พิมลดาก้าวเท้าเดินเข้าสำนักงานที่ตั้งอยู่บนชั้นแปดของอาคารอย่างเร่งรีบเพื่อให้ทันเวลาเข้างาน
วันนี้นับเป็นเวลาครบรอบสามเดือนแล้วที่เธอและลูกชายต้องใช้ชีวิตแยกจากกันสามวันต่อสัปดาห์
พิมลดาจะได้เจอลูกในวันศุกร์และใช้เวลาอยู่ร่วมกันตลอดวันเสาร์–อาทิตย์ ก่อนจะพาลูกไปส่งโรงเรียนในเช้าวันจันทร์ แล้วไม่ได้พบหน้ากันอีกเลยตลอดทั้งสัปดาห์
ในช่วงเดือนแรก บางวันที่ไม่มีนัดต้องออกไปทำงานนอกสำนักงาน หญิงสาวจะใช้เวลาพักกลางวันหนึ่งชั่วโมงขับรถไปที่โรงเรียนอนุบาลเพื่อนั่งดูน้องแม็กซ์รับประทานอาหารกลางวัน
คุณครูประจำชั้นเข้าใจถึงความจำเป็นของเธอ จึงอนุญาตและคอยรายงานพัฒนาการของเด็กน้อยให้พิมลดาทราบอย่างสม่ำเสมอ
พิมลดาเป็นกังวลเรื่องสุขภาพจิตใจของลูกชายอย่างมาก
เมื่อไม่นานมานี้ พิมลดาได้อ่านข่าวจากต่างประเทศข่าวหนึ่งว่าด้วยเด็กหญิงวัยเก้าขวบที่เสียชีวิตลงเพราะความโศกเศร้าอย่างรุนแรง หลังต้องพลัดพรากจากมารดาอันเป็นผลจากการหย่าร้าง ศาลมีคำตัดสินให้บิดาเป็นผู้ได้รับสิทธิเลี้ยงดูบุตร เนื่องจากมารดาไม่มีอาชีพการงาน เพราะหลังแต่งงานเธอทำได้เพียงดูแลลูกและงานบ้าน
ข่าวระบุว่า เด็กน้อยเสียใจจนหัวใจล้มเหลว ขณะวิ่งตามมารดาที่พามาส่งยังบ้านของบิดา ก่อนจะจำใจวิ่งจากไปโดยไม่หันกลับมามอง ด้วยหวาดกลัวว่าหากสบตากันอีกครั้ง เสียงร้องไห้ของลูกจะยิ่งหนักหน่วงขึ้น แพทย์ไม่อาจยื้อชีวิตเด็กน้อยเอาไว้ได้ทัน
เรื่องราวนั้นฝังลึกอยู่ในใจของพิมลดา และยิ่งทวีความหวาดหวั่นในหัวใจของเธอขึ้นทุกขณะ
หญิงสาวจึงหวังว่า การที่เธอหาเวลาไปพบลูกในระหว่างวันจะช่วยบรรเทาความคิดถึงทั้งของน้องแม็กซ์และของตัวเธอเองได้บ้าง
พิมลดานับว่าโชคดีที่หัวหน้าของเธอเข้าใจในสถานการณ์และอนุญาตให้เธอใช้เวลาพักกลางวันได้นานถึงหนึ่งชั่วโมงครึ่ง
โดยมีเงื่อนไขว่า เธอจะต้องทำงานล่วงเวลา เพื่อชดเชยช่วงเวลาที่เข้างานช้าลง
หญิงสาวยอมรับเงื่อนไขนั้นโดยไม่ลังเล เพราะสำหรับเธอแล้ว ไม่มีสิ่งใดสำคัญไปกว่าหัวใจดวงเล็ก ๆ ของลูกชายอีกแล้ว
พิมลดารู้สึกซาบซึ้งและขอบคุณหัวหน้าของเธอคนนี้อย่างมาก แม้ในช่วงแรกที่เข้ามาทำงานในบริษัท หลิว หัวหน้าของเธอจะเป็นคนเคร่งครัดและจริงจังกับผลการทำงานเป็นอย่างยิ่ง
แต่เมื่อได้ร่วมงานกันมาระยะหนึ่ง พิมลดาก็ได้เรียนรู้ว่า ภายใต้ท่าทีที่ดูดุและเข้มงวดนั้น หัวหน้าคนนี้มีจิตใจเมตตาและคอยดูแลช่วยเหลือลูกน้องทุกคนอย่างเงียบ ๆ
เช่นเดียวกับตัวเธอเองที่ได้รับการช่วยเหลือทางอ้อมในหลายเรื่อง โดยไม่เคยถูกเอ่ยถึงหรือเรียกร้องคำขอบคุณใด ๆ
แต่กระนั้น เพื่อนร่วมงานของพิมลดาบางคนกลับรู้สึกไม่พอใจที่หัวหน้าอนุญาตให้เธอลางานได้เป็นกรณีพิเศษ
หนึ่งในนั้นคือ กุ้ง เพื่อนรุ่นน้องที่พิมลดาเคยสนิทและให้การสนับสนุนมาโดยตลอด
หลายต่อหลายครั้งที่พิมลดาเป็นคนผลักดันให้กุ้งได้ไปประชุมงานที่ต่างประเทศแทนตนเอง
แต่หลังจากนั้น กุ้งกลับเริ่มแสดงท่าทีอยากเข้ามาแทนที่ตำแหน่งของพิมลดา
ไม่นานนัก พิมลดาก็มักจะได้ยินคำนินทาที่กุ้งเผลอหลุดพูดออกมาในยามที่คิดว่าไม่มีใครได้ยิน
นอกจากนั้น ยังมีพี่ยิ้ม แม่บ้านประจำสำนักงานที่พิมลดามักจะช่วยเหลือและหยิบยื่นน้ำใจให้เสมอ
ครั้งล่าสุดเมื่อปลายปีที่ผ่านมา พี่ยิ้มมาขอความช่วยเหลือ อ้างว่าลูกไม่สบาย และไม่มีเงินพอจะพาไปหาหมอ พิมลดาให้เงินไปสองพันบาท พร้อมบอกว่ายกให้ ไม่ต้องคืน เพราะเธอเข้าใจดีถึงภาระของคนมีลูกเล็กและรู้ว่าเงินเดือนแม่บ้านไม่ได้มากนัก
แม้ในใจลึก ๆ จะอดสงสัยไม่ได้ว่า พี่ยิ้มเพิ่งได้รับโบนัสจากบริษัทถึงสองเดือนก็ตาม
แต่ไม่ถึงหนึ่งเดือนหลังจากนั้น พี่ยิ้มกลับนำอัลบั้มรูปจากสตูดิโอถ่ายภาพมาอวดในสำนักงาน พร้อมเล่าว่าใช้เงินโบนัสไปถ่ายรูป
“ถูกมาก แค่สองหมื่นเอง”
พิมลดาได้แต่ยืนอึ้ง เพราะในวินาทีนั้น เธอเพิ่งตระหนักว่า คนที่ถูกหลอกคือเธอเอง ไม่ใช่เพราะเธอไม่รู้เท่าทันโลก แต่เพราะเธอใจดีเกินไป
เมื่อพิมลดานำเรื่องนี้ไปเล่าให้ตฤณชาฟัง แทนที่ชายหนุ่มจะให้กำลังใจ กลับเอ่ยเพียงประโยคสั้น ๆ ว่าเธอ “โง่” และ “ตามคนไม่ทัน” ทำให้เสียเงินไปเปล่า ๆ ตั้งสองพันบาท
คำพูดนั้นไม่ได้เจ็บแค่เรื่องเงิน แต่ตอกย้ำให้พิมลดาเห็นชัดขึ้นว่า แม้แต่คนที่ควรเป็นที่พึ่งก็ไม่เคยยืนอยู่ข้างเธอเลย
สำหรับพิมลดาแล้ว เงินสองพันบาทในวันนั้น เธอถือว่าเป็นเพียงค่าใช้จ่ายเพื่อซื้อบทเรียนราคาแพงบทหนึ่ง
นับจากนั้น เมื่อพี่ยิ้มมาขอหยิบยืมเงินอีก พิมลดาก็สามารถปฏิเสธได้ทันที โดยไม่รู้สึกลังเลเหมือนก่อน
“ขอโทษนะคะพี่ยิ้ม ช่วงนี้พิมไม่สะดวกจริง ๆ ค่ะ”
เธอพูดด้วยน้ำเสียงสุภาพ แต่หนักแน่นพอที่จะไม่เปิดช่องให้ต่อรอง
จากวันนั้น พี่ยิ้มก็เริ่มแสดงท่าทีห่างเหิน และบางครั้งพิมลดาก็ได้ยินกุ้งกับพี่ยิ้มยืนกระซิบกระซาบนินทาเรื่องของเธออยู่ไม่ไกล
มีอยู่ครั้งหนึ่ง พิมลดาบังเอิญได้ยินกุ้งพูดลอย ๆ ด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ
“บางคนก็มีอภิสิทธิ์เนอะ ลางานได้บ่อยกว่าคนอื่น ไม่ยุติธรรมเลย”
พิมลดาหยุดมือจากงานตรงหน้า เงยหน้าขึ้นมองกุ้ง ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงนิ่งที่สุด
“ถ้ากุ้งอยากได้สิทธิ์แบบนี้บ้าง ก็ขอให้กุ้งแยกทางกับสามีนะ กุ้งจะได้สิทธิ์แบบเดียวกัน”
คำพูดนั้นทำให้สีหน้าของกุ้งเปลี่ยนไปทันที
“นี่พี่พิมกำลังแช่งกุ้งอยู่หรือเปล่า!” กุ้งสวนกลับเสียงแข็ง
พิมลดาส่ายหน้าเบา ๆ ก่อนจะตอบอย่างใจเย็น
“พี่ไม่ได้แช่งนะคะ พี่แค่หวังดี และพูดตามความจริงเท่านั้นเอง พี่ก็อยากให้กุ้งได้รับสิทธิ์แบบเดียวกับที่พี่ได้รับ จะได้ไม่รู้สึกว่าใครได้เปรียบใคร เรื่องการลางาน กรณีที่วันลาพักร้อนพี่หมดแล้ว พี่ใช้สิทธิ์ลาแบบไม่รับเงินเดือนทุกครั้ง ส่วนวันที่พี่เข้าสาย พี่ก็ชดเชยด้วยการทำงานล่วงเวลาตามเวลาที่ขาดไป บางวันก็ทำเกินกว่านั้นหนึ่งถึงสองชั่วโมง พี่ไม่เคยเอาเปรียบบริษัทเลย
เพราะฉะนั้น ถ้ากุ้งรู้สึกว่าอยากได้สิทธิ์แบบเดียวกับพี่จริง ๆ พี่คิดว่า วิธีนี้ก็ชัดเจนอยู่นะคะ แค่ต้องยอมรับเงื่อนไขชีวิตแบบเดียวกับพี่เท่านั้นเอง พี่เชื่อว่ากุ้งเป็นคนตัดสินใจได้ดีอยู่แล้ว”
หลังจากนั้น บรรยากาศระหว่างเธอกับเพื่อนร่วมงานก็เปลี่ยนไปอย่างถาวร
และพิมลดาก็ได้เรียนรู้อีกครั้งว่า ความใจดีนั้นควรมอบให้กับคนที่เห็นคุณค่า
การช่วยเหลือและสนับสนุนที่เธอเคยมอบให้กุ้งอย่างจริงใจกลับกลายเป็นหอกที่ย้อนกลับมาทิ่มแทงเธออย่างเจ็บปวด
มิตรภาพที่เคยคิดว่าแน่นแฟ้นก็พังทลายลงในพริบตา เหลือไว้เพียงบทเรียนราคาแพงที่สอนให้เธอรู้ว่า ไม่ใช่ทุกคนที่ควรได้รับน้ำใจและไม่ใช่ทุกความหวังดีจะได้รับการตอบแทนด้วยความจริงใจเสมอ
…
วันนี้เป็นวันศุกร์ พิมลดาออกจากที่ทำงานก่อนเวลาหนึ่งชั่วโมงเพื่อไปรับลูกชาย ซึ่งเธอได้ทำงานชดเชยล่วงหน้าไว้เรียบร้อยแล้ว
ชีวิตของเธอกับลูกเริ่มเข้าที่เข้าทางมากขึ้น แม้จะยังไม่ราบรื่นนัก แต่ก็พอจะมองเห็นจังหวะของการใช้ชีวิตร่วมกันได้ชัดเจนกว่าเดิม
หญิงสาวเริ่มหากิจกรรมทำร่วมกับลูกในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ ไม่ว่าจะพาน้องแม็กซ์ไปเรียนเทควันโดเพื่อให้เด็กน้อยมีทักษะการป้องกันตัวติดตัวไว้บ้างและมีปฏิสัมพันธ์กับเด็กคนอื่น ๆ ที่ไม่ได้อยู่ในแวดลงโรงเรียนเดียวกัน
หากวันหนึ่ง ลูกชายมีความฝันอยากเรียนเทควันโดต่ออย่างจริงจัง หรือมีความสามารถมากพอจนก้าวไปสู่การเป็นนักกีฬาทีมชาติได้ พิมลดาก็พร้อมจะสนับสนุนอย่างเต็มที่ แม้จะต้องทำงานหนักมากขึ้นกว่าที่เคยก็ตาม
ขณะเดียวกัน เธอก็เริ่มมองหางานพิเศษเพื่อเพิ่มรายได้ให้มั่นคงกว่าเดิม ลำพังเงินเดือนประจำในแต่ละเดือน แม้จะเพียงพอสำหรับการใช้จ่าย แต่แทบไม่เหลือพอให้เก็บสะสมมากนัก
ในช่วงเวลาที่ไม่ได้ดูแลลูก พิมลดาเริ่มกลับมาฝึกฝนการทำอาหารในยามเย็นอย่างจริงจัง
เธอมองว่า ทักษะนี้อาจต่อยอดเป็นอาชีพเสริมในช่วงเย็นหรือวันเสาร์–อาทิตย์ได้
และหากวันหนึ่ง รายได้จากการทำอาหารมากกว่างานประจำที่เธอทำอยู่ พิมลดาก็ไม่ปิดกั้นความคิดที่จะตัดสินใจลาออกเพื่อหันมาทำอาหารขายอย่างเต็มตัว
เพราะนั่นหมายถึง เธอจะมีเวลาให้ลูกมากขึ้น
ในด้านการทำงาน พิมลดาทุ่มเทมากกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด เธอให้ความสำคัญกับผลงานและสามารถปิดการขาย เซ็นสัญญากับลูกค้าได้เกือบทุกราย
เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว หลิว หัวหน้าของเธอ เพิ่งแจ้งว่า เดือนหน้า พิมลดาจะต้องเดินทางไปต่างประเทศเพื่อเข้าร่วมประชุมกับสำนักงานใหญ่สำหรับวางแผนงานในปีถัดไป
โชคดีที่ช่วงเวลาการเดินทางตรงกับกลางสัปดาห์ ทำให้เธอไม่ต้องกังวลเรื่องการรับส่งลูกไปโรงเรียน
แม้ทางสำนักงานใหญ่จะอนุญาตให้เธออยู่ต่อถึงเสาร์อาทิตย์เพื่อพักผ่อนท่องเที่ยวได้ แต่พิมลดาก็เลือกขอกลับตั้งแต่เช้าวันศุกร์เพื่อให้ทันไปรับลูกชายตามเวลานัด
สำหรับพิมลดาแล้ว ทั้งหมดนี้คือสัญญาณเล็ก ๆ ที่บอกกับตัวเองว่า แม้ชีวิตจะเคยพังลงครั้งหนึ่ง แต่เธอก็ยังสามารถค่อย ๆ สร้างมันขึ้นมาใหม่ได้อีกครั้งด้วยสองมือของตัวเอง
หญิงสาวขับรถออกจากที่ทำงานด้วยอารมณ์แจ่มใส พลางฮัมเพลงเบา ๆ เพลงที่เธอชอบร้องเล่นกับลูกอยู่เสมอ
“วันนี้เป็นวันศุกร์ เราจะมีความสุข”
…
ขณะก้าวเข้าสู่บริเวณโรงเรียนอนุบาลของลูก พิมลดารู้สึกร้อนใจอย่างประหลาด ความกระสับกระส่ายที่ไร้ที่มาทำให้หัวใจของเธอเต้นแรงขึ้นโดยไม่รู้สาเหตุ
ครูอุ้ย ครูประจำชั้นของน้องแม็กซ์ เดินออกมาหน้าห้องเรียน ก่อนจะเอ่ยบอกกับพิมลดาด้วยน้ำเสียงเรียบสุภาพว่า เช้านี้ตฤณชาไม่ได้มาส่งน้องแม็กซ์ที่โรงเรียน เพราะเมื่อวานได้แจ้งไว้ล่วงหน้าว่าจะพาลูกไปท่องเที่ยวที่ประเทศญี่ปุ่น และจะเดินทางกลับในช่วงเย็นวันพฤหัสบดี โดยจะพาน้องแม็กซ์มาส่งโรงเรียนอีกครั้งในวันศุกร์หน้า
พิมลดารู้สึกใจหายวูบเมื่อได้ยินคำบอกเล่านั้น ร่างบางก้าวออกจากโรงเรียนอย่างเลื่อนลอย ราวกับขาทั้งสองข้างไม่เป็นของตัวเอง หญิงสาวรีบกดโทรศัพท์หาตฤณชาทันที แต่สายกลับเงียบงัน ไม่อาจติดต่อได้
เธอจึงตัดสินใจโทรหาพี่ตู้เพื่อสอบถามเรื่องราว พิมลดากดโทรออกซ้ำแล้วซ้ำเล่า สายแล้วสายเล่ากลับไร้การตอบรับ จนกระทั่งเวลาล่วงเลยไปเกือบสิบนาที พี่ตู้จึงรับสาย
“พี่ตู้คะ พิมขอโทษด้วยค่ะที่โทรมารบกวน พี่ทราบไหมคะว่าพี่ชาพาน้องแม็กซ์ไปเที่ยวต่างประเทศ”
“ขอโทษทีนะพิม เมื่อกี้พี่ติดประชุมเลยปิดเสียงโทรศัพท์ไว้” ตู้รีบอธิบาย “พี่ได้ข้อความทางไลน์จากชาเมื่อคืนนี้ บอกว่าจะพาน้องแม็กซ์ไปเที่ยวญี่ปุ่น พี่ก็นึกว่าเขาบอกพิมเรียบร้อยแล้ว”
“พิมเพิ่งรู้จากคุณครูของน้องแม็กซ์ตอนที่ไปรับลูกวันนี้ค่ะ” เสียงของเธอสั่นไหวโดยไม่อาจปิดบัง “ทำไมเขาถึงพาลูกไปโดยไม่ขออนุญาตพิมเลยคะ แล้วเขาพาลูกไปกับใคร”
“พี่ถามคร่าว ๆ เขาบอกว่าแฟนเขาอยากไปเที่ยวญี่ปุ่นก่อนไปเรียนต่อต่างประเทศ เลยไปพร้อมกับครอบครัวของฝ่ายนั้น” ตู้ถอนหายใจยาว น้ำเสียงเจือความรู้สึกผิด “พี่ขอโทษด้วยนะ พี่นึกว่าเขาบอกพิมไว้แล้วว่าจะพาแม็กซ์ไปด้วย”
เขาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยเสริม
“ช่วงนี้พี่ก็ไม่ได้คุยกับชามากนัก เห็นว่างานยุ่งมาก”
“งานยุ่งมากจนมีเวลาพาแฟนไปเที่ยวต่างประเทศได้ แต่กลับไม่มีเวลาขออนุญาตพิมเลยนะคะ” พิมลดาอัดอั้น ความโกรธแล่นขึ้นมาจุกแน่นที่อก จนเกือบหลุดคำด่าทออดีตสามีออกไป แต่เธอก็ยับยั้งตัวเองไว้ได้ในที่สุด
“ถ้าพี่ตู้ติดต่อเขาได้ ฝากบอกเขาด้วยนะคะ…ให้ดูแลลูกดี ๆ ด้วย” พิมเอ่ยเสียงแผ่ว ก่อนจะกดวางสาย
ยังไม่ทันที่หญิงสาวจะเดินถึงรถที่จอดอยู่ในลานหน้าโรงเรียน
“พิม…ใช่พิมหรือเปล่า จำพี่ได้ไหม”
เสียงของหญิงสาวคนหนึ่งดังขึ้นด้านหลัง น้ำเสียงนั้นแฝงความดีใจอย่างชัดเจน
...