ตลาดกลางคืนย่านดังของกรุงโตเกียวสว่างไสวไปด้วยแสงไฟและเสียงผู้คน ชลิดาเดินทอดน่องอย่างอารมณ์ดี แขนข้างหนึ่งคล้องอยู่กับแขนของตฤณชาที่ก้าวเคียงข้างเธออย่างใกล้ชิด ราวกับต้องการประกาศความเป็นเจ้าของโดยไม่แยแสสายตาใคร
ด้านหลัง แม่ น้องสาว และญาติของเธอเดินตามมาเป็นกลุ่ม เสียงหัวเราะและบทสนทนาดังแว่วมาท่ามกลางบรรยากาศคึกคักของค่ำคืนที่ดูสมบูรณ์แบบ
หญิงสาวดื่มด่ำกับความรู้สึกของความสำเร็จที่หลั่งไหลเข้ามาตั้งแต่อายุยังน้อย คนรอบข้างต่างบอกว่าเธอทั้งเก่งและโชคดี เรียนหนังสือเก่ง ได้รับเลือกเป็นอาจารย์ ได้ทุนไปศึกษาต่อต่างประเทศ
ทั้งหมดนี้…ชลิดารู้ดีว่า ส่วนหนึ่งมาจากผู้ชายที่เดินอยู่ข้างกาย
ตั้งแต่วันแรกที่ได้พบตฤณชา ชีวิตของเธอก็เหมือนถูกเปิดประตูสู่ความรุ่งเรือง ทุกอย่างดูง่ายดาย ราบรื่น และได้มาโดยไม่ต้องดิ้นรน แม้ในส่วนลึกของจิตใจจะมีเสียงหนึ่งคอยเตือนว่า เธอกำลังทำผิดศีลธรรม แย่งชิงสามีของผู้หญิงคนอื่น และทำลายครอบครัวของใครบางคน
แต่สิ่งที่เธอได้รับตอบแทน กลับเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ
กรรมเวรอะไรนั่น…ชลิดาไม่สนใจ
ขอเพียงเธอเป็นผู้ชนะ ได้ครอบครองทุกสิ่งดี ๆ ที่คนอื่นไม่มี เท่านั้นก็เพียงพอแล้วสำหรับความสุขของเธอ
ชลิดาเกิดมาท่ามกลางความยินดีของพ่อแม่ ตั้งแต่วันที่มารดาตั้งครรภ์ บิดาของเธอก็เริ่มทำธุรกิจหอพักและอพาร์ตเมนต์ และหลังจากเธอลืมตาดูโลก ธุรกิจก็เติบโตอย่างรวดเร็ว ขยายไปตามชุมชนและแหล่งงานต่าง ๆ จนกลายเป็นแบรนด์ที่ได้รับความเชื่อถือ
เธอถูกเลี้ยงดูราวกับเป็นตัวนำโชคของครอบครัว
และตัวเธอเองก็ไม่เคยทำให้ใครผิดหวัง ด้วยสติปัญญาเฉลียวฉลาด เธอมักสอบได้อันดับต้น ๆ ของห้อง ก้าวขึ้นสู่ระดับแนวหน้าของโรงเรียน และสอบเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศได้สำเร็จ
ด้วยผลการเรียนอันโดดเด่น บวกกับแรงผลักดัน “ด้วยวิธีพิเศษ” ของตฤณชา เธอจึงได้รับทุนศึกษาต่อต่างประเทศ และกลับมาเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยอย่างที่หวังไว้
ชีวิตของเธอ…ยิ่งกว่าโรยด้วยกลีบกุหลาบ โดยแทบไม่ต้องออกแรงใด ๆ
ชลิดาเหลือบมองผู้คนรอบตัว บางครอบครัวเดินเคียงกัน พ่อ แม่ ลูก หัวเราะอย่างมีความสุข ภาพนั้นทำให้ตฤณชานึกอยากพาลูกชายตัวน้อยออกมาเดินเล่นด้วย
แต่ชลิดา…ไม่ต้องการ
ตั้งแต่วันที่พิมลดาโทรหาเธอเมื่อหลายเดือนก่อน ความเอ็นดูเล็กน้อยที่เคยมีต่อเด็กคนนั้น ได้แปรเปลี่ยนเป็นความเกลียดชังอย่างรุนแรง เด็กคนนี้กลายเป็นสัญลักษณ์ของอดีตที่เธออยากลบออกไปจากชีวิตของผู้ชายคนนี้
เธออ้างเหตุผลสารพัด จนสุดท้ายเสนอให้ฝากน้องแม็กซ์ไว้กับด้วง น้องชายคนเล็กของเธอ ที่อยากอยู่โรงแรมเพื่อเล่นเกมอยู่แล้ว
ก่อนออกจากห้องพัก ชลิดาก้มลงกระซิบกับน้องชาย เสียงแผ่วเบา แต่เย็นชาจนชวนขนลุก
“ถ้าเกิดเหตุฉุกเฉินอะไรที่ต้องวิ่งหนีออกจากโรงแรม…ก็ปล่อยเด็กคนนี้ไว้ ด้วงวิ่งออกมาคนเดียวก็พอ”
เธอหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มบาง ๆ
“ถ้าไอ้เด็กนั่นเป็นอะไรไป ก็ถือว่าเป็นอุบัติเหตุไปซะ”
ในห้องพักของโรงแรม น้องแม็กซ์นั่งอยู่บนเตียงสูงเกินตัว ขาเล็ก ๆ ห้อยต่องแต่ง เด็กชายมองจอแท็บเล็ตที่เปิดการ์ตูนทิ้งไว้ แต่สายตากลับไม่จดจ่อ
เขาหันไปมองประตูห้องเป็นระยะ
“ป๊าไปเดินเล่น เดี๋ยวกลับมานะครับ”
นั่นคือคำพูดสุดท้ายที่เขาได้ยินจากพ่อของเขา
น้องแม็กซ์เงยหน้ามองแผ่นหลังของผู้หญิงคนนั้นตอนเธอเดินออกไป เขาไม่เข้าใจคำพูดทั้งหมดที่ได้ยินก่อนหน้านี้ แต่โทนเสียงเย็นชานั้นทำให้หัวใจเล็ก ๆ เต้นแรงผิดปกติ
“ป๊า…จะกลับมากี่โมง”
ไม่มีคำตอบ
ประตูปิดลงอย่างแผ่วเบา
เด็กชายกอดหมอนใบเล็กแน่น กลิ่นสบู่ที่แม่เคยใช้ยังติดอยู่จาง ๆ
“หม่าม้าบอกว่า ถ้ากลัว ให้กอดหมอนนี้ไว้…”
เขารอ…ด้วยหัวใจที่ยังเชื่อว่าพ่อของเขาจะกลับมา
ในตลาดกลางคืน เสียงหัวเราะยังคงดัง แสงไฟยังคงสว่าง ชลิดาคล้องแขนตฤณชาแน่น ยิ้มอย่างพอใจ
ตั้งแต่วันแรกที่มาเหยียบแผ่นดินญี่ปุ่น เธอได้แก้แค้นพิมลดาด้วยการกลั่นแกล้งน้องแม็กซ์อย่างแนบเนียนหลายครั้ง ไม่ใช่เพราะเด็กคนนั้นทำอะไรผิด
แต่เพราะเขาเป็นลูกของผู้หญิงที่เธอเกลียด
และในขณะที่ชลิดารู้สึกว่าตัวเองกำลังได้ทุกอย่างที่ต้องการ เด็กชายคนหนึ่งกลับกำลังนั่งรออยู่ในห้องพักโรงแรม
ด้วยหัวใจที่ยังเชื่อว่า…พ่อจะไม่ทอดทิ้งเขา
...
ในฝั่งของพิมลดา เธอขับรถกลับบ้านด้วยจิตใจที่เลื่อนลอย ถนนเบื้องหน้าพร่ามัวราวกับไม่ใช่เส้นทางที่คุ้นเคย หญิงสาวรู้สึกคิดถึงลูกจับใจ หัวใจเธอแน่นอึดอัด ไม่รู้เลยว่าตอนนี้ลูกชายตัวน้อยจะเป็นอย่างไรบ้าง
โทรศัพท์ในมือถูกกดโทรออกซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ปลายสายยังคงเงียบงัน ตฤณชาไม่ยอมรับสายของเธอแม้แต่ครั้งเดียว
เมื่อกลับถึงบ้าน แพทที่รอรับหลานอย่างใจจดใจจ่อ ก็เห็นสีหน้าหมองเศร้าของพี่สาวเพียงแวบเดียวก็รับรู้ได้ทันทีว่ามีบางอย่างไม่ปกติ
หลังจากได้ฟังเรื่องราวทั้งหมด แพทก็เดือดดาลจนแทบควบคุมอารมณ์ไม่อยู่
“ไอ้หน้าม่อนั่นทำไมมันชั่วได้ขนาดนี้ พาน้องแม็กซ์ไปโดยไม่บอกกล่าวได้ยังไง!”
เสียงของเธอสั่นด้วยความโกรธ “ไม่รู้ตอนนี้น้องแม็กซ์จะเป็นยังไงบ้าง ไอ้ผู้ชายเฮงซวย…จะทำยังไงกับมันดี!”
แพทรับรู้เรื่องที่พิมลดาเล่าว่าเธอได้พูดคุยกับอาจารย์ในคณะคนหนึ่งซึ่งบังเอิญเจอในเย็นวันนั้น ชื่อของผู้หญิงคนหนึ่งติดค้างอยู่ในหัวของเธอ
ไม่รอช้า แพทเปิดคอมพิวเตอร์ ค้นหาข้อมูลจากเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยทันที ไม่นานก็พบชื่อ “ชลิดา” อยู่ในทำเนียบอาจารย์ จากชื่อเล่นที่พิมลดาเคยได้ยิน และการคาดเดาจากชื่อจริง ทุกอย่างเริ่มเชื่อมโยงกันอย่างรวดเร็ว
แพทส่งหน้าจอให้พี่สาวดู พิมลดามองชื่อบนจอด้วยหัวใจที่เต้นแรงอย่างไม่เป็นจังหวะ
ใช่…น่าจะเป็นผู้หญิงคนนี้
แพทไม่หยุดเพียงแค่นั้น เธอค้นต่อไปอย่างไม่ลดละ จนในที่สุดก็พบชื่อเดียวกันในโซเชียลมีเดีย เมื่อเปิดเข้าไปดู ภาพที่ปรากฏก็เหมือนค้อนหนัก ๆ ฟาดลงกลางหัวใจของพิมลดา
ภาพถ่ายคู่กับตฤณชา ไม่ว่าจะเป็นภาพหันข้างให้เห็นเพียงแวบเดียว หรือภาพที่จงใจเบลออย่างมีชั้นเชิง แพทยื่นโทรศัพท์ให้พี่สาวดูเพื่อยืนยัน และแล้วพิมลดาก็เลื่อนผ่านไปเรื่อย ๆ
จนกระทั่ง…
คลิปล่าสุดที่ถูกโพสต์ไว้ พร้อมแคปชั่นสั้น ๆ ว่า
“ขรรม”
ในคลิปนั้น คือภาพของน้องแม็กซ์ ลูกชายของเธอ เด็กน้อยถูกหลอกให้ดื่มกาแฟ ก่อนจะรีบคายออกมา ใบหน้าเล็ก ๆ บิดเบี้ยวด้วยความตกใจ ดวงตาซึมไปด้วยน้ำตา เพราะรสชาติขมฝาดที่ไม่คุ้นเคย
พิมลดายังไม่ทันตั้งสติ คลิปถัดมาก็ปรากฏขึ้น พร้อมแคปชั่นที่ยิ่งแทงใจ
“โค่ดขรรม”
คราวนี้เป็นภาพของชลิดาที่ใส่วาซาบิลงในซูชิ แล้วหลอกให้น้องแม็กซ์กิน ทั้งที่เด็กน้อยส่ายหน้า ปิดปาก ไม่ยอมกิน แต่กลับถูกจับคาง บังคับให้อ้าปาก และยัดซูชิเข้าไป
เพียงชั่วอึดใจ เด็กชายก็ร้องไห้ลั่น รสเผ็ดแสบแล่นขึ้นจมูก น้ำตาไหลไม่หยุด
เสียงหัวเราะของผู้ใหญ่รอบข้างดังขึ้นอย่างสนุกสนาน
ไม่มีใครเห็นใจ แม้กระทั่ง…ตฤณชา
พิมลดามองคลิปทั้งสองด้วยหัวใจที่แตกร้าว น้ำตาเอ่อท่วมดวงตา ก่อนจะไหลออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ ร่างกายเธอสั่นสะท้าน ความเจ็บปวดแล่นขึ้นมาจุกแน่นที่อกจนแทบหายใจไม่ออก
เธอทรมาน…ทรมานที่ต้องเห็นภาพเหล่านั้น
สำหรับคนอื่น นี่อาจเป็นเพียงการหยอกล้อเด็กเล็กอย่างขบขัน
แต่สำหรับคนเป็นแม่
มันคือการเห็นลูกถูกทำร้ายต่อหน้าต่อตา โดยที่เธอไม่อาจปกป้องอะไรได้เลย
เธอเลี้ยงลูกอย่างทะนุถนอม ประคับประคองทุกย่างก้าว
แต่ลูกของเธอกลับถูกพรากออกจากอ้อมอก และถูกกลั่นแกล้งอย่างสะใจ โดยผู้หญิงอีกคน…ผู้หญิงที่ทำลายครอบครัวของน้องแม็กซ์
…
ดึกแล้ว พิมลดายังนั่งนิ่งอยู่บนเตียง สายตาเหม่อลอยราวกับวิญญาณถูกดึงออกจากร่าง จิตใจของเธอทรมานอย่างที่สุด ภาพในคลิปยังคงวนเวียนอยู่ในหัวไม่รู้จบ...ภาพของลูกชายตัวน้อยที่ถูกกลั่นแกล้งให้ดื่มกาแฟ ถูกบังคับให้กินวาซาบิ ใบหน้าเล็ก ๆ ที่เหงาหงอยท่ามกลางผู้ใหญ่ที่ไม่รู้จัก และนัยน์ตาแดงก่ำจากความแสบร้อนที่เกินกว่าหัวใจเด็กจะรับไหว
หัวใจของเธอเหมือนถูกบีบจนแตกสลาย
แค่การต้องพรากจากลูกสัปดาห์ละสามวัน เธอก็แทบขาดใจอยู่แล้ว แต่ครั้งนี้…เธอกลับไม่ได้เจอลูกเกือบสิบวันเต็ม และยังต้องเห็นภาพของลูกที่ถูกทำร้ายต่อหน้าต่อตา
น้ำตาไหลออกมาอย่างอัดอั้น พิมลดาร้องไห้สะอึกสะอื้น ราวกับโลกทั้งใบถล่มลงมาใส่ตรงหน้า
ภาพในคลิปซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เสียงร้องไห้ของลูก
ดวงตาแดงช้ำ
ปากเล็ก ๆ ที่ถูกบังคับให้อ้า
ทุกภาพเหมือนมีดที่ค่อย ๆ กรีดหัวใจเธออย่างไม่ปรานี
“พี่พิม…” เสียงของแพทดังขึ้นแผ่วเบาเมื่อเปิดประตูเข้ามาในห้อง เธอหยุดชะงักทันทีเมื่อเห็นพี่สาวนั่งนิ่งผิดปกติ ร่างนั้นดูเหมือนพร้อมจะแตกสลายได้ทุกเมื่อ
“ไม่จริง…ไม่จริงใช่ไหม…”
พิมลดาพึมพำ เสียงสั่นเครือ ราวกับกำลังปลอบตัวเองมากกว่าถามใคร
น้ำตาไหลไม่หยุด เธอส่ายหน้าแรง ๆ ก่อนยกมือทั้งสองขึ้นกุมศีรษะ ความเจ็บปวดถาโถมจนสมองแทบรับไม่ไหว
“เขาไม่ทำกับลูกของพี่แบบนี้หรอก…แม็กซ์ยังเล็กขนาดนั้น…”
เธอหัวเราะออกมาเบา ๆ ทั้งที่น้ำตาไหลพราก เสียงหัวเราะนั้นแหลม สั่น และเปราะบาง จนแพทรู้สึกขนลุก
“กาแฟ…วาซาบิ…”
พิมลดาพึมพำ ดวงตาเลื่อนลอย
“เขารู้ไหมว่ากาแฟมันขมขนาดไหนสำหรับเด็ก เขารู้ไหมว่าวาซาบิมันแสบจี๊ดแค่ไหน…”
จู่ ๆ เธอก็ทุบอกตัวเองแรง ๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ราวกับอยากหยุดความเจ็บปวดที่กำลังฉีกหัวใจออกเป็นเสี่ยง ๆ
“ทำไมพี่ถึงไม่อยู่ตรงนั้น…ทำไมพี่ถึงปล่อยให้เขาเอาลูกไป…”
เสียงสะอื้นขาดเป็นห้วง ๆ ลมหายใจติดขัด ความคลื่นไส้แล่นขึ้นมาจนพิมลดาต้องก้มหน้าลงเหมือนจะอาเจียน
แพทรีบเข้ามากอดพี่สาวแน่น
“พอแล้วพี่พิม พอแล้วนะ หายใจ…หายใจตามแพท…”
แต่พิมลดากลับดิ้นเบา ๆ เหมือนคนกำลังจะจมน้ำ
“พี่อยากไปหาลูกเดี๋ยวนี้…พี่อยากอุ้มเขา…”
เสียงเธอแหบพร่า “แม็กซ์ต้องกลัวมากแน่ ๆ เขาร้องไห้ขนาดนั้น ไม่มีใครช่วยเขาเลย…”
เธอสะอื้นจนตัวโยน
“แม็กซ์ไม่เคยกินอะไรเผ็ด ไม่เคยกินกาแฟ…”
ภาพความทรงจำผุดขึ้นมาในหัว
คืนที่ลูกไม่สบาย เธอนั่งเช็ดตัวทั้งคืน
วันที่ลูกหกล้ม เธอร้องไห้ยิ่งกว่าลูก
ทุกครั้งที่ลูกกลัว เธอคือคนแรกที่ลูกวิ่งเข้าหา
แต่วันนี้…ลูกของเธอกลับถูกหัวเราะใส่ ถูกทำร้าย โดยที่แม่ไม่อยู่ตรงนั้น
“เขาเอาลูกของพี่ไป…แล้วทำเหมือนลูกของพี่เป็นของเล่น…”
พิมลดากัดริมฝีปากจนเลือดซึม แต่เธอไม่รู้สึกเจ็บ
“เขาไม่ใช่คน…เขาไม่ใช่พ่อคนแล้ว…”
คำพูดนั้นหลุดออกมาพร้อมเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้น พิมลดาโผกอดแพทแน่น ราวกับเป็นที่ยึดสุดท้ายของชีวิต
“ถ้าแม็กซ์เป็นอะไรไป…พี่อยู่ไม่ได้…”
ประโยคนั้นเบาจนแทบเป็นเสียงลม แต่หนักหน่วงจนหัวใจของแพทบีบแน่นตาม
ในห้องเงียบงัน มีเพียงเสียงสะอื้นของแม่คนหนึ่ง
แม่ที่กำลังแตกสลาย เพราะรู้ว่าลูกของตัวเองกำลังเจ็บปวด
โดยที่เธอ…ช่วยอะไรไม่ได้เลย
แพทกอดพี่สาวไว้แน่น ลูบหลังอย่างแผ่วเบา
“พี่พิม…พี่ต้องเข้มแข็งนะ อีกไม่กี่วันน้องแม็กซ์ก็กลับมาแล้ว”
เธอพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนที่สุด
“พรุ่งนี้เราไปวัดด้วยกันไหม ไปไหว้พระ ขอพรให้น้องแม็กซ์ แพทเชื่อว่าพระท่านจะคุ้มครองเขาให้ปลอดภัย”
พิมลดากอดตอบน้องสาวแน่น ก่อนจะร้องไห้ออกมาเสียงดังอย่างกลั้นไม่อยู่
“ฮือ…แพท ทำไมพี่ต้องมาเจออะไรแบบนี้ เด็กไม่ได้ทำอะไรผิดเลย…”
เสียงเธอสั่นสะท้าน
“เขาอยู่ท่ามกลางคนแปลกหน้า รู้จักแค่พ่อ แต่แม้แต่พ่อของเขา…ก็ไม่ปกป้องเขา พี่จะทำยังไงดี…”
“ใจเย็นนะคะพี่พิม เราค่อย ๆ หาทางแก้ไปด้วยกัน”
แพทลูบหลังพี่สาว พลางกอดปลอบอย่างแน่นแฟ้น
“แพทสัญญา แพทจะช่วยพี่อย่างถึงที่สุด”
ในขณะที่อ้อมกอดนั้นเต็มไปด้วยความอ่อนโยน
นัยน์ตาของแพทกลับส่องประกายความโกรธแค้นอย่างแรงกล้า
ไม่ว่าใครก็ตามที่ทำให้พี่สาวของเธอและหลานต้องเจ็บปวด
เธอจะไม่มีวันปล่อยให้เรื่องนี้จบลงง่าย ๆ อย่างแน่นอน
...