“คุณคะ คุณศิลา!”
“ฮะ...มีอะไรรึเปล่า”
“คุณเป็นอะไรรึเปล่าคะ พราวเห็นคุณยืนเหม่อตั้งนาน น้ำเดือดล้นหม้อคุณก็ไม่รู้สึกตัว”
พราวรุ้งมองหน้าชายที่ยังมีสถานะเป็นสามีของเธอตามทะเบียนสมรสด้วยความเป็นห่วง
“ขอโทษทีนะ อุตส่าห์คิดว่าจะช่วยคุณ แต่ดันทำให้คุณลำบากกว่าเดิมซะนี่”
“ลำบากอะไรกันคะ เพราะได้คุณช่วยอาหารถึงได้เสร็จเร็วขึ้นแบบนี้ไงคะ พราวว่าคุณขึ้นไปพักก่อนดีกว่าค่ะ เดี๋ยวใกล้เวลาพราวค่อยขึ้นไปตาม”
“ก็ได้ พราว”
“คะ?”
“คุณไม่มีพี่น้องจริง ๆ เหรอ” ในที่สุดศิลาก็ตัดสินใจถามคำถามที่วนอยู่ในหัวตลอดเวลาออกไป
แต่เท่าที่รู้มาพราวรุ้งเป็นลูกสาวคนเดียวของคุณไพศาล พิสุทรารักษ์ แล้วทำไมผู้หญิงที่เขาเจอวันนี้ถึงได้มีหน้าตาที่เหมือนกับพราวรุ้งราวกับฝาแฝดได้ล่ะ
“ทำไมคุณถามแบบนั้นคะ คุณน่าจะเคยอ่านประวัติฉันมาแล้วก่อนดูตัวนี่คะ” พราวรุ้งยิ้มกว้างและตอบคำถามของสามี
“นั่นสินะ คงเพราะวันนี้ผมบังเอิญไปเจอผู้หญิงคนหนึ่งเข้าล่ะมั้ง”
“ผู้หญิง?”
“อื้ม เธอหน้าตาเหมือนคุณเอามาก ๆ เหมือนจนผมนึกว่าเป็นคุณซะอีก อีกอย่างนะ”
ศิลาเลือกที่จะหยุดคำพูดของตัวเองไว้แค่นั้น เพราะคิดว่าถ้าเขาพูดออกไปว่า ‘ลูก ๆ ของผู้หญิงคนนั้นเองก็หน้าตาคล้ายเขา’ ภรรยาของตนต้องรู้สึกแย่แน่
“อะไรเหรอคะ”
“เปล่าหรอกไม่มีอะไร งั้นผมขอขึ้นไปตรวจสอบรายงานก่อนนะ คุณเองก็พักเถอะ ที่เหลือให้แม่บ้านจัดการก็ได้คุณไม่ต้องทำเองทั้งหมดหรอก”
“ค่ะ”
.
.
.
.
.
ศิลาวางมือจากกองเอกสารตรงหน้าเมื่อได้ยินเสียงหัวเราะดังลั่นของลูกสาวตัวน้อย
ร่างสูงใหญ่เดินลงมาด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม เพียงได้ยินเสียงเด็กน้อยแพรดาวของเขาหัวเราะศิลาก็รู้สึกมีความสุขแล้ว แต่เมื่อเห็นภาพตรงหน้ารอยยิ้มกว้างก็ค่อย ๆ เลือนหาย
เหตุผลที่ลูกสาวเขาหัวเราะร่าเพราะกำลังถูกอุ้มลอยสูงจากพื้นเหมือนเธอกำลังเหาะกลางอากาศได้ โดยผู้ชายที่ชื่อ ‘กวินทร์’ พี่ชายต่างสายเลือดของพราวรุ้ง
กวินทร์เป็นลูกติดของคุณหญิงอริสสากับชายปริศนาที่ไม่มีใครรู้ว่าเขาคือใคร ก่อนจะมาแต่งงานกับคุณไพศาล
แม้ศิลาจะเป็นคนรักสันติ เข้ากับทุกคนได้ง่าย แต่กับผู้ชายคนนี้เขากลับรู้สึกไม่ถูกชะตาเอาซะเลย
และก็คงไม่ใช่แค่เขาเพราะกวินทร์เองก็แสดงออกชัดเจนเช่นกันว่าไม่ค่อยชอบขี้หน้าเขา
เมื่อเห็นเจ้าของบ้านเดินเข้ามาใกล้กวินทร์จึงวางเด็กน้อยแพรดาวลงพื้นอย่างปลอดภัย หน้าตาที่เคยยิ้มแย้มบึ้งตึงคล้ายเหม็นขี้หน้าคนแถวนี้ขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด
“คุณไม่ควรอุ้มลูกผมแบบนั้น เกิดพลาดแล้วหนูแพรตกลงมาใครจะรับผิดชอบ”
“หนูแพรไปเล่นกับคุณตา คุณยายก่อนนะครับ ลุงขอคุยกับพ่อหนูสักหน่อย”
กวินทร์ย่อตัวลงไปบอกเด็กน้อยเพื่อให้เธอออกไปจากวงสนทนาที่อาจมีถ้อยคำไม่ไพเราะหูซึ่งเด็กไม่ควรได้ยิน
พอเด็กน้อยวิ่งหายไปกวินทร์ก็หยัดกายขึ้นมาเต็มความสูงจ้องตากับเจ้าของบ้านอย่างไม่มีความเกร็งกลัวใด ๆ
“ฉันไม่ทำหนูแพรหล่นหรอกน่า ทำตัวเป็นตาลุงน่ารำคาญไปได้ ฉันล่ะไม่เข้าใจเลยจริง ๆ ว่าพราวเลือกแต่งงานกับผู้ชายน่าเบื่อแบบนายไปได้ยังไง”
“อาจจะเพราะ...เธอเห็นว่าใครที่เหมาะสมจะเป็นพ่อที่ดีให้ลูกของเธอได้มั้ง ผมไม่ถือสาหรอกนะที่คุณจะไม่พอใจกับเรื่องนี้ คนไม่ถูกเลือก ไม่สิ คนไม่เคยอยู่ในทางเลือกก็มักจะชอบหาเรื่องคนอื่นเขาไปทั่วเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว ผมเข้าใจ”
“ไอ้ศิลา!” กวินทร์รู้สึกโกรธจนเลือดขึ้นหน้ากับคำปรามาสของศิลา มือเอื้อมไปหมายจะกระชากคอเสื้อเจ้าของบ้านเต็มแรง แต่ก็คว้าได้เพียงอากาศเพราะศิลาขยับตัวถอยหนีได้เร็วกว่า
นั่นยิ่งทำให้คนอย่างกวินทร์หัวเสียจนต้องก้าวเข้าไปหาศิลาแทนอย่างคนพร้อมจะมีเรื่องเต็มที แต่ก็ต้องหยุดการกระทำลงซะก่อนเมื่อมีคนเข้ามาขัดจังหวะ
“คุณลงมาพอดี พราวว่าจะไปตามอยู่เลยค่ะ” เสียงหวานของพราวรุ้งทำให้สองหนุ่มเลิกจ้องตาเหมือนจะฆ่าฟันกัน และเบือนหน้าหนีไปคนละทาง
พราวรุ้งรับรู้ถึงบรรยากาศมาคุระหว่างทั้งคู่จึงรีบเดินเข้ามาคล้องแขนสามีและพาเดินออกไปยังห้องอาหารก่อน โดยไม่ให้ความสนใจคนที่ยังยืนกำหมัดแน่นอยู่ด้านหลังแม้แต่น้อย
.
.
.
.
.
“ฝันดีนะครับเจ้าหญิงของพ่อ พ่อรักหนูนะ”
ศิลาก้มลงไปหอมแก้มลูกสาวหลังจากอ่านนิทานให้ลูกฟังจนจบ เพราะพราวรุ้งยังอยู่พูดคุยกับทางครอบครัวของเธอ เขาจึงอาสาเป็นคนพาลูกสาวมาเข้านอน
“น้องแพรก็รักคุณพ่อนะคะ แต่ตอนนี้น้องแพรง่วงมากเลยค่ะ” เด็กน้อยพูดด้วยน้ำเสียงงัวเงีย ตาก็แทบจะลืมไม่ขึ้นจนศิลาอดยิ้มให้กับท่าทางน่ารักน่าเอ็นดูของลูกสาวไม่ได้
ร่างสูงใหญ่จัดแจงจัดผ้าห่มคลุมตัวให้ลูกสาว จัดหมอนข้างและตุ๊กตาตัวโปรดของแพรดาวนำมาวางด้านข้างตัวให้ลูกอย่างรู้ใจ ก่อนจะลูบศีรษะน้อย ๆ อย่างรักใคร่กระทั่งเด็กบนเตียงผลอยหลับไป ศิลาถึงปิดไฟตรงหัวนอนและปิดประตูห้องอย่างเบามือ
“ลูกหลับไปแล้วเหรอคะ”
“อื้ม ครอบครัวคุณกลับหมดแล้วเหรอ”
“ค่ะ กลับกันแล้ว”
“คุณเองก็พักผ่อนเถอะ ผมเองก็จะกลับเหมือนกัน” ศิลาทำท่าจะเดินสวนไปแต่ก็ต้องหยุดลงเมื่อภรรยาดูเหมือนมีเรื่องจะพูดคุยกับเขา
“คุณศิลา เอ่อ...คือ เรื่องวันนี้พราวขอโทษแทนพี่ชายด้วยนะคะ ที่เขาทำตัวเสียมารยาทกับคุณ”
“ตราบใดที่เขารู้สถานะของตัวเองว่าควรอยู่ตรงไหน และไม่คิดจะทำให้หนูแพรรับรู้เรื่องแย่ ๆ ของพวกผู้ใหญ่อย่างเราผมก็ยังพอทนได้”
“คุณควรจะต่อว่าพราวสิถึงจะถูก”
“เมื่อก่อนเด็กของผมก็เคยทำคุณลำบากนี่”
“แต่ตอนนั้นคุณก็จัดการเด็ดขาดจนไม่มีใครมายุ่งกับพราวและลูกอีก แต่พราวสิ” พราวรุ้งแสดงสีหน้ารู้สึกผิด
ศิลาเดินเข้าไปหาภรรยาอีกก้าว ก่อนจะจับบ่าทั้งสองข้างของเธอไว้
“คุณเองก็กำลังพยายามทำให้ทุกอย่างมันเข้าที่เข้าทางของมันอยู่นี่”
ชีวิตคู่ของพวกเขามันซับซ้อนกว่าที่คนภายนอกมองเห็นนัก
ใช้ชีวิตในฐานะสามีภรรยากันมาถึงเจ็ดปี ทำให้ศิลารู้เรื่องความสัมพันธ์ของพราวรุ้งกับกวินทร์ดี รวมถึงผู้ชายคนอื่น ๆ ของภรรยาด้วย เหมือนที่เธอเองก็รู้เรื่องของผู้หญิงในสต็อคของเขา
และศิลาเองก็รู้ว่าพราวรุ้งเองกำลังพยายามอย่างหนักเพื่อที่จะตัดความสัมพันธ์อันบิดเบี้ยวระหว่างเธอกับพี่ชายต่างสายเลือดอยู่ แต่ผู้ชายอย่างกวินทร์ใช่ว่าจะสลัดออกได้ง่าย ๆ
หากมีใครพูดว่าเขาและพราวรุ้งศีลเสมอกัน ศิลาคงไม่ปฏิเสธ
เธอชอบที่จะหาความสุขจากหนุ่ม ๆ มากหน้า และเขาเองก็เช่นกัน บางครั้งเราก็ตักตวงความสุขจากกันและกันบ้างแต่อาจจะไม่บ่อยนัก
ทุกอย่างมันถูกตกลงตั้งแต่แรกก่อนที่เขาและเธอจะแต่งงานกันแล้ว
ศิลาและพราวรุ้งมีความคิดที่เหมือนกันหลายอย่าง เช่นความคิดที่ว่าการแต่งงานไม่จำเป็นต้องเกิดจากความรัก โดยได้เห็นตัวอย่างจากพ่อ-แม่ ตา-ยาย หรือญาติสนิทหลาย ๆ คู่
พวกเขาทั้งคู่เต็มใจแต่งงานกันเพื่อความเข้มแข็งของธุรกิจตัวเอง การแต่งงานเพียงเพื่อผลประโยชน์นี้แทบจะกลายเป็นวัฒนธรรมของครอบครัวศิลาและพราวรุ้งไปเสียแล้ว
และเธอกับเขาโตมาโดยรู้ว่ามันคือหน้าที่ ที่ตนต้องแต่งงานกับคนที่เหมาะสม
การแต่งงานแบบนี้มีหลายคู่ที่ยังอยู่กันรอดทั้งที่ไม่ได้รักกัน หลายคู่ก็พบรักแท้แม้ช่วงแรกจะไม่ได้แต่งานกันด้วยความรักก็ตาม และอาจจะมีบ้างที่ต้องแตกหักและจบไม่สวย แต่ส่วนใหญ่มักจะจบแบบเธอและเขา
คือการสร้างภาพให้สังคมเห็นว่ายังรักกันดี ทั้งที่ในความเป็นจริงแยกกันอยู่ แต่ก็ยังคงสถานะสามีภรรยาตามกฎหมายไว้เพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจ
“คุณเป็นผู้ชายที่ดีที่สุดเท่าที่พราวเคยเจอมา”
“คุณก็เคยเป็นผู้หญิงที่ดีที่สุดเท่าที่ผมเคยเจอมา” ว่าแล้วก็ดึงมือจากบ่าบางกลับมายัดใส่กระเป๋ากางเกงทั้งสองข้างของตัวเอง
“หมายความว่ายังไงคะ ตอนนี้พราวไม่ดีรึไง”
“หึ ดี แค่ตอนนั้นดีกว่านี้หน่อย”
“ตอนไหนคะ”
“ตอนที่ผมมองไม่เห็น”
คำตอบของศิลาทำเอาพราวรุ้งชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะแกล้งปรับสีหน้าให้ดูปกติที่สุด และยิ้มบาง ๆ ส่งให้เขาอีกครั้ง
“ขอบคุณนะคะศิลา ขอบคุณสำหรับหลาย ๆ เรื่อง พราวติดหนี้บุญคุณคุณเยอะกว่าที่คุณคิด”
“ผมก็ติดหนี้คุณเหมือนกัน อย่าคิดมากเลย พักผ่อนซะ ผมต้องกลับแล้ว” ศิลาว่าพลางลูบหัวของคนตรงหน้า ก่อนจะเดินแยกออกมา
รถยนต์คันหรูขับออกจากบ้านหลังที่เขาเคยตั้งใจสร้างเป็นเรือนหอของตัวเองกับ ‘เธอ’ คนที่เขาคิดว่า 'รัก' และ 'อยากมีครอบครัวด้วย'
เธอคนนั้นไม่ใช่ใคร เธอก็คือพราวรุ้งนั่นแหละ แต่ไม่รู้เพราะอะไร เพียงไม่นานความรู้สึกที่เคยทำให้หัวใจเขาสั่นไหวทุกครั้งที่ใกล้เธอมันถึงได้หายไป จนกระทั่งตอนนี้เขาเองก็ลืมไปแล้วว่าความรู้สึกนั้นมันเป็นอย่างไรเพราะไม่เคยได้สัมผัสอีกเลย
แต่ก็อย่างที่บอกเขาเองก็ติด ‘หนี้’ เธอในอดีต ทำให้ศิลายังคงรู้สึกดีกับพราวรุ้งมาจนถึงทุกวันนี้ และอยากทำหน้าที่พ่อที่ดีให้กับลูกสาวที่น่ารักของพวกเขาต่อไปแม้จะไม่ได้รู้สึกอะไรกับภรรยาแล้วก็ตาม