ตู้กำลังสนทนาทางโทรศัพท์กับตฤณชา โดยมีพิมลดานั่งอยู่ข้าง ๆ หญิงสาวนั่งฟังอย่างใจเย็น แม้ในใจจะยังไม่สงบ หลังจากเธอพูดคุยกับตู้มาเกือบชั่วโมงเต็ม
เมื่อบทสนทนาสิ้นสุดลง ตู้กดวางสาย ก่อนจะถอนหายใจแรง ราวกับแบกรับความหนักหน่วงไว้ไม่น้อย
ชายหนุ่มเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วจึงหันมาพูดกับพิมลดาด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“พี่คุยกับชาให้แล้วนะ” เขาเริ่มต้น
“เขาตกลงตามที่พิมขอ คือจะคืนของแต่งงานทั้งหมดที่เอาไป และจะรับผิดชอบค่าเล่าเรียนของลูกจนจบระดับปริญญาตรีหรือจนถึงระดับสูงสุดที่น้องแม็กซ์ต้องการเรียน”
ตู้หยุดเล็กน้อย ก่อนจะพูดต่อ
“แต่เขามีข้อแม้”
“พิมต้องให้น้องแม็กซ์เรียนที่โรงเรียนอนุบาลเดิมและต่อประถมและมัธยมในโรงเรียนของมหาวิทยาลัย โดยชาจะเป็นคนดูแลลูก ในช่วงวันจันทร์ถึงวันพฤหัสฯ ส่วนวันศุกร์ พิมไปรับลูก และดูแลต่อจนถึงวันอาทิตย์”
“เช้าวันจันทร์ พิมต้องพาลูกไปส่งที่โรงเรียน จากนั้นชาจะเป็นคนรับช่วงต่อตอนเย็น”
ตู้เหลือบมองพิมลดา ก่อนอธิบายรายละเอียดต่อ
“ชาแจ้งว่าจะให้อ้อย น้องสาวอีกคน ย้ายมาอยู่ที่หอพัก เพื่อช่วยดูแลน้องแม็กซ์ในช่วงเย็น”
อ้อยคือน้องสาวคนที่สองถัดจากตุ้ย เป็นลูกคนที่สี่ในบรรดาพี่น้องทั้งหมดห้าคนของพ่อแม่ตฤณชา
อ้อยตั้งครรภ์ตั้งแต่เรียนชั้นมัธยมปลายและต้องออกจากโรงเรียนเพื่อคลอดลูก ปัจจุบันเธอแยกกันอยู่กับสามีแล้ว
ลูกของอ้อยถูกส่งไปให้วรรณี พี่สาวคนโต ช่วยเลี้ยงดูที่บ้านต่างจังหวัด โดยอ้อยเป็นฝ่ายส่งเงินเลี้ยงดูรายเดือน
ปัจจุบัน อ้อยทำงานเป็นพนักงานขายในบริษัทแห่งหนึ่ง ซึ่งในสายตาของตฤณชาถือว่าเป็นตัวเลือกที่ “สะดวกที่สุด”
ตู้ถอนหายใจอีกครั้ง ก่อนจะกล่าวถึงเรื่องสุดท้าย
“ส่วนเรื่องบ้าน ตอนนี้เขาบอกว่า ให้ต่างคนต่างผ่อนกันไปก่อน แล้วค่อยหาทางออกกันอีกครั้งหนึ่ง”
“พี่ตู้คิดว่ายังไงคะ” พิมลดาเอ่ยถาม ขอความเห็นจากรุ่นพี่ที่เธอให้ความเคารพและไว้วางใจ
ตู้เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบอย่างชั่งใจ
“ก็…พี่คิดว่าเรื่องเรียนของน้องแม็กซ์ถือว่าเหมาะสมนะ แล้วก็ได้ตามที่พิมต้องการ ส่วนเรื่องของแต่งงาน ยังไงชาก็ต้องคืนพิม เพราะให้ไปแล้ว จะมาเอาคืนกันดื้อ ๆ แบบนี้ไม่ได้ มันไม่แฟร์”
เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนจะถอนหายใจ
“แต่เรื่องบ้าน พี่ยังคิดไม่ออกจริง ๆ”
พิมลดาก้มหน้าลงเล็กน้อย ก่อนจะพูดในสิ่งที่ค้างคาใจ
“พิมยังไม่สบายใจที่เขาจะให้น้องสาวของเขามาดูลูกช่วงเย็นค่ะ ถ้าให้พิมรับส่งน้องแม็กซ์ตามปกติ จะดีกว่าไหมคะ”
ตู้มองเธออย่างเข้าใจ น้ำเสียงอ่อนลง
“พิม พี่เองก็อยากให้พิมไปรับส่งลูกทุกวันเหมือนกัน แต่พิมต้องคิดถึงเรื่องงานของพิมด้วย พิมต้องมีรายได้เพื่อเลี้ยงตัวเองและเลี้ยงลูก”
เขาเว้นจังหวะ ก่อนจะพูดต่ออย่างตรงไปตรงมา
“แล้วก็…จากที่ชาพูดออกมา พี่รู้สึกว่า เขายังต้องการรักษาภาพลักษณ์ ‘พ่อที่รักลูก’ ของตัวเองอยู่ โดยเฉพาะในฐานะผู้บริหารมหาวิทยาลัย เขายังมีภาพลักษณ์ที่ต้องประคองไว้”
พิมลดานั่งฟังเงียบ ๆ
ตู้จึงอธิบายต่อ
“ถ้าในอนาคต พิมขยับขยายเรื่องงานหรือเปลี่ยนงานที่สามารถจัดเวลาให้ยืดหยุ่นกับการดูแลลูกได้ ตอนนั้นพี่จะช่วยเจรจา ให้พิมเอาน้องแม็กซ์ไปดูแลเองทั้งหมด”
“อีกอย่าง บ้านที่พิมอยู่ตอนนี้ ใช้เวลาเดินทางพอสมควร อย่างน้อยก็เกือบสี่สิบนาที ถ้าเจอรถติด บางวันอาจนานเป็นชั่วโมง”
“มันอาจทำให้น้องแม็กซ์ไปโรงเรียนสาย แล้วถ้าจะให้ย้ายโรงเรียน พี่มองว่า โรงเรียนที่แม็กซ์เรียนอยู่ตอนนี้ รวมถึงที่จะเรียนต่อในอนาคต มีสภาพแวดล้อมที่ดีทีเดียว”
ตู้มองพิมลดาอย่างจริงใจ
“พี่อยากให้พิมลองนึกถึงอนาคตของลูกเป็นหลักนะ”
ตู้พยายามเกลี้ยกล่อมหญิงสาวอย่างสุขุม แม้ในใจของเขาเองจะเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด
เขาไม่เคยคิดมาก่อนว่า การแนะนำให้พิมลดารู้จักกับตฤณชา จะนำไปสู่จุดจบเช่นนี้
หลังจากเพื่อนสนิทคนนี้ได้ก้าวขึ้นเป็นผู้บริหารของมหาวิทยาลัย นิสัยของเขาก็เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด
ทุกครั้งที่ตู้ได้พบหน้า ก็มักจะได้ยินแต่คำพูดโอ้อวดและการกดข่มคนรอบข้างของตฤณชาราวกับต้องการย้ำว่าตัวเองยิ่งใหญ่เพียงใด
เพื่อนคนนี้เปลี่ยนไปจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม เรียกได้ว่า ต่างจากเมื่อก่อน ราวกับหน้ามือเป็นหลังมือ
และเรื่องการนอกใจ ก็ทำให้ตู้ตกใจไม่แพ้กัน
โดยเฉพาะเมื่อรู้ว่า ตฤณชาคบหากับลูกศิษย์ที่อายุน้อยกว่าถึงยี่สิบปี มันเกินขอบเขตของคำว่าไม่เหมาะสม จนแทบจะเรียกได้ว่า ไร้ศีลธรรมโดยสิ้นเชิง
พิมลดานิ่งคิดอยู่นานระหว่างรับประทานอาหารไปด้วย แม้จะไม่ค่อยรู้สึกอยากอาหารเท่าใดนัก
แต่เธอก็รู้ดีว่า ตัวเองจำเป็นต้องมีแรงเพื่อรับมือกับเรื่องหนักหนาที่ยังรอเธออยู่อีกมาก
“ได้ค่ะ” เธอเอ่ยขึ้นในที่สุด
“พิมจะทำตามที่เขาเสนอมาในเรื่องการรับส่งลูก”
แต่แล้วน้ำเสียงของหญิงสาวก็หนักแน่นขึ้น
“แต่ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับน้องแม็กซ์ พิมจะจัดการยึดลูกกลับมาดูแลเองทั้งหมดอย่างแน่นอนค่ะ”
ลูกคืออันดับหนึ่งในชีวิตของเธอเสมอ และจะเป็นเช่นนั้นตลอดไป
ในวินาทีนั้นเอง พิมลดารู้ดีว่า เธอไม่อาจฝากอนาคตของตัวเองไว้กับใครได้อีก
เธอต้องเร่งสร้างความมั่นคงให้กับฐานะการงานของตนเองอย่างจริงจัง
ที่ผ่านมา เพราะเห็นว่าตฤณชาได้ก้าวขึ้นเป็นผู้บริหารของมหาวิทยาลัย และมีแนวโน้มว่าอนาคตการงานจะก้าวหน้าไปได้อีกไกล
เธอจึงเลือกจะชะลอเส้นทางอาชีพของตัวเองลง ไม่ว่าจะเป็นโอกาสในการเดินทางไปประชุมหรือเข้าร่วมสัมมนาที่ต่างประเทศ เธอก็มักขอให้หัวหน้าเลือกคนอื่นไปแทน
ทุกครั้งที่ลูกมีธุระจำเป็นหรือต้องลางานกะทันหัน ตฤณชาก็มักผลักภาระมาให้เธอเป็นฝ่ายเสียสละ และเธอก็ยอมรับมัน เพราะเชื่อว่าทั้งหมดนี้ก็ทำไปเพื่อลูก
แต่ผลของการเสียสละนั้น กลับส่งแรงสะท้อนกลับมาอย่างแรงและโหดร้ายนัก
ประสิทธิภาพการทำงานของเธอลดลง โอกาสในการเลื่อนตำแหน่งก็หายไป เงินเดือนแทบไม่ขยับ รวมถึงโบนัสที่ได้น้อยกว่าคนอื่น
เพราะผลงานของเธอถูกประเมินให้อยู่ในระดับต่ำมาก
และในวันนี้ พิมลดาก็ได้เรียนรู้แล้วว่า การฝากอนาคตของตัวเองไว้กับใคร โดยหวังเพียงความมั่นคงของอีกฝ่าย อาจเป็นความผิดพลาดที่ต้องแลกด้วยทุกอย่างและสร้างบทเรียนให้เธออย่างเจ็บปวดที่สุด
...
เช้าวันรุ่งขึ้น พิมลดาพาน้องแม็กซ์ไปส่งที่โรงเรียนอนุบาลด้วยหัวใจที่หนักอึ้งและเศร้าสร้อย
ในใจของเธอเต็มไปด้วยความหดหู่ แต่หญิงสาวเลือกเก็บทุกอย่างเอาไว้ และแสดงออกเพียงรอยยิ้มกับท่าทีร่าเริง เพื่อไม่ให้ลูกชายรับรู้ถึงความปวดร้าวในใจของแม่
พิมลดาจำต้องโกหกลูกชายว่า เธอมีความจำเป็นต้องย้ายไปทำงานต่างจังหวัด และจะมารับเขาได้เฉพาะวันศุกร์
ส่วนระหว่างสัปดาห์ จะมีอาอ้อยย้ายมาอยู่ที่หอพัก เพื่อเป็นเพื่อนและดูแลน้องแม็กซ์แทนเธอ
เมื่อคืนที่ผ่านมา เมื่อเด็กน้อยรับรู้เรื่องนี้ ใบหน้าที่สดใสก็หม่นลงทันที น้องแม็กซ์ร้องไห้สะอื้น พร่ำบอกเพียงว่า คิดถึงหม่าม้า และไม่อยากให้หม่าม้าไปไหนเลย พิมลดาต้องปลอบอยู่นาน กว่าหัวใจดวงเล็ก ๆ จะยอมสงบลงได้ในที่สุด
ก่อนจะปล่อยให้ลูกน้อยเดินเข้าไปในโรงเรียน พิมลดาก้มลงกอดร่างเล็กแน่น กอดนั้นยาวนานกว่าทุกวัน ราวกับต้องการจดจำกลิ่นอายและความอบอุ่นของลูกไว้ให้มากที่สุด
เพราะเธอรู้ดีว่า จากวินาทีนี้ไป เธอจะไม่ได้เจอหน้าลูกอีกถึงสามวันเต็ม
หัวใจของหญิงสาวบีบรัด ความเจ็บปวดแล่นวาบขึ้นมาอย่างทรมาน ราวกับถูกฉีกออกเป็นชิ้น ๆ
ขณะเดียวกัน ในส่วนลึกของหัวใจ ก็มีไฟแห่งความแค้นเคืองลุกโชนขึ้นมาเงียบ ๆ เธอสาปแช่งอดีตสามีและผู้หญิงคนนั้นที่เป็นต้นเหตุทำให้แม่คนหนึ่งต้องถูกพรากจากลูกของตน ต้องฝืนยิ้ม ฝืนปล่อยมือ ทั้งที่หัวใจแทบจะแตกสลาย
พิมลดาภาวนาอยู่ในใจ ขอให้คนทั้งสองได้รับกรรมสนองโดยเร็ว เธอและลูกจะตั้งใจมีชีวิตอยู่ให้ดี อยู่ให้ได้เห็น...เห็นพวกมันค่อย ๆ ดำดิ่งลงสู่ชีวิตที่เหมือนตกนรก ให้ได้ลิ้มรสความทุกข์ทรมานมากกว่าที่เธอกำลังเผชิญอยู่ในเวลานี้อย่างนับไม่ถ้วน…เป็นล้าน เป็นสิบล้านเท่า
หญิงสาวนั่งนิ่งอยู่ในรถอยู่นาน ปล่อยให้ความแค้นเคืองตกตะกอนอยู่ในใจ ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ แล้วขับรถมุ่งหน้าไปยังบริษัทที่เธอทำงาน เพราะเธอรู้ดีว่า หนทางข้างหน้ายังมีเรื่องให้ต้องเผชิญอีกมาก
บางที…นี่อาจเป็นวิบากกรรมจากสิ่งที่เธอเคยทำไว้กับใครในอดีต และเธอจำเป็นต้องเดินต่อไป ไม่ว่าจะเจ็บปวดเพียงใดก็ตาม
…
ชลิดายิ้มแย้มอย่างเปี่ยมความสุข ท่ามกลางครอบครัวและกลุ่มเพื่อนในมหาวิทยาลัย
ในมือของเธอคือช่อดอกไม้สดช่อใหญ่ที่ตฤณชามอบให้ด้วยตัวเอง
วันนี้คือวันรับปริญญาของเธอ วันที่หญิงสาวรู้สึกว่า ตัวเองได้ก้าวขึ้นไปอีกขั้นของความสำเร็จในชีวิต
ไม่เพียงแค่คว้าเกียรตินิยมอันดับหนึ่งมาได้อย่างงดงาม แต่อนาคตที่สดใสก็รอเธออยู่ตรงหน้า
อีกไม่นาน เธอจะได้เดินทางไปศึกษาต่อต่างประเทศ ก่อนจะกลับมาในฐานะอาจารย์มหาวิทยาลัยผู้ทรงเกียรติ
ระหว่างรอเดินทาง ชลิดาจะเริ่มต้นทำงานเป็นอาจารย์ผู้สอนวิชาพื้นฐาน โดยมีอาจารย์อาวุโสคอยประกบและชี้แนะอย่างใกล้ชิด
และที่ทำให้ภาพชีวิตของเธอดูสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น คือการมีแฟนหนุ่ม ผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญในมหาวิทยาลัยเดียวกัน
หญิงสาวอดไม่ได้ที่จะโพสต์ภาพคู่กับเขาลงบนโซเชียลมีเดีย พร้อมรอยยิ้มสดใสที่เหมือนตั้งใจอวด
ไม่นาน คอมเมนต์จากเพื่อน ๆ ก็หลั่งไหลเข้ามาอย่างคึกคัก
‘หวานจนมดเดินตามแล้ว’
‘ยิ้มตามจนเพื่อนเหยินกันไปหมดแล้ว’
‘อจตช จะหวานไปถึงไหนครับ ฮิ้ววว’
ชลิดาอ่านแล้วก็ยิ้มกว้างขึ้นอีก ราวกับทุกคำแซวคือเครื่องยืนยันว่า เธอคือผู้หญิงที่ทั้งเก่ง ทั้งโชคดี และมีทุกอย่างในชีวิตครบถ้วนตามที่ใฝ่ฝัน
ตฤณชายืนมองแฟนสาวคนใหม่ หญิงสาวที่วันนี้แต่งหน้าอย่างประณีต สวยหวานสะดุดตา เขาชื่นชมทั้งความสวย ความน่ารัก และความสดใหม่ของเธอ พร้อมกับความรู้สึกพึงพอใจที่เอ่อล้นอยู่ในใจ
ชายหนุ่มรู้สึกภูมิใจที่ตัวเองยังมีเสน่ห์มากพอจะคบหากับผู้หญิงที่อายุน้อยกว่าตนเองอย่างมาก
เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา โพสต์ภาพคู่กับชลิดาลงในโซเชียลมีเดีย บัญชีใหม่ที่เขาเพิ่งสมัครไว้เมื่อไม่กี่วันก่อน
ที่ผ่านมา ตฤณชาไม่เคยชอบเปิดเผยชีวิตส่วนตัว เขามองว่าเป็นเรื่องไม่จำเป็น และไม่อยากให้ใครรับรู้เรื่องของตนมากนัก
แต่ในเวลานี้กลับแตกต่างออกไป เขาภาคภูมิใจทั้งในตัวเองและในแฟนสาวที่ยืนเคียงข้าง
ยิ่งเมื่อชลิดาเรียกร้องอยากให้เขามีบัญชีโซเชียล เพื่อจะได้แบ่งปันโมเมนต์ดี ๆ และอวดความหวานกับคนอื่นบ้าง ตฤณชาก็ยอมตามใจเธอในที่สุด
ทว่าด้วยความรอบคอบในแบบของเขา ชายหนุ่มเลือกสะกดชื่อบัญชีให้แตกต่างจากชื่อจริง เพื่อไม่ให้ใครที่รู้จักเขามาก่อน โดยเฉพาะคนในแวดวงเดียวกันสามารถตามเจอได้ง่าย
บัญชีโซเชียลนี้ จึงมีเพียงชลิดาและกลุ่มเพื่อนของหญิงสาวเท่านั้นที่รับรู้การมีตัวตนของเขา แม้กระทั่ง เพื่อนสนิทของเขาอย่างตู้ก็ยังไม่รู้ว่าเขามีบัญชีโซเชียลแล้ว
สำหรับตฤณชา มันคือพื้นที่ปลอดภัยที่เขาจะได้เป็น “ผู้ชายมีเสน่ห์” โดยไม่ต้องรับผิดชอบต่ออดีตใด ๆ
นับจากนี้ไป ตฤณชาเชื่อมั่นว่า ชีวิตของเขาจะมีแต่คนมองด้วยสายตาอิจฉา อิจฉาในความโชคดี อิจฉาในตำแหน่งหน้าที่ และอิจฉาที่เขามีหญิงสาวอ่อนวัย ผู้กำลังจะก้าวขึ้นมาเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย ยืนเคียงข้างอย่างเหมาะสมกับฐานะของเขา
ภาพชีวิตเช่นนี้ คือสิ่งที่เขาเฝ้าใฝ่ฝันมาโดยตลอด
เมื่อสองปีก่อน ตฤณชาเคยเฝ้ามองผู้บริหารรุ่นพี่คนหนึ่ง ชายวัยเกือบกลางคนที่มักเดินเคียงข้างภรรยาสาว ผู้มีอายุน้อยกว่าถึงยี่สิบกว่าปี
วันนั้น ผู้คนพากันมองด้วยสายตาอิจฉา กระซิบกระซาบชื่นชม ว่าชายผู้นั้น “ทั้งเก่ง ทั้งมีวาสนา ได้ภรรยาอ่อนวัย”
และในบรรดาสายตาเหล่านั้น ตฤณชาก็เป็นหนึ่งในคนที่จ้องมองด้วยความริษยาอย่างไม่อาจปฏิเสธได้
เขาเคยคิดในใจว่า สักวันหนึ่ง เขาจะต้องยืนอยู่ในจุดนั้นให้ได้
วันนี้ เขาทำสำเร็จแล้ว ไม่ว่าก้าวไปทางไหน ตฤณชาก็รับรู้ถึงสายตาที่มองมา สายตาเหล่านั้นทำให้เขาพึงพอใจ
เพราะสำหรับเขา ผู้หญิงที่ยืนข้างกายไม่ใช่แค่คนรัก แต่คือเครื่องยืนยันสถานะ คือรางวัลของความสำเร็จ คือสิ่งที่ทำให้คนอื่นรู้ว่า เขา “เลือกได้”
และที่สำคัญที่สุด คือสิ่งที่ย้ำเตือนเขาเสมอว่า เขาไม่จำเป็นต้องย้อนกลับไปมองผู้หญิงที่เคยร่วมทุกข์ร่วมสุขในวันที่เขายังไม่มีอะไรเลย
เพราะในโลกของตฤณชา ความรักไม่เคยสำคัญเท่าหน้าตา และศีลธรรมไม่เคยมีค่าเท่าคำว่า “คนอิจฉา”
…