06:45 น. | ย่านมงก๊ก (Mong Kok) , ฝั่งเกาลูน
เสียงนาฬิกาปลุกจากโทรศัพท์มือถือรุ่นเก่าหน้าจอแตกร้าวกรีดร้องดังลั่นห้องพักขนาดเท่ารูหนู 'ขนมผิง' หรือ 'อารยา ธรรมนุกูล' ดีดตัวผุดลุกขึ้นจากที่นอนฟูกบางๆ อย่างรวดเร็วราวกับถูกตั้งระบบอัตโนมัติ ความง่วงงุนไม่ใช่สิ่งที่เธอสามารถครอบครองได้ในเวลานี้ โดยเฉพาะเมื่ออาศัยอยู่ในเมืองที่ค่าครองชีพสูงติดอันดับโลกอย่างฮ่องกง
"ตายแล้วๆๆ! วันนี้มีคลาสเช้าของศาสตราจารย์เฉิน!"
ร่างเล็กในชุดนอนลายเป็ดสีเหลืองเก่าๆ รีบกระโดดลงจากเตียง สภาพห้องพักของเธอสะท้อนชีวิตความเป็นอยู่ของนักเรียนทุนต่างด้าวได้เป็นอย่างดี ห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ ที่มีพื้นที่เพียงพอแค่สำหรับวางเตียงเดี่ยว โต๊ะญี่ปุ่นพับได้ และตู้เสื้อผ้าพลาสติกแบบรูดซิป หน้าต่างบานเล็กที่มองออกไปเห็นเพียงตึกสูงระฟ้าที่เบียดเสียดกันจนแทบไม่เห็นท้องฟ้า และราวตากผ้าที่แขวนชุดชั้นในกับเสื้อยืดเรียงรายกันอย่างแออัด
ขนมผิงคว้าผ้าเช็ดตัววิ่งเข้าห้องน้ำรวมที่ต้องใช้ร่วมกับเพื่อนข้างห้อง จัดการธุระส่วนตัวด้วยความเร็วแสง ก่อนจะออกมาแต่งตัวในชุดนักศึกษาของมหาวิทยาลัยชื่อดัง เสื้อเชิ้ตสีขาวรีดเรียบกริบ (ฝีมือการรีดเมื่อคืนตอนตีสอง) กับกระโปรงพลีทความยาวคลุมเข่าที่ดูเรียบร้อยจนแทบจะกลืนไปกับกำแพง
มือเรียวคว้ากระเป๋าผ้าแคนวาสใบเก่ง หยิบสมุดบัญชีเล่มเล็กขึ้นมาจดรายรับรายจ่ายประจำวันอย่างเคยชิน ‘ค่าเช่าห้องพึ่งจ่ายไป เหลือเงินติดตัว 800 เหรียญ... ต้องอยู่ให้ได้อีก 10 วัน เฉลี่ยใช้วันละ 80 เหรียญ... บ้าจริง! แค่ค่ารถไฟไปกลับก็ปาไป 20 เหรียญแล้ว’
หญิงสาวถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ใบหน้ารูปไข่ที่มักจะประดับด้วยรอยยิ้มสู้ชีวิตดูหม่นลงเล็กน้อย ดวงตากลมโตคู่สวยจ้องมองตัวเลขในสมุดอย่างหนักใจ การเป็นนักเรียนทุนในมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของฮ่องกงฟังดูเท่และน่าอิจฉาในสายตาคนไทยที่บ้าน แต่ความจริงที่เธอต้องเผชิญคือสนามรบ
เธอสอบชิงทุนมาได้ด้วยมันสมองระดับหัวกะทิ ทุนการศึกษาครอบคลุมค่าเทอมทั้งหมดก็จริง แต่ 'ค่าครองชีพ' คือสิ่งที่เธอต้องดิ้นรนหาเอง ครอบครัวที่เชียงรายส่งเงินมาให้ได้ไม่มากนัก เพราะธุรกิจสวนผลไม้ที่บ้านก็ล้มลุกคลุกคลาน ขนมผิงจึงต้องทำงานพาร์ทไทม์สารพัดเพื่อความอยู่รอด ทั้งเป็นเด็กเสิร์ฟ ล้างจาน หรือแม้แต่รับจ้างแปลเอกสาร
"สู้เว้ยไอ้ผิง! อีกแค่ 3 เดือนก็จะเรียนจบแล้ว อดทนหน่อย!"
เธอตบแก้มตัวเองเบาๆ สองทีเพื่อเรียกสติ ก่อนจะคว้าขนมปังแผ่นที่ซื้อตุนไว้ตอนลดราคาเมื่อวานคาบไว้ในปาก แล้ววิ่งออกจากห้องพักไปเผชิญโลกความจริง
บรรยากาศยามเช้าของฮ่องกงเต็มไปด้วยความเร่งรีบ กลิ่นควันรถผสมกับกลิ่นติ่มซำและหมูแดงย่างจากร้านข้างทางลอยคละคลุ้ง ขนมผิงเบียดเสียดกับฝูงชนมหาศาลเพื่อแทรกตัวเข้าไปในสถานีรถไฟ MTR สถานี Mong Kok เสียงแตะบัตร Octopus ดัง ติ๊ด-ติ๊ด-ติ๊ด รัวเร็วประสานกับเสียงฝีเท้าที่ก้าวเดินอย่างไม่มีใครยอมใคร
บนรถไฟที่แน่นขนัดจนแทบจะหายใจรดต้นคอกัน ขนมผิงยืนโหนราวด้วยมือข้างเดียว อีกมือหยิบชีทสรุปวิชา 'Advanced Corporate Finance' ขึ้นมาอ่านทบทวน วันนี้เป็นวันสำคัญ เพราะจะมีวิทยากรพิเศษระดับ VVIP มาบรรยาย ซึ่งศาสตราจารย์เฉินย้ำนักย้ำหนาว่า 'ห้ามสาย ห้ามขาด ห้ามลา และห้ามโง่'
"ใครกันนะ... ใหญ่โตมาจากไหนถึงกับทำให้โปรเฟสเซอร์เฉินที่ดุยิ่งกว่าหมาล็อตไวเลอร์เต้นผางได้ขนาดนี้" เธอพึมพำเบาๆ กับตัวเอง พยายามเพ่งสายตาอ่านตัวหนังสือภาษาอังกฤษบนกระดาษที่สั่นไหวไปตามแรงเหวี่ยงของรถไฟ
08:30 น. | มหาวิทยาลัยฮ่องกง (HKU) , ฝั่งเกาะฮ่องกง
บรรยากาศหน้าหอประชุมใหญ่ของคณะบริหารธุรกิจวันนี้ดูคึกคักผิดหูผิดตา ปกตินักศึกษาคณะนี้มักจะเดินหน้าเชิดคุยกันเรื่องหุ้นหรือแบรนด์เนม แต่เช้านี้ทุกคนดูตื่นเต้นและกระตือรือร้นเป็นพิเศษ รถหรูราคาแพงหลายคันจอดเรียงรายอยู่หน้าตึก แต่ที่สะดุดตาที่สุดคือรถ 'Maybach S-Class' สีดำเงาวับที่จอดสนิทอยู่ตรงทางเข้าวีไอพี
ขนมผิงวิ่งกระหืดกระหอบขึ้นบันไดเลื่อนยาวเหยียดที่เป็นเอกลักษณ์ของ HKU เหงื่อเม็ดเล็กซึมตามไรผมแม้ในอาคารจะเปิดแอร์เย็นฉ่ำ เธอรีบพุ่งตัวเข้าไปใน Lecture Hall ขนาดใหญ่ที่จุคนได้กว่า 500 คน ซึ่งตอนนี้ที่นั่งแทบจะเต็มหมดแล้ว
"ผิง! ทางนี้!"
เสียงตะโกนเรียกชื่อเธอด้วยสำเนียงกวางตุ้งดังมาจากแถวกลางๆ ขนมผิงหันไปเห็น 'เจสซี่' เพื่อนสนิทชาวฮ่องกงผมสั้นกุดกำลังโบกมือหยอยๆ เธอรีบแทรกตัวผ่านแถวที่นั่งเข้าไปทิ้งตัวลงข้างเพื่อนรัก
"เกือบไม่ทันแน่ะ รถไฟเสียเวลาที่สถานี Admiralty ตั้งนาน" ขนมผิงบ่นกระปอดกระแปดพร้อมหยิบสมุดจดและปากกาออกมาวางเรียง
"แกนี่นะ... ถ้าวันนี้มาสายคือจบเห่แน่ รู้ไหมใครมา?" เจสซี่ทำตาโต น้ำเสียงตื่นเต้นเหมือนเพิ่งถูกหวย
"ใคร? ประธานาธิบดีรึไง?"
"ยิ่งกว่าย่ะ! วันนี้ 'ไมก้า หลี่' มาบรรยายเชียวนะ! CEO ของ Li Capital Group น่ะแก! คนที่ได้ฉายาว่า 'ฉลามขาวแห่งอ่าววิคตอเรีย' คนนั้นไง!"
ขนมผิงชะงักมือที่กำลังหมุนปากกา ชื่อนี้เธอเคยได้ยินผ่านหูบ่อยๆ ในคลาสเรียนและตามหน้าหนังสือพิมพ์ธุรกิจ Li Capital Group คือบริษัทร่วมทุนข้ามชาติยักษ์ใหญ่ที่ทรงอิทธิพลที่สุดในเอเชียแปซิฟิก ว่ากันว่าถ้าบริษัทนี้ขยับตัว หุ้นในตลาดฮั่งเส็งก็จะสะเทือน และชายคนที่กุมบังเ**ยนอาณาจักรนั้นก็คือ ไมก้า หลี่
"อ๋อ... คนที่สั่งปลดพนักงานบริษัทลูก 2,000 คนในคืนเดียวนั่นน่ะเหรอ?" ขนมผิงถามเสียงเรียบ เธอจำวีรกรรมนั้นได้แม่น เพราะอาจารย์เคยยกเคสนี้มาสอนเรื่องการบริหารต้นทุน
"ชู่ว! เบาๆ สิแก เดี๋ยวแฟนคลับเขาได้ยินจะโดนรุมตบ" เจสซี่รีบเอามือปิดปากเพื่อน "เขาน่ะเป็นไอดอลของเด็กไฟแนนซ์ทั้งเกาะเลยนะ หล่อ รวย เก่ง แถมยังโสด! วันนี้พวกยัยอลินถึงได้แต่งตัวจัดเต็มกันขนาดนั้นไง"
ขนมผิงมองไปรอบๆ ห้อง แล้วก็ต้องกลอกตามองบน จริงอย่างที่เจสซี่ว่า สาวๆ ในคณะวันนี้แต่งหน้าทำผมกันมาเต็มยศ โดยเฉพาะกลุ่มของ 'อลิน หวัง' ลูกสาวตระกูลเศรษฐีที่นั่งอยู่แถวหน้าสุด อลินอยู่ในชุดเดรสแบรนด์เนมเข้ารูปที่ดูยังไงก็ไม่เหมือนชุดมาเรียนหนังสือ
"ไร้สาระชะมัด มาเรียนหรือมาเดินแฟชั่นวีค" ขนมผิงบ่นอุบอิบ ก่อนจะหยิบแว่นสายตากรอบกลมหนาเตอะขึ้นมาสวมเพื่อเตรียมจดเลกเชอร์
ทันใดนั้น ไฟในห้องประชุมก็หรี่ลง ประตูบานใหญ่ด้านข้างเวทีเปิดออก พร้อมกับความเงียบกริบที่เข้าปกคลุมทั่วทั้งห้องโดยอัตโนมัติ
ร่างสูงโปร่งของชายหนุ่มก้าวเดินเข้ามา ท่วงท่าการเดินของเขามั่นคงและสง่างามราวกับราชสีห์ที่กำลังเดินตรวจตราอาณาเขต เขาอยู่ในชุดสูทสีกรมท่าสั่งตัดพิเศษที่เข้ากับรูปร่างสมส่วนอย่างไร้ที่ติ เสื้อเชิ้ตสีขาวสะอาดตากับเนกไทสีเทาเข้มส่งเสริมบุคลิกให้ดูน่าเกรงขาม
แต่สิ่งที่สะกดทุกสายตาไม่ใช่เสื้อผ้าราคาแพงระยับ แต่คือใบหน้าหล่อเหลาที่ดูเย็นชาราวกับรูปสลักน้ำแข็ง จมูกโด่งเป็นสันรับกับคิ้วเข้มพาดเฉียง ริมฝีปากบางเฉียบที่ปิดสนิท และดวงตาเรียวรีสีดำสนิทที่กวาดมองไปทั่วห้องประชุมเพียงครั้งเดียว ก็ทำให้นักศึกษาห้าร้อยกว่าคนพร้อมใจกันกลั้นหายใจ
ไมก้า หลี่ ยืนอยู่หลังโพเดียม วางแท็บเล็ตลงเบาๆ ไม่มีรอยยิ้มการค้า ไม่มีคำทักทายหวานหู รัศมีรอบตัวเขาแผ่ซ่านความกดดันมหาศาลออกมาจนขนมผิงรู้สึกขนลุกซู่
"สวัสดี... ผมไมก้า หลี่"
เสียงทุ้มต่ำกังวานผ่านไมโครโฟน ภาษาอังกฤษสำเนียงบริติชที่ไพเราะแต่เย็นยะเยือกดังก้องไปทั่วห้อง
"เวลาเป็นเงินเป็นทอง และค่าตัวในการพูดของผมคิดเป็นนาที เพราะฉะนั้นผมจะไม่เสียเวลาเกริ่นนำไร้สาระ วันนี้เราจะคุยกันเรื่อง 'The Art of Ruthless Acquisition' หรือศิลปะการควบรวมกิจการอย่างเลือดเย็น"
เขาเริ่มบรรยายทันทีโดยไม่อารัมภบท ขนมผิงที่ตั้งใจจะจดเลกเชอร์ต้องเปลี่ยนมาพิมพ์ในแล็ปท็อปแทนเพราะจดไม่ทัน ไมก้าพูดเร็ว ชัดเจน และเนื้อหาอัดแน่นไปด้วยประสบการณ์จริงที่ไม่มีในตำราเรียน เขาวิเคราะห์เคสธุรกิจที่ซับซ้อนให้กลายเป็นเรื่องเข้าใจง่าย แต่ในขณะเดียวกันก็แฝงปรัชญาการทำธุรกิจที่โหดร้าย
"ความเมตตาคือจุดอ่อนในงบดุล" ไมก้ากล่าวเสียงเรียบขณะกดเปลี่ยนสไลด์ที่โชว์กราฟตัวเลขกำไรพุ่งทะยาน "ถ้าคุณอยากเป็นนักบุญ ให้ไปบวช แต่ถ้าอยากเป็นนักธุรกิจ คุณต้องกล้าตัดเนื้อร้ายเพื่อรักษาชีวิตทั้งร่าง... แม้เนื้อร้ายนั้นจะเป็นพนักงานเก่าแก่ที่คุณรักแค่ไหนก็ตาม"
บรรยากาศในห้องเงียบสงัด บางคนกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ขนมผิงขมวดคิ้วยุ่ง เธอยอมรับว่าเขาเก่งมาก เก่งระดับอัจฉริยะที่จำตัวเลขทศนิยมสามตำแหน่งในงบการเงินได้โดยไม่ต้องดูโพย แต่ทัศนคติของเขามัน... เย็นชาเกินความเป็นมนุษย์
ตลอด 90 นาทีแห่งการบรรยาย ไมก้าสะกดคนทั้งห้องให้อยู่ในภวังค์ เขาไม่เดินไปมา ไม่เล่นมุกตลก ยืนนิ่งๆ อยู่ที่เดิมแต่กลับทรงพลังจนไม่มีใครกล้าละสายตา
"จบการบรรยาย" เขาพูดจบพร้อมปิดหน้าจอแท็บเล็ต "มีใครมีคำถามไหม?"
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องประชุมอีกครั้ง ปกติช่วง Q&A จะมีคนแย่งกันถามเพื่อเอาคะแนนจิตพิสัย แต่กับผู้ชายคนนี้ รังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาทำให้ไม่มีใครกล้ายกมือ แม้แต่อลินที่นั่งหน้าสุดยังได้แต่นั่งบิดตัวไปมาด้วยความเขินอายแต่ไม่กล้าสบตา
ศาสตราจารย์เฉินที่ยืนอยู่ข้างเวทีเริ่มเหงื่อตก พยายามส่งสายตาให้นักศึกษาช่วยถามอะไรหน่อยเพื่อไม่ให้บรรยากาศเสีย
ไมก้ากวาดตามองไปรอบห้อง สายตาคมกริบของเขาเหมือนเครื่องสแกนที่กำลังประเมินราคาสินค้า "ไม่มี? ดี... งั้นผมจะได้ไปประชุมต่อ"
เขาทำท่าจะหันหลังกลับ
"เดี๋ยวก่อนค่ะ!"
เสียงหวานใสแต่กังวานดังขึ้นจากแถวกลางห้อง ทุกสายตาหันขวับไปมองเป็นตาเดียว รวมถึงไมก้าที่ชะงักเท้าแล้วหันกลับมามอง
ขนมผิงยืนขึ้น มือข้างหนึ่งกำชายกระโปรงแน่นเพื่อระงับความตื่นเต้น เจสซี่ที่นั่งข้างๆ ตาเหลือกพยายามดึงชายเสื้อให้เธอนั่งลง แต่ขนมผิงตัดสินใจแล้ว เธอสงสัย และเธอต้องถาม อีกอย่าง... ถ้าถามคำถามดีๆ อาจจะได้คะแนนพิเศษจากศาสตราจารย์เฉินก็ได้
ไมก้าหรี่ตามองนักศึกษาสาวร่างเล็กที่สวมแว่นตาหนาเตอะ ผมมัดหางม้าลวกๆ ดูธรรมดาจนน่าเบื่อในสายตาเขา "เชิญ... แนะนำตัวด้วย"
"ดิฉัน... อารยา ธรรมนุกูล นักศึกษาชั้นปีที่ 4 เอกการบัญชีค่ะ" ขนมผิงสูดหายใจลึก พยายามบังคับเสียงไม่ให้สั่น "เมื่อสักครู่ คุณพูดถึงกรณีการเทคโอเวอร์บริษัท 'ซันไชน์ โลจิสติกส์' ว่าเป็นการตัดเนื้อร้ายที่สมบูรณ์แบบ เพราะลดต้นทุนได้ 30% ทันทีหลังการปลดพนักงาน... แต่คุณไม่ได้พูดถึง 'Hidden Cost' หรือต้นทุนแฝงที่เกิดขึ้นจากการฟ้องร้องแรงงาน และภาพลักษณ์แบรนด์ที่เสียหายจนมูลค่าหุ้นร่วงลง 5% ในไตรมาสถัดมา... ในฐานะนักลงทุนระยะยาว คุณคิดว่าการแลก 30% ระยะสั้น กับความเสี่ยงระยะยาวแบบนั้น... มัน 'คุ้มค่า' จริงๆ หรือคะ?"
สิ้นประโยค ห้องประชุมตกอยู่ในความเงียบงันชนิดที่ว่าได้ยินเสียงแอร์ทำงานชัดเจน นักศึกษาคนอื่นพากันอ้าปากค้าง เจสซี่แทบจะมุดลงไปใต้โต๊ะ
'ยัยผิง! แกฆ่าตัวตายชัดๆ นั่นมันผลงานชิ้นโบว์แดงของเขาเลยนะ!'
ไมก้ายืนนิ่ง สีหน้าของเขาไม่ได้แสดงความโกรธเกรี้ยวอย่างที่ทุกคนกลัว แต่กลับมีสิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนแปลงไป... มุมปากข้างขวาของเขายกขึ้นเล็กน้อย น้อยมากจนแทบสังเกตไม่เห็น มันคือรอยยิ้มเยาะ หรือรอยยิ้มถูกใจ ไม่มีใครเดาออก
ชายหนุ่มเคาะนิ้วชี้ลงบนโพเดียมเบาๆ เป็นจังหวะ ตึก... ตึก...
"อารยา..." เขาเรียกชื่อเธอชัดเจน ทั้งที่ปกติเขาจำชื่อคนยากมาก "คุณเป็นคนไทย?"
"ค่ะ"
"คุณทำการบ้านมาดี... แต่คุณมองข้ามตัวแปรหนึ่งไป" ไมก้าตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบคม "มูลค่าหุ้นที่ร่วงลง 5% เป็นสิ่งที่ผม 'จงใจ' ให้เกิดขึ้น เพื่อที่จะได้ Buy Back หรือซื้อหุ้นคืนในราคาถูก ก่อนจะรีแบรนด์ใหม่ในอีก 6 เดือนให้หลัง... ซึ่งตอนนี้หุ้นตัวนั้นราคาพุ่งขึ้นไป 200% จากวันที่ผมซื้อคืน... คุณได้ตามข่าวล่าสุดเมื่อเช้านี้ไหม หรือมัวแต่นั่งรถไฟมาเรียน?"
เสียงหัวเราะคิกคักดังขึ้นรอบห้อง ขนมผิงหน้าชาไปแถบหนึ่ง ไม่ใช่เพราะอายที่โดนแซะเรื่องนั่งรถไฟ แต่เจ็บใจที่เธอพลาดข้อมูลล่าสุดไปจริงๆ เพราะเมื่อเช้าวุ่นวายกับการแย่งชิงที่ยืนบนรถไฟจนไม่ได้เปิดดูข่าวตลาดหุ้น
แต่เธอไม่ยอมแพ้ "ดิฉันอาจจะพลาดข้อมูลเมื่อเช้าไป ต้องขอโทษด้วยค่ะ... แต่ถ้านั่นคือการจงใจปั่นราคาหุ้นทางอ้อม การกระทำนั้นอาจหมิ่นเหม่ต่อจริยธรรมทางธุรกิจตามมาตรา 45 ของกฎหมายหลักทรัพย์ฮ่องกงรึเปล่าคะ?"
เงียบกริบ... รอบนี้เงียบยิ่งกว่าป่าช้า การกล่าวหา CEO ระดับหมื่นล้านว่าอาจทำผิดกฎหมายกลางห้องเลกเชอร์ คือความกล้าบ้าบิ่นที่ไม่มีใครคาดคิด
ไมก้าจ้องมองสาวน้อยแว่นหนาตรงหน้าเขม็ง ดวงตาสีดำลึกล้ำวาวโรจน์ขึ้นมาวูบหนึ่ง มันไม่ใช่ความโกรธ แต่คือความ 'สนุก' นานแล้วที่ไม่มีใครกล้าต่อปากต่อคำกับเขาแบบนี้ นานแล้วที่ไม่มีใครกล้าใช้สายตามุ่งมั่นจ้องตอบเขาโดยไม่หลบสายตา
"จริยธรรม..." ไมก้าทวนคำนั้นช้าๆ เหมือนกำลังชิมรสชาติของมัน "เป็นคำที่ไพเราะ... แต่ในโลกของทุนนิยม ผู้ชนะคือผู้เขียนกฎหมาย และผม... ไม่เคยแพ้"
เขามองสบตาขนมผิงนิ่งนานกว่าปกติ ราวกับจะประทับตราจองจำบางอย่าง "คำถามน่าสนใจ... ผมจะจำชื่อคุณไว้... คุณอารยา"
ประโยคนั้นฟังดูเหมือนคำชม แต่น้ำเสียงกลับเหมือนคำขู่ ขนมผิงรู้สึกเหมือนมีกระแสไฟฟ้าแล่นผ่านไขสันหลัง เธอค่อยๆ นั่งลง ขาสั่นพั่บๆ ใต้โต๊ะ หัวใจเต้นรัวเร็วจนแทบระเบิด