เอียด!!
รถคันหรูเบรกกะทันหัน ก่อนจะจอดสนิทลงตรงหน้าอาคารของมหาวิทยาลัยเอกชนชื่อดังขนาดใหญ่
“โอ๊ย! นี่คุณขับรถเป็นไหมคะ ทำไมเบรกแรงขนาดนี้ ถ้าหนูไม่คาดเข็มขัดไว้หัวหนูคงทิ่มกระจกไปแล้ว!”
อะตอมโวยวายขึ้นทันที มือบางกุมอกตัวเองด้วยความตกใจ ก่อนจะรู้สึกไม่พอใจขึ้นมาอย่างมาก
“ฉันบอกแล้วว่าฉันรีบ”
คีรินเอ่ยเสียงห้วนโดยไม่หันมามอง ใบหน้าบึ้งตึงเต็มไปด้วยความไม่พอใจ
“รีบๆลงไปเถอะ ฉันต้องไปประชุม”
วันนี้เป็นการประชุมสำคัญ และเหลือเวลาอีกไม่ถึงครึ่งชั่วโมงแล้ว อารมณ์ของเขาจึงตึงเครียดกว่าปกติ
“ไม่ลงค่ะ”
คำตอบสั้นๆทำให้คีรินชะงัก ก่อนจะหันมามองเธออย่างจงใจ
“อะไรของเธออีกล่ะ”
อะตอมกอดอก นั่งพิงเบาะอย่างเอาแต่ใจ สายตามองตรงไปข้างหน้า
“หนูเป็นถึงลูกมาเฟียนะคะ เรื่องอะไรจะให้คนอื่นมาออกคำสั่งไล่ลงรถแบบนี้ง่ายๆ”
คีรินขบกรามแน่น
“ฉันบอกว่าฉันมีประชุม เธอฟังไม่เข้าใจหรือไง”
“แล้วไงคะ”
“ฉันบอกให้ลงไป”
“ไม่ลงค่ะ”
น้ำเสียงท้าทายทำให้ความอดทนของเขาขาดสะบั้น
“นี่ยัยเด็กใจแตก! พ่อแม่เธอไม่เคยสั่งสอนเรื่องมารยาทเลยหรือไง!”
คำพูดนั้นเหมือนมีดกรีดลงกลางใจ อะตอมหันขวับมามองเขาทันที แววตาแข็งกร้าว
“นี่! คุณพูดเกินไปแล้วนะคะ จะด่าหนูยังไงก็ได้ แต่ไม่ควรมาลามปามถึงพ่อกับแม่หนู!”
แต่คีรินกลับยิ่งเย็นชา ดวงตาคมกริบจ้องเธอเขม็ง
“ฉันพูดความจริง เด็กอย่างเธอดูยังไงก็เหมือนไม่เคยได้รับการอบรม ทำตัวยังกับคนไร้มารยาท ทั้งที่เรียนอยู่ในที่ดี สังคมดี แต่กลับวางตัวเหมือนพวกไม่มีใครสั่งสอน”
คำพูดรุนแรงนั้นทำให้อะตอมนิ่งค้างไปชั่วขณะ มือบางกำแน่นจนสั่น หัวใจเจ็บแปลบด้วยความโกรธและน้อยใจปะปนกัน
บรรยากาศในรถอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก สองสายตาปะทะกันกลางความเงียบงัน ไม่มีใครยอมถอยให้ใคร
“แล้วทีคุณล่ะคะ พูดดีๆไม่เป็นหรือไง!”
อะตอมหันไปเถียงกลับทันที แววตาวาวโรจน์ไม่ยอมแพ้
“วิธีพูดมันมีตั้งเยอะแยะ แต่คุณเลือกจะใส่อารมณ์ไล่หนูลงรถไม่หยุด คิดว่าหนูอยากมานั่งอยู่ตรงนี้นักหรือไงคะ!”
เธอสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนจะระบายออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นระริกปนเดือดดาล
“แล้วการที่หนูต้องมาใช้ชีวิตแบบนี้ หนูก็ไม่ได้อยากได้เลยสักนิด! ถ้าไม่ใช่เพราะพ่อแม่บังคับ หนูไม่มีวันแต่งงานกับคนอย่างคุณหรอกค่ะ!”
คีรินขบกรามแน่น ดวงตาคมกริบเย็นชา ในขณะที่อารมณ์ตอนนี้แทบเป็นเชื้อเพลิงพร้อมเผาไหม้ได้ทุกเมื่อ
“นี่ยัยเด็กปากเสียลงจากรถไป”
น้ำเสียงเขาต่ำและแข็งกร้าว
“วันนี้ฉันไม่มีเวลามายืนเถียงกับเธอ ฉันบอกให้ลงไป”
“ไม่ลงค่ะ”
อะตอมกอดอก นั่งพิงเบาะอย่างท้าทาย สายตาจ้องเขาตรงๆไม่ยอมหลบ ความโกรธที่ถูกพาดพิงถึงพ่อแม่ยังคุกรุ่นอยู่ในอก
คีรินจ้องกลับอย่างไม่ลดละ ความเงียบกดดันแผ่ซ่านไปทั่วรถ ก่อนเขาจะเอ่ยช้าๆด้วยน้ำเสียงเย็นเฉียบ
“ได้…ไม่ลงใช่ไหม”
คำสั้นๆนั้นเต็มไปด้วยแรงกดดัน ราวกับพายุที่กำลังก่อตัว ก่อนจะถล่มลงมาในวินาทีต่อมา
คีรินเปิดประตูรถแล้วก้าวลงไปทันที ก่อนจะอ้อมไปอีกฝั่งด้วยอารมณ์ขุ่นมัว
กึก!
มือหนากระชากประตูออกอย่างแรง เสียงดังสะท้อนก้อง ก่อนที่เขาจะเอื้อมเข้าไปคว้าข้อมือเล็กของคนที่ยังนั่งนิ่งอยู่ด้านใน ใบหน้าสวยเชิดขึ้นอย่างไม่ยี่หระ แววตาลอยหน้าลอยตาเหมือนจงใจยั่วโมโหเขาโดยเฉพาะ
“ลงมานี่”
เสียงเข้มสั่งสั้นๆก่อนแรงกระชากจะดึงร่างบางให้ไถลออกจากเบาะอย่างไม่ปรานี จนเกือบตกจากรถ หากไม่ใช่เพราะมือเล็กคว้าเบาะไว้ได้ทัน
“ว้าย! กรี๊ดดด!”
อะตอมร้องลั่นด้วยความตกใจ
“นี่คุณทำบ้าอะไร! ถ้าหนูตกแล้วเจ็บขึ้นมา คุณกับหนูได้เห็นดีกันแน่!”
คีรินจ้องกลับอย่างเย็นชา
“แล้วใครบอกให้เธอดื้อไม่ยอมลงรถล่ะ”
อะตอมกัดฟันแน่น ก่อนจะเถียงกลับเสียงสั่นด้วยความโกรธ
“ก็ยังไม่ถึงเวลาเรียน หนูจะลงหรือไม่ลงมันก็เรื่องของหนูสิคะ”
คำพูดนั้นทำให้สายตาเขาแข็งกร้าวขึ้นทันที
“แต่ฉันบอกแล้วว่าฉันมีประชุม หูเธอแตกรึไงถึงฟังไม่รู้เรื่องแบบนี้”
แรงกดดันจากน้ำเสียงและแววตานั้นทำให้บรรยากาศรอบตัวตึงเครียดจนแทบหายใจไม่ออก ร่างบางยังถูกจับไว้แน่น ขณะที่สองสายตาปะทะกันกลางความเงียบงัน
ไม่มีใครยอมใคร มีเพียงไฟโทสะที่คุกรุ่นอยู่ระหว่างสามีภรรยาตามสัญญา ซึ่งดูเหมือนจะพร้อมปะทุขึ้นได้ทุกเมื่อ
“อันที่จริงแค่พูดดีๆกับหนูก็ได้นี่คะ ไม่เห็นต้องไล่กันลงแบบนี้เลย”
อะตอมเอ่ยเสียงแข็ง ดวงตาจ้องเขาไม่หลบ
คีรินขมวดคิ้ว
“แล้วฉันพูดไม่ดียังไง”
“ปล่อยค่ะ!”
เธอสบัดแขนออกจากมือเขาอย่างแรง ก่อนจะหันกลับมาเผชิญหน้าเต็มตัว
“ที่จริงคุณก็ไม่ควรถามด้วยซ้ำว่าพูดยังไงนะคะ”
เสียงเธอสั่นด้วยความอัดอั้น
“ตื่นเช้ามาแทนที่จะพูดดีๆก็เอาแต่เร่งไม่หยุด พอมาถึงก็ไล่หนูลงรถอีก ทั้งที่แค่บอกว่า ถึงแล้วนะลงไปเรียนได้แล้ว แค่นี้มันก็จบแล้วไม่ใช่หรือไงคะ”
คีรินจ้องเธอเขม็ง สายตาเย็นจัด
“อย่ามาทำตัวเป็นลูกคุณหนูกับฉัน สำหรับฉันไม่เคยมีใครกล้าขัดคำสั่ง”
อะตอมหัวเราะหยันเบาๆ
“อ้อ…งั้นก็อย่ามาออกคำสั่งกับหนูค่ะ เพราะคนอย่างหนู ก็ไม่เคยมีใครกล้าสั่งเหมือนกัน”
“ปากดีนักนะ”
“แน่นอนค่ะ”
เธอตอบทันทีก่อนจะยักไหล่ แล้วยักคิ้วให้เขาอย่างท้าทาย ท่าทีดื้อรั้นราวกับไม่สะทกสะท้านต่อคำดุแม้แต่น้อย ก่อนจะก้าวขาเดินออกไปจากตรงนั้นอย่างไม่ใส่ใจ ปล่อยให้คีรินยืนหัวเสียอยู่ตรงนั้นคนเดียว
คีรินกัดฟันแน่น
“ฝากไว้ก่อนเถอะยายเด็กพ่อแม่ไม่สั่งสอน”
อะตอมไม่หันกลับมา เธอเพียงเดินจากไป ปล่อยให้คำพูดนั้นลอยค้างอยู่ในอากาศ
คีรินยืนมองแผ่นหลังบางที่เดินห่างออกไปเรื่อยๆ มือกำแน่นด้วยความโมโห ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยมีใครกล้าต่อปากต่อคำกับเขาแบบนี้เลย
แต่ผู้หญิงที่ถูกเรียกว่าภรรยาจากการเลือกของพ่อแม่ กลับเป็นคนเดียวที่กล้าชน กล้าท้าทาย และไม่คิดจะยอมเขาแม้แต่น้อย และนั่นเองที่ยิ่งทำให้ไฟในอกของเขาลุกโชนขึ้นกว่าเดิม
“ซวยชะมัด… ทำไมฉันต้องมาแต่งงานกับผู้หญิงอย่างเธอด้วยนะ ยัยเด็กไม่มีมารยาทเอาเสียเลย”
คีรินพึมพำด้วยความขุ่นเคือง ขณะยืนอยู่ข้างรถ ท่ามกลางสายตาสนใจของบรรดานักศึกษาที่แอบมองเหตุการณ์เมื่อครู่อย่างไม่ปิดบัง แต่สำหรับเขาแล้ว เสียงรอบข้างเหล่านั้นแทบไม่เข้าหู มีเพียงไฟโทสะในอกที่ยังคุกรุ่นไม่ยอมมอดลง
หากวันนี้เขาไม่ถูกเวลาบีบคั้น หากไม่มีประชุมสำคัญรออยู่ตรงหน้า เขาคงไม่ปล่อยให้เด็กปากดีคนนั้นเดินจากไปง่ายๆแน่
ในหัวของเขาเต็มไปด้วยความคิดอยากสั่งสอน ให้รู้จักที่ต่ำที่สูง ให้เลิกคิดท้าทายเขาอย่างไม่เกรงกลัวเช่นนี้อีก
เมื่อความคิดนั้นจบลง คีรินก็สูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนจะก้าวอ้อมไปเปิดประตูฝั่งคนขับ แล้วนั่งลงหลังพวงมาลัยอย่างแรง มือกำแน่นจนเห็นเส้นเอ็นนูนชัด
ลมหายใจยังคงหนักหน่วง เต็มไปด้วยอารมณ์ที่ยากจะควบคุม ก่อนที่รถคันหรูจะเคลื่อนตัวออกไปจากหน้ามหาวิทยาลัย ทิ้งไว้เพียงความไม่พอใจ และรอยร้าวที่เริ่มก่อตัวขึ้นตั้งแต่เช้าวันแรกของชีวิตคู่