกมือกำโทรศัพท์แน่น
ทัช...กำลังยืนมองทุกอย่างด้วยแววตาเย็นเยียบ คิ้วเข้มกระตุกเบา ๆ ริมฝีปากที่มักจะยกยิ้มมุมปากกลับเม้มแน่นจนเป็นเส้นตรง
“จับมือกันเหรอ?”
“แล้วยิ้มให้กันแบบนั้น…?”
“อยากโดนลงโทษงั้นเหรอ...มายด์?”
ทัชพึมพำเสียงเข้มต่ำในลำคอ แววตาที่เคยอ่อนโยนกับเธอกลายเป็นพายุหมุนวน เขาคิดอะไรบางอย่างออก ก่อนจะวางแก้วกาแฟลงข้างต้นไม้ แล้วก้าวเท้าเดินตรงไปยังจุดกองถ่าย โดยไม่สนใจสายตาสงสัยของนักศึกษาที่เดินผ่าน
เสียงชัตเตอร์ยังคงดังรัวต่อเนื่อง
มายด์ยืนอยู่กลางเซ็ต กล้องจับทุกองศา รอยยิ้มของเธอเป็นรอยยิ้มแบบมืออาชีพที่ซ่อนความเกร็งไว้อย่างดี
แต่พี่พีท… กลับยืนใกล้เกินกว่าที่สคริปต์ระบุไว้เล็กน้อย มือเขาวางที่เอวเธอนานเกินไป นิ้วโป้งลูบวนเบา ๆ อย่างไม่ตั้งใจ (หรือตั้งใจ?) จนมายด์รู้สึกขนลุกซู่
“โอเคครับ! ใกล้กันอีกนิดนะครับ อารมณ์คนกำลังอินเลิฟ”
เสียงผู้กำกับดังขึ้น
พี่พีทยิ้มเจ้าเล่ห์ ก้มลงกระซิบข้างหูมายด์
“ไม่ต้องเกร็งนะ เดี๋ยวพี่ดูแลเอง”
มายด์กำลังจะขยับถอยห่าง แต่ก่อนที่เธอจะได้ทำอะไร เสียงฝีเท้าหนัก ๆ ก็ดังขึ้นจากด้านหลัง
“ขออนุญาตครับ”
น้ำเสียงทุ้มต่ำ เรียบ แต่ชัดจนทุกคนในกองถ่ายหันขวับไปมอง ก่อนที่กลุ่มสาว ๆ ด้านหลังจะแอบกรี๊ดออกมาเบา ๆ เมื่อหนึ่งในจตุรเทพโผล่มาที่กองถ่ายของคณะนิเทศฯ อย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
ทัชเดินตรงมาหาทั้งคู่ มายด์ได้แต่เบิกตากว้าง ยืนสตั๊นจ้องมองเขานิ่ง ๆ หัวใจเต้นแรงจนแทบจะหลุดออกจากอก
เขาเดินมาหยุดยืนข้างมายด์ ก่อนจะวางมือใหญ่ลงบนเอวเธอ ตำแหน่งเดียวกับที่พี่พีทเพิ่งแตะไป แต่ต่างกันตรงที่… มือของพี่ทัช มั่นคง เป็นเจ้าของ และหนักแน่นอย่างไม่ต้องพูด
นิ้วโป้งของเขาลูบวนเบา ๆ ที่เอวเธอ ราวกับกำลังลบรอยนิ้วของคนอื่นออกไปให้สิ้นซาก
“ท่านี้ครับ”
เขาพูดกับผู้กำกับด้วยน้ำเสียงสุภาพ
“เอวต้องขยับนิดนึง แสงจะได้ไม่กินเงา”
ผู้กำกับชะงัก ก่อนจะพยักหน้ารับอย่างรวดเร็ว
“…อ๋อ ได้ครับ! งั้นลองท่านี้เลยครับ”
ทัชหันกลับมามองมายด์ สายตาคมกริบแต่แฝงความหวงแหน เขาก้มลงกระซิบข้างหูเสียงต่ำ และอันตราย
“คืนนี้เราต้องคุยกันนะ”
“เรื่องที่หนู…ยอมให้คนอื่นจับง่ายเกินไป”
มายด์กลืนน้ำลาย หัวใจเต้นแรง เธอพยายามตอบเสียงเบา น้ำเสียงสั่นเล็กน้อย
“ก็มันเรื่องงานนี่คะ...”
ทัชหัวเราะในลำคอเบา ๆ แต่สายตาไม่ขำเลยสักนิด ดวงตาคมนั้นจ้องเธอราวกับจะกลืนกินทั้งตัว
“…พี่แค่ไม่ชอบให้ใครล้ำเส้นของพี่”
คำพูดนั้นหนักแน่นและเย็นเยียบราวกับคำขู่ที่ซ่อนอยู่ในน้ำเสียงอ่อนโยน เขายืนนิ่งอยู่ข้างเธออีกครู่หนึ่ง มือใหญ่ยังคงโอบเอวเธอไว้แน่น นิ้วโป้งลูบวนช้า ๆ ราวกับกำลังวาดเส้นเขตแดนที่มองไม่เห็นให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
แล้วเขาก็ค่อย ๆ ปล่อยมือออก นิ้วเรียวเลื่อนจากเอวเธออย่างตั้งใจ ปลายนิ้วสัมผัสผิวที่โผล่พ้นเสื้อนักศึกษาของเธอเบา ๆ ก่อนจะถอนออกไปทั้งหมด
แต่การถอนมือนั้นกลับช้าและจงใจจนมายด์รู้สึกได้ถึงความหน่วง เหมือนเขากำลังบอกว่า ‘พี่จะปล่อยมือ แต่พี่ไม่ได้จากไปไหน’
ทัชถอยหลังห่างออกไป แต่ไม่ไกลจากเซ็ตที่กำลังถ่ายทำอยู่ เขายืนมองมายด์นิ่ง ๆ ทันทีที่พีทขยับเข้าใกล้เธอ สายตาคมเข้มจับจ้องไปที่เขาทันที
พีทที่กำลังจะเอื้อมมือมาปรับท่าทางของมายด์อีกครั้ง ต้องชะงักค้างกลางอากาศ
สายตาของทัชเย็นชาและอันตราย ไม่มีรอยยิ้ม ไม่มีคำพูด แต่แรงกดดันนั้นหนักแน่นจนพีทรู้สึกได้ถึงความหนาวเย็นแผ่ซ่านไปตามกระดูกสันหลัง
เขารีบดึงมือกลับทันที ใบหน้าที่เคยมั่นใจบิดเบี้ยวเป็นความเกร็งเล็กน้อย
“เอ่อ... โอเคครับ น้องมายด์ยืนประมาณนี้ก็ดีแล้ว” พีทพูดเสียงสั่นนิด ๆ หันไปมองผู้กำกับแทน
ผู้กำกับที่สัมผัสได้ถึงบรรยากาศเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว รีบตะโกนขึ้นทันที
“โอเค! ทุกคนพร้อมแล้วใช่ไหม? เริ่มเลยครับ! หนึ่ง สอง สาม—แอ็คชั่น!”
เสียงชัตเตอร์ดังรัวขึ้นอีกครั้ง ไฟสปอตไลต์สาดส่องลงมา มายด์พยายามตั้งสมาธิ ยิ้มตามสคริปต์ แต่หัวใจยังเต้นไม่เป็นจังหวะ เธอรู้สึกได้ถึงสายตาของพี่ทัชที่จับจ้องเธอไม่วางตา
ตลอดทั้งเซ็ต พี่พีทไม่กล้าแตะตัวเธอเกินกว่าที่สคริปต์เขียนไว้แม้แต่น้อย มือที่เคยวางบนเอวเธอนานเกินไป คราวนี้ยกขึ้นแค่เสี้ยววินาทีเพื่อปรับท่า แล้วรีบถอนออกทันทีราวกับถูกไฟลวก สายตาของเขาหลบเลี่ยงไปทางอื่นบ่อยครั้ง ใบหน้าเกร็งจนเห็นชัด
ส่วนทัช... เขายืนนิ่งเหมือนรูปปั้น สายตาคมกริบจับจ้องมองพี่พีททุกครั้งที่มือของอีกฝ่ายเข้าใกล้เธอ แม้จะเป็นแค่การปรับท่าเล็กน้อย แต่ทุกครั้งที่พี่พีททำท่าจะแตะ
ทัชก็จะขยับเท้าเล็กน้อย เปลี่ยนท่ายืนให้เข้ามาใกล้มายด์ขึ้นอีกนิด เป็นการเคลื่อนไหวที่ดูเป็นธรรมชาติ แต่สำหรับพี่พีท มันคือสัญญาณเตือนอันตรายที่ชัดเจนที่สุด
กองถ่ายทำงานต่อไปอย่างราบรื่น แต่บรรยากาศเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ไม่มีใครกล้าพูดอะไร ทุกคนรู้ดีว่า... วันนี้มี ‘แขกรับเชิญ’ ที่อาจจะเป็นเจ้าของตัวจริงยืนคุมอยู่ข้าง ๆ มายด์แล้ว
เมื่อผู้กำกับตะโกน
“คัท! วันนี้พอแค่นี้ครับ!”
มายด์ถอนหายใจโล่งอก หันไปมองทัชด้วยสายตาที่ทั้งเขินและขอบคุณ ใบหน้าแดงระเรื่อยังไม่หายจากความเกร็งเมื่อครู่
ทัชเดินเข้ามาใกล้ โน้มตัวลงกระซิบข้างหูเธออีกครั้ง เสียงทุ้มต่ำแต่ชัดเจนจนทำให้ขนอ่อนลุกซู่
“ดีมากค่ะ...”
“แต่เรื่องเมื่อกี้... คืนนี้พี่จะลงโทษจริง ๆ นะ”
เขายิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่ทั้งอบอุ่นและอันตรายในคราวเดียวกัน ทำให้มายด์ใจสั่นจนแทบยืนไม่อยู่ เธอพยักหน้ารับแต่ไม่กล้าสบตาเขา
ทัชหันไปหาผู้กำกับที่กำลังเก็บของอยู่ใกล้ ๆ ยกมือไหว้เล็กน้อยด้วยท่าทางสุภาพเรียบร้อย แต่แฝงอำนาจบางอย่างที่ทำให้อีกฝ่ายต้องตั้งใจฟัง
“ขอโทษครับคุณผู้กำกับ ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ผมขอพาตัวมายด์กลับก่อนนะครับ” น้ำเสียงนุ่มแต่หนักแน่น
“วันนี้เธอทำงานหนักมาทั้งวันแล้ว”
ผู้กำกับชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มกว้างและโบกมือรับอย่างรวดเร็ว
“ได้เลยครับคุณทัช ขอบคุณที่มาดูแลน้องนะครับ”
“น้องมายด์ วันนี้ถ่ายได้ดีมากเลย” ผู้กำกับหันไปชมหญิงสาว
ทัชพยักหน้ารับ ก่อนจะหันกลับมาจับมือมายด์ แล้วจูงมือเธอเดินออกจากเซ็ตท่ามกลางสายตานับสิบคู่ที่ยังจับจ้องไม่วางตา บางคนยกมือถือขึ้นมาถ่ายรูป บางคนซุบซิบนินทากันเบา ๆ
“ผู้กำกับ ทำไมดูเกรงใจพี่คนนั้นจังคะ?” หนึ่งในทีมงานแอบกระซิบถาม ขณะที่มือยังจับขาตั้งกล้องอยู่
ผู้กำกับหันมามองตามหลังทั้งคู่ที่กำลังเดินจากไป
“คุณทัช... ชื่อจริง ‘ทัตธร ธาวินวัชร’ ”
เขาตอบเสียงเบา แต่ชัดเจนพอให้ทีมงานใกล้ ๆ ได้ยิน
“หรือที่คนในวงการเรียกกันว่า ‘คุณทัช’ ลูกชายคนโตของ ดร.ไตรธาร กับ คุณหญิงวรินดา”
ทีมงานคนนั้นตาโตขึ้นทันที
“...ธาวินวัชร? ตระกูลนั้นเหรอคะ?”
ผู้กำกับพยักหน้า ยิ้มเจื่อน ๆ
“ใช่เลย ตระกูลนักธุรกิจสายเทคโนโลยีรุ่นใหญ่ เป็นไฮโซที่ติดระดับท็อป 3 ของประเทศ”
“บริษัทแม่ครองตลาด SmartTech กับสื่อดิจิทัลเกือบทั้งระบบ แถมยังมีหุ้นในหลายค่ายบันเทิงด้วย”
“ที่สำคัญดร.ไตรธารเคยเป็นที่ปรึกษานโยบายเทคโนโลยีให้รัฐบาลมาแล้วสองสมัย คุณหญิงวรินดาก็เป็นประธานมูลนิธิด้านการศึกษาดิจิทัล”
เขาหยุดชั่วครู่ ก่อนจะกระซิบต่อ
“ส่วนคุณทัช... เขาเป็นทายาทคนโตที่ครอบครัวคาดหวังให้รับช่วงกิจการทั้งหมด แต่ข่าวลือก็มีว่าเขาไม่ค่อยสนใจงานบริษัทเท่าไหร่ มาทำงานฟรีแลนซ์ ถ่ายแบบ สร้างคอนเทนต์ แล้วก็... มีธุรกิจส่วนตัวบางอย่างที่ไม่มีใครรู้ชัด ๆ”
“คนโง่เท่านั้นที่อยากมีปัญหากับเขา”
ทีมงานสาวกลืนน้ำลายดังเอื๊อก
“แล้ว... ทำไมวันนี้เขาถึงมาที่กองถ่ายเราวันนี้ล่ะคะ?”
ผู้กำกับยักไหล่ แต่ยิ้มมีความหมาย
“ก็คง...เพราะน้องมายด์ล่ะมั้ง”
“กรี๊ดดดด แบบนี้น้องมายด์ก็จับได้ผู้ชายไม่ธรรมดาเลยสินะคะ”
“พูดมาก ไปเก็บของ จะได้ไปถ่ายงานอื่นต่อ” ผู้กำกับดุเมื่อเห็นว่าทีมงานเริ่มนอกเรื่อง
พี่พีทที่ยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น มองตามหลังทั้งคู่ด้วยความรู้สึกผสมปนเป ระหว่างความอิจฉา ความกลัว และความเข้าใจลึก ๆ ว่า... เขาไม่เคยมีสิทธิ์ตั้งแต่แรก