เช้าวันรุ่งขึ้น บรรยากาศในหอพักยังคงปกคลุมด้วยหมอกจางๆ และกลิ่นอายของฝนที่ตกค้างจากเมื่อคืน ทัช ตื่นขึ้นมาด้วยอาการปวดหัวตุบๆ เขาแทบไม่ได้นอนเลยตลอดทั้งคืน เพราะเสียง กึก... กึก... ที่ดังมาจากผนังห้องฝั่งที่ติดกับห้องริมสุดมันคอยรบกวนโสตประสาทอยู่เป็นระยะ พอนอนหลับตาก็เห็นแต่ภาพใบหน้าบิดเบี้ยวที่โถงทางเดิน พอเข้าห้องน้ำก็ระแวงว่าจะมีมือโผล่ออกมาจากคอห่าน
เขาตัดสินใจเดินออกจากห้องเพื่อไปหาซื้อกาแฟประทังชีวิต ทันทีที่ก้าวพ้นธรณีประตูห้อง 403 สายตาของเขาก็ปะทะเข้ากับประตูห้อง 404 อีกครั้ง
น่าประหลาด... โซ่เหล็กที่เขาเห็นว่ามันหายไปเมื่อคืน บัดนี้กลับมาพันทบอยู่บนมือจับประตูเหมือนเดิม แม่กุญแจตัวเขื่องยังคงล็อกสนิท ราวกับว่าเหตุการณ์เมื่อคืนเป็นเพียงภาพลวงตา แต่สิ่งที่ทำให้ทัชต้องหยุดก้าวเดินคือ "รอยขูด" ใหม่ๆ บนเนื้อไม้ประตู
มันไม่ใช่รอยขีดข่วนของแมว แต่มันคือรอยเล็บมนุษย์ที่จิกลึกลงไปในเนื้อไม้ ลากยาวจากบนลงล่างเป็นทางขนานกันสี่รอย ราวกับคนข้างในพยายามจะตะเกียกตะกายออกมาด้วยความทรมาน
"น้องทัช..."
เสียงเรียกที่สั่นเครือทำให้ทัชสะดุ้งสุดตัว เขาหันไปพบกับ แจม ที่ยืนอยู่หน้าห้อง 402 ของเธอ เธออยู่ในชุดลำลองที่ดูยับย่น ขอบตาของเธอดำคล้ำและบวมเป่งจากการร้องไห้ ในมือถือถุงขยะที่บรรจุเศษซากแจกันแตกๆ และกระดาษทิชชูใช้แล้วจำนวนมาก
"พี่แจม... สะๆ... สวัสดีครับ" ทัชพยายามทำเสียงให้ปกติที่สุด "พี่โอเคมั้ยครับ ดูเพลียๆ นะ"
แจมไม่ได้ตอบในทันที เธอเดินเข้ามาหาทัชช้าๆ สายตาของเธอคอยเหลือบมองไปที่ห้อง 404 อย่างหวาดระแวงตลอดเวลา เมื่อเธอเดินเข้ามาใกล้ ทัชสังเกตเห็นรอยช้ำสีเขียวคล้ำที่ลำคอของเธอชัดเจนขึ้น มันมีลักษณะเหมือนนิ้วมือคนอย่างที่เขาจินตนาการไว้ไม่มีผิด
"ทัช... เมื่อคืน ทัชได้ยินอะไรมั้ย?" แจมกระซิบถาม เสียงของเธอเบาจนแทบจะเป็นเสียงลมพัด
ทัชกลืนน้ำลายอึกใหญ่ "ได้ยินครับพี่... ผมได้ยินเสียงคนร้องไห้ แล้วก็... เสียงข่วนประตูห้องข้างๆ ผมเนี่ย" เขาบุ้ยปากไปทางห้อง 404 "มันดังทั้งคืนเลยพี่ ผมแทบไม่ได้นอน พอเปิดประตูออกมาดูเมื่อกี้ รอยข่วนที่ประตูมันเพิ่มขึ้นด้วยนะพี่เห็นมั้ย?"
แจมมองตามปลายนิ้วของทัชไปที่บานประตูห้องริมสุด ร่างกายของเธอเริ่มสั่นเทิ้มอย่างเห็นได้ชัด เธอคว้าแขนของทัชไว้แน่นจนเขาหยิกเนื้อ "ทัช ฟังพี่นะ... อย่าไปยุ่งกับห้องนั้นเด็ดขาด อย่าไปส่อง อย่าไปเคาะ และถ้าได้ยินเสียงใครเรียกจากข้างใน... ห้ามขานรับเด็ดขาด!"
"ทำไมล่ะครับพี่? ในนั้นมีใคร? เจ้าของหอบอกว่าเป็นห้องเก็บของไม่ใช่เหรอ?" ทัชถามด้วยความสงสัยที่พุ่งปรี๊ด
แจมลากทัชให้เดินห่างออกมาจากหน้าห้องริมสุด จนมาหยุดอยู่ที่มุมอับใกล้ทางลงบันได เธอเหลียวหน้าเหลียวหลังอีกครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าอั้มที่เข้าไปอาบน้ำจะไม่ได้ยินสิ่งที่เธอจะพูด
"อั้มเขาไม่เชื่อเรื่องพวกนี้หรอกทัช เขาบอกว่าพี่คิดไปเอง..." แจมเริ่มเล่าด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความอัดอั้น "แต่วันนี้พี่จะบอกทัช เพราะทัชอยู่ห้องข้างๆ มัน... เมื่อสองปีก่อน ห้อง 404 ไม่ใช่ห้องเก็บของ แต่มันเป็นห้องที่มีคนพักอยู่จริงๆ"
ทัชขมวดคิ้ว "ใครเหรอครับ?"
"ชื่อ แตงโม... เธอเป็นนักศึกษารุ่นก่อนพี่นี่แหละ" แจมสูดหายใจเข้าลึกๆ "แตงโมเป็นคนสวย มีแฟนหล่อมาก แต่แฟนเขาเป็นคนขี้หึงรุนแรง วันๆ ชอบขังแตงโมไว้ในห้อง ไม่ให้ออกไปไหนนอกจากไปเรียน เพื่อนข้างห้องสมัยนั้นเล่าว่า ได้ยินเสียงพวกเขาทะเลาะกันบ่อยมาก เสียงของตกแตก เสียงผู้หญิงร้องไห้... เหมือนที่พวกเราได้ยินตอนนี้เป๊ะเลย"
"แล้วเกิดอะไรขึ้นครับ?"
"คืนหนึ่ง... เสียงทะเลาะกันมันดังกว่าปกติ มีเสียงกรีดร้องสั้นๆ แล้วทุกอย่างก็เงียบกริบไป" แจมเล่าพลางลูบรอยช้ำที่คอตัวเอง "เช้าวันรุ่งขึ้น แฟนของแตงโมหายตัวไป พร้อมกับกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ ส่วนแตงโม... ไม่มีใครเห็นเธออีกเลย เจ้าของหอบอกว่าเธอคงย้ายออกไปตามแฟน แต่ประหลาดตรงที่ข้าวของเครื่องใช้ของเธอยังอยู่ในห้องครบทุกอย่าง"
ทัชรู้สึกเย็นวาบที่ไขสันหลัง "หมายความว่า..."
"ใช่... หลังจากนั้นไม่นาน ห้อง 404 ก็เริ่มมีกลิ่นเหม็นเน่าลอยออกมา กลิ่นมันแรงจนคนทั้งชั้นอยู่ไม่ได้ แต่พอเจ้าของหอมาเปิดห้องดู เขากลับบอกว่าไม่เจออะไร เจอแค่ห้องว่างๆ ที่ฝุ่นจับหนาเตอะ เขาเลยสั่งปิดตายห้องนั้น เอาโซ่มาคล้อง เอาเมรุมาสวด (หมายถึงเอาพระมาสวดส่งวิญญาณแต่ไม่สำเร็จ) แล้วบอกทุกคนว่าเป็นห้องเก็บของเพื่อไม่ให้เสียชื่อหอ"
"แต่ผมได้ยินเสียงเขาเรียกชื่อผม... เอ๊ย เรียกชื่อพี่แจมด้วยนะเมื่อคืน" ทัชเกือบจะหลุดปากเรื่องชื่อตัวเอง
แจมเบิกตากว้าง "นั่นแหละคือสิ่งที่น่ากลัวที่สุดทัช แตงโมไม่ได้แค่ตายไปเฉยๆ แต่เขาตายด้วยความแค้นและอ้างว้าง เขาถูกขังจนตายในห้องริมสุดนั่น... และตอนนี้เขากำลังหาเพื่อนไปอยู่ด้วย"
แจมเริ่มเล่าต่อถึงเหตุการณ์เมื่อคืนที่เธอเจอแตงโมยืนอยู่มุมห้อง "เขามาหาพี่ทัช... เขาบีบคอพี่ เขาบอกว่าพี่แย่งที่ของเขา พี่ไม่เข้าใจว่าทำไม ทั้งที่พี่กับอั้มก็อยู่ห้อง 402 มาตั้งนานแล้ว แต่ช่วงหลังมานี้... เสียงเรียกมันชัดขึ้นเรื่อยๆ เหมือนเขากำลังพยายามจะพังกำแพงข้ามมาหาพี่"
"พี่แจม... รอยที่คอพี่นี่คือ..."
"ฝีมือเขาไงล่ะ" แจมน้ำตาร่วง "อั้มบอกว่าพี่ละเมอบีบคอตัวเอง แต่อั้มไม่เห็นรอยเท้าเปียกน้ำนั่น อั้มไม่เห็นสายตาที่มันจ้องมองมาเหมือนจะฉีกเนื้อพี่เป็นชิ้นๆ!"
ขณะที่แจมกำลังเล่าอย่างเสียสติ เสียงฝีเท้าหนักๆ ก็ดังมาจากโถงทางเดิน อั้ม เดินออกมาในชุดลำลอง ดูสดชื่นขึ้นหลังอาบน้ำ เขาขมวดคิ้วเมื่อเห็นแจมยืนคุยกับทัชอยู่ที่มุมบันได
"คุยอะไรกันอยู่เหรอ? แจม ทิ้งขยะเสร็จยัง?" อั้มถามเสียงเรียบ แต่สายตาที่มองทัชดูไม่ค่อยเป็นมิตรนัก
"เสร็จ... เสร็จแล้วอั้ม พี่ไปก่อนนะทัช อย่าลืมที่พี่บอกนะ" แจมรีบเดินไปหาอั้มแล้วจูงมือเขาลงข้างล่างไป
ทัชยืนนิ่งอยู่ลำพัง ความเงียบกลับมาปกคลุมอีกครั้ง เขาหันกลับไปมองทางเดินชั้น 4 ที่ทอดยาว แสงแดดที่ควรจะสว่างกลับดูสลัวลงอย่างน่าประหลาด เขาเดินกลับไปที่ห้อง 403 ของตัวเอง แต่คราวนี้เขาไม่ได้มองแค่ที่ประตูห้อง 404
เขาสังเกตเห็นบางอย่างที่พื้น...
ตรงรอยต่อระหว่างกำแพงห้อง 403 ของเขา กับห้อง 404 มีเส้นผมยาวๆ สีดำสนิทหลายเส้นติดอยู่ตามซอกปูน ทัชลองเอื้อมมือไปหยิบเส้นผมเหล่านั้นขึ้นมาดู แต่มันกลับไม่ใช่แค่เส้นผมธรรมดา เพราะเมื่อเขากระชากเบาๆ เส้นผมเหล่านั้นกลับดึงเอาก้อนเนื้อเน่าๆ ขนาดเล็กออกมาจากซอกกำแพงด้วย
กลิ่นเหม็นเน่าเหมือนซากหนูตายพุ่งเข้าปะทะจมูกทัชทันที เขาขย้อนจะอาเจียนทิ้งเส้นผมนั้นลงพื้น
แกรก...
เสียงข่วนประตูดังขึ้นอีกครั้ง แตคราวนี้มันไม่ได้ดังมาจากประตูห้อง 404
มันดังมาจากภายในห้อง 403 ของเขาเอง... ตรงผนังที่เขาเพิ่งจะเอาผมออกมา
ทัชยืนแข็งทื่อ หัวใจเต้นรัวจนแทบจะหลุดออกมานอกอก เขาค่อยๆ ไขกุญแจเปิดประตูห้องตัวเองช้าๆ ภาวนาว่าอย่าให้เจออะไรที่น่าสยดสยองไปมากกว่านี้ แต่ทันทีที่ประตูเปิดออก เขาก็พบว่าสมุดโน้ตที่เขาวางไว้บนโต๊ะทำงาน ถูกกางออกหน้ากึ่งกลาง
บนหน้ากระดาษสีขาวสะอาด มีรอยเล็บขูดเป็นข้อความสั้นๆ ที่ทำให้น้ำตาของความกลัวไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว:
"ทัช... ช่วย... โม... ออก... ไป... ที"
และใต้ข้อความนั้น คือรอยเลือดที่ยังไม่แห้งสนิท เป็นรูปดวงตาที่กำลังหลั่งเลือดออกมาเป็นสาย ทัชถอยหลังหนีออกจากห้องตัวเอง แต่แล้วเขาก็ต้องชนเข้ากับอะไรบางอย่างที่เย็นเยียบและแข็งทื่อที่ยืนอยู่ข้างหลัง
เขาค่อยๆ หันไปมอง...
แต่มันไม่มีใครอยู่ตรงนั้น มีเพียงกลิ่นดอกไม้จันทน์ที่ลอยมาตามลม และเสียงกระซิบเบาๆ ที่ข้างหูว่า
"ยินดีที่ได้รู้จักนะ... เพื่อนใหม่"