“ทะ...ท่านรอง สวัสดีครับ”
“เชิญครับ ไม่คิดว่าท่านรองจะลงมาฟังการประชุมเล็ก ๆ ของเราด้วย”
“พอดีว่าผมให้ความสำคัญกับโซนเครื่องเล่นเด็กเป็นพิเศษน่ะ”
ศิลาว่าพลางนั่งลงตรงตำแหน่งหัวโต๊ะ รอฟังการนำเสนอของทีมออกแบบที่เขาจ้างมาเพื่อออกแบบโซนเครื่องเล่นเด็กสำหรับห้างสรรพสินค้าแห่งใหม่ในเครือสุวรรณวัฒน์กรุ๊ป
และเขาก็ต้องนิ่งค้างไปเมื่อเห็นว่าคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าและกำลังจะนำเสนอการออกแบบ คือ ผู้หญิงคนนั้น
แม่ของเด็กแฝดที่เขาเจอเมื่อครั้งไปสวนสนุก
และคงไม่ใช่แค่ศิลาที่ตัวแข็งทื่อไป เพราะอันดาเองก็ตกใจเช่นกันเมื่อเห็นร่างสูงใหญ่ของคนที่เธอพยายามหลบหน้ามาตลอดหลายปีเดินเข้ามาภายในห้องนี้
ถ้าไม่ใช่เพราะต้องการเงินจำนวนมากเพื่อเป็นค่าเทอมและสำหรับเลี้ยงดูลูก ๆ ในอนาคตเธอคงไม่ตัดสินใจรับงานนี้โดยที่รู้อยู่แก่ใจว่ามีความเสี่ยงที่อาจจะเจอเขา
อีกทั้ง ‘เขตแดน’ พี่ข้างบ้านตั้งแต่เด็ก ๆ ผู้ที่เป็นมากกว่าพี่ชายคนรู้จักธรรมดา เพราะเขาคือผู้มีพระคุณสำหรับอันดามากกว่า เขตแดนเป็นคนที่คอยช่วยเหลือเธอมาตลอดไม่ว่าจะเรื่องงานหรือเรื่องส่วนตัว ก่อนหน้านี้เขาเป่าหูเธออยู่หลายครั้งหลายคราว่า
“ไม่เจอหรอก งานเล็กแบบนี้ ระดับรองประธานบริษัทไม่มีทางลงมาดูเองแน่ เชื่อพี่ อดทนทำหน่อยนะ รับงานนี้งานเดียวปีนี้ดาก็จะได้มีเวลาอยู่กับเด็ก ๆ ไปทั้งปีเลยนะ คุ้มสุด ๆ”
“ดา ดา”
“คะ”
“ต่อได้เลย” เขตแดนรีบเรียกสติน้องสาวคนสนิทหลังจากเห็นว่าเธอยืนมองคนหัวโต๊ะนิ่งค้างมาหลายนาทีแล้ว
“อ้อ ค่ะ”
อันดาสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อตั้งสติและเริ่มนำเสนอร่างที่ออกแบบมาให้กับทีมงานของสุวรรณวัฒน์กรุ๊ปฟังต่อ สายตาก็พยายามมองผ่านคนหัวโต๊ะตลอดเวลา แม้ในใจจะเต้นรัวแรงเพราะรู้อยู่เต็มอกว่าเขานั่งอยู่ตรงนั้นก็เถอะ
การนำเสนอจบลงพร้อมเสียงปรบมือของคนหัวโต๊ะ จึงตามมาด้วยเสียงปรบมือของทีมงานคนอื่น ๆ
“ดีครับ ผมชอบไอเดียโซนเครื่องเล่นที่เสริมสร้างพัฒนาการและจินตนาการของเด็กไปพร้อม ๆ กัน”
คำชมของศิลาถึงกับทำให้ทีมงานอึ้งไปตาม ๆ กัน ใครก็รู้ว่าเขาเป็นคนปากหนัก ไม่บ่อยนักที่เขาจะเอ่ยชมใคร แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เพราะการออกแบบตอบโจทย์ที่ทางบริษัทต้องการได้อย่างดี
“ขอบคุณครับ ...”
เขตแดนกล่าวขอบคุณผู้ว่าจ้าง และพูดคุยกันต่อเล็ก ๆ น้อย ๆ ส่วนอันดาหาข้ออ้างหนีออกมาเข้าห้องน้ำเพราะไม่อยากยืนเป็นเป้านิ่งในห้องนั้น
เธอรับรู้ได้ว่าศิลาจ้องมองมาที่ตนหลายครั้งและมันยิ่งทำให้เธอทำตัวลำบาก
แต่ก็ดูเหมือนพระเจ้าจะชอบกลั่นแกล้งเธออยู่เรื่อย เมื่อเดินออกมาจากห้องน้ำอันดาก็เจอกับศิลาที่ยืนอยู่ด้านหน้า และเมื่อจะเดินหนีไปเขากลับขยับตัวมาขวางไว้อยู่เรื่อย อันดาจึงต้องเงยหน้าไปมองคนตัวสูงอย่างไม่เข้าใจ
“ผมมีเรื่องอยากคุยกับคุณหน่อย”
“เรื่องอะไรคะ”
“ผมศิลา แล้วคุณล่ะ”
หากสังเกตให้ดีคงเห็นว่านัยน์ตาคู่สวยวูบไหวไปกับคำถามของเขา ทั้ง ๆ ที่เธอรู้จักเขาเป็นอย่างดี แถมยังจดจำทุกเรื่องราวเกี่ยวกับเราได้ทุกอย่าง
แต่ศิลากลับไม่รู้แม้กระทั่งชื่อของเธอด้วยซ้ำ
“อันดาค่ะ”
“อันดาเหรอ ชื่อไม่คุ้นเลยแฮะ”
เธอมองหน้าเขาอีกครั้งอย่างไม่เข้าใจที่เขาพูดเท่าไหร่นัก
“คุณมีเรื่องอะไรจะคุยกับฉันกันแน่คะ รีบพูดมาเถอะค่ะ เพราะฉันต้องรีบกลับแล้ว”
“เราเคยเจอกันรึเปล่า”
“ไม่ค่ะ” ตอบเสร็จอันดาก็พยายามจะเดินหนีเขาอีกครั้ง แต่คนสูงใหญ่กว่ามากก็ขยับมาขวางไว้อีก
“เดี๋ยวสิ แน่ใจนะ”
“ค่ะ แน่ใจ”
“แล้วทำไม...ผมถึงได้รู้สึกคุ้นเคยกับคุณ”
ศิลาไม่ได้โกหกแม้แต่น้อยที่ว่ารู้สึกคุ้นเคยกับผู้หญิงตรงหน้า ระหว่างที่ฟังเธอนำเสนองาน เขาเหมือนหลุดกลับไปในความทรงจำอันแสนเลือนรางของตัวเองที่เขาเองก็ไม่แน่ใจว่าเป็นช่วงไหนของชีวิตกันแน่
น้ำเสียงของเธอ รอยยิ้มของเธอ ท่าทางต่าง ๆ ทุกการขยับตัวของเธอ
มันช่างดูคุ้นไปหมด
“คงเพราะฉันหน้าตาเหมือนภรรยาคุณมั้งคะ”
เธอตอบกลับมาด้วยใบหน้านิ่ง ๆ และมันทำให้ศิลาถึงกับเลิกคิ้วสงสัย
“คุณรู้จักภรรยาผมด้วยงั้นเหรอ”
“ไม่ค่ะ ฉันจะไปรู้จักเธอได้ยังไงล่ะคะ แค่เคยเห็นผ่านข่าวบ้างบางครั้ง แต่เพราะมีหลายคนทักแบบนั้นค่ะ”
“จริง เรื่องนี้ผมไม่เถียง พวกคุณสองคนเหมือนกันมาก” จะต่างก็คงแค่ผู้หญิงตรงหน้าเขาดูเด็กกว่าพราวรุ้งก็เท่านั้น
“หมดธุระแล้วใช่ไหมคะ ฉันขอตัวค่ะ”
“เดี๋ยวสิ มีอีกเรื่องหนึ่ง”
เธอหนีเขาไม่พ้น ไม่รู้ว่าศิลาเป็นคนหรือกำแพงกันแน่ถึงได้ขวางเธอนัก อันดาถอนหายใจยาวให้เขารู้ตัวว่าเธอเริ่มไม่พอใจ
“อะไรคะ”
“เด็กแฝดสองคนนั้นเป็นลูกคุณกับผู้ชายในห้องรึเปล่า”
ศิลาไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าถามแบบนั้นไปเพื่ออะไร แต่ในหัวมันก็อดสงสัยไม่ได้ว่าทั้งสองคนเป็นอะไรกัน เพราะเขตแดนคือผู้ชายคนเดียวกับที่เขาเจอที่สวนสนุก แต่ท่าทางวันนี้ทั้งคู่ไม่ได้ดูเหมือนคู่รักสักนิด
“คะ?”
“ขอโทษที่ละลาบละล้วงเรื่องส่วนตัวคุณ แต่ผมแค่คิดอะไรแปลก ๆ เพราะพวกเขาหน้าตาเหมือนผมน่ะ"
“คุณรู้จักลูกฉันได้ไง นี่คุณแอบตามสืบเรื่องของฉันงั้นเหรอคะ”
จากใบหน้าเรียบนิ่งเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นตกใจจนเกือบเหมือนกลัว ศิลาจึงต้องรีบปฏิเสธข้อกล่าวหา
“เปล่า ๆ ผมแค่บังเอิญเจอพวกเขาที่สวนสนุกวันก่อนน่ะ ก็เลยอดคิดแปลก ๆ ไม่ได้”
สวนสนุก?
คำพูดของเขตแดนย้อนกลับมาในโสตประสาทของอันดาอีกครั้ง
“ขิงบอกพี่ว่าวันนี้เด็ก ๆ วิ่งไปชนผู้ชายคนหนึ่งเข้า ไม่พอผู้ชายคนนั้นยังหน้าเหมือนดินกับดาวเอามาก ๆ”
เมื่อได้ยินหัวใจอันดากระตุกวูบภาวนาขอให้ไม่ใช่คนเดียวกับที่เธอคิด และดูเหมือนพี่ชายคนสนิทจะอ่านสีหน้าเธอออกจึงได้รีบปลอบใจ
“คงไม่ใช่หรอก หลานพี่หน้าตาโหลจะตายเหมือนคนไปทั่ว ขิงน่าจะมองผิดไป อีกอย่างคนตั้งเยอะไม่มีทางจะเป็นผู้ชายคนนั้นแน่”
ยิ่งคิดก็ยิ่งกลัวว่าสิ่งที่เธอพยายามปกปิดมาตลอดเจ็ดปีจะถูกเปิดเผย อันดาจึงต้องเลือกที่จะโกหกต่อไป
“ใช่ค่ะ พี่เขตเป็นสามีฉันรวมถึงเป็นพ่อของเด็ก ๆ ด้วย ฉันเสียเวลามามากแล้ว ขอตัวนะคะ”
.
.
.
.
.
“เจ้าชายต่อสู้กับปีศาจร้ายจนแทบหมดแรง แต่เขาก็ยังคงไม่หยุดพัก เขาก้าวเดินต่อไปจนกระทั่งถึงที่หมาย
แม่มดแปลกใจไม่น้อยที่เจ้าชายรอดมาถึงตรงนี้ได้ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นยิ้มให้เขาและเอ่ยกับเจ้าชายว่า
เอ่ยคำขอของเจ้าออกมาแล้วเราจะทำให้เป็นจริงดังที่เคยให้สัญญาไว้
เจ้าชายไม่ลังเลเขากล่าวคำขอออกไป
ข้าขอความทรงจำของข้าคืน
แม่มดคืนความทรงจำให้เจ้าชายดังคำขอของเขา เจ้าชายจึงจำได้ว่าเขามีคนที่รักเขามาก ๆ รอเขาอยู่
ร่างกายที่เคยเหนื่อยล้ากลับมามีเรี่ยวแรงอย่างน่าอัศจรรย์ เจ้าชายเร่งออกเดินทางกลับไปหาคนที่เขารักและคิดถึงที่สุด
นั่นก็คือภรรยาและลูก ๆ ที่น่ารักของเขา
สุดท้ายทั้งสี่ก็ได้กลับมาอยู่พร้อมหน้าและใช้ชีวิตอยู่บนหุบเขาอย่างมีความสุข”
“จบแล้วเหรอคะ น้องดาวอยากฟังอีกรอบจังเลยค่ะคุณแม่ขา”
อันดาหลุดยิ้มกับท่าทางออดอ้อนของลูกสาวตัวน้อยที่นอนอยู่ทางฝั่งซ้ายของเธอ
“อืม...งั้นเปลี่ยนเรื่องดีไหม”
“ไม่เอาค่ะ น้องดาวชอบเรื่องนี้ น้องดาวอยากให้ครอบครัวเราเหมือนตอนจบของนิทาน อยากให้คุณพ่อรีบกลับมาหาน้องดาวกับคุณแม่”
“ผมจะนอนแล้ว ไม่ต้องเล่าหรอกครับ”
อันดาลูบผมลูกชายที่ดูจะอารมณ์บูดขึ้นมา เธอรู้ดีว่าไอดินเป็นเด็กที่มีความคิดความอ่านโตเกินวัย และเขามักแสดงออกชัดว่าไม่ชอบเมื่อมีใครพูดถึงพ่อ
ส่วนอิงดาวยังไม่เข้าใจความเป็นจริงเท่าไหร่นัก ยังคงคิดว่าพ่อมีธุระสำคัญต้องจัดการอยู่ในที่ห่างไกลยังไม่สามารถมาหาเธอได้ และสักวันหนึ่งพ่อของเธอจะกลับมาอยู่ด้วยกันเหมือนในนิทาน
“แต่น้องดาวอยากฟัง อืม...งั้นฟังพรุ่งนี้ก็ได้ค่ะ”
อันดาแอบลอบถอนหายใจอย่างโล่งอกที่ลูก ๆ ไม่ทะเลาะกัน โชคดีที่หลายครั้งเด็ก ๆ มักหาทางออกแบบสันติวิธีได้เอง
“งั้น..ฝันดีนะคะ แม่รักพวกเราสองคนมากนะ” อันดาจับลูก ๆ มาหอมแก้มทั้งซ้ายและขวา
“ผมก็รักแม่ครับ รักที่สุด”
ไอดินลุกมานั่งและหอมแก้มแม่ ก่อนจะตามมาด้วยน้องสาวของเขา
“น้องดาวด้วย น้องดาวก็รักคุณแม่ที่สุดค่ะ รักคุณพ่อด้วย”
“แต่ผมรักแค่แม่นะครับ”
อันดาจับแก้มลูกชายลูบเบา ๆ เพื่อให้เขาใจเย็นลง
“ดิน อย่าโกรธหรือเกลียดพ่อเลยนะ ถ้าเราโตขึ้นกว่านี้แม่สัญญาว่าจะบอกเหตุผลที่พ่อไม่สามารถมาอยู่กับเราได้ แต่เชื่อแม่นะพ่อเขาไม่ได้ทิ้งเรา”
“ผมไม่ได้โกรธหรือเกลียดผู้ชายคนนั้นหรอกครับ แค่ไม่ได้รู้สึกอะไรด้วย”
“พี่ดินปากแข็ง”
“ไม่ได้ปากแข็งสักหน่อย”
“เอาล่ะ อย่ามัวแต่เถียงกัน รีบนอนกันได้แล้ว พรุ่งนี้เราต้องไปโรงเรียนนะจำได้ไหม”
“ค่ะ/ครับ”
ไอดินปีนขึ้นไปนอนเตียงด้านบนของเขา โดยมีแม่จัดผ้าห่มให้ดังเช่นทุกวัน
อันดาก้มลงห่มผ้าให้ลูกสาวเรียบร้อยก็ปิดไฟและออกจากห้องลูก ๆ