ทว่า! มีบางอย่างฉุดให้พระพายหลุดจากภวังค์ความคิดเมื่อหันไปเห็นคนที่เข้ามาในห้องเป็นคนสุดท้าย ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งในชุดสูทสีเทาดูมาดเท่ หล่อเหลาและมีเสน่ห์ดึงความสนใจให้เหล่าหญิงสาวหันไปมองกันเป็นตาเดียว รวมถึงพระพายด้วยแต่นัยน์ตาคู่สวยไม่ได้จ้องเพราะความพิศวาสเหมือนคนอื่น กลับรู้สึกคุ้นหน้าคุ้นตาอย่างกับเคยเจอเขามาก่อน
แต่สายตาคมกริบนั่นกลับหยุดมองอยู่ที่ปราย ทำเอาเจ้าตัวถึงกับหน้าแดงหลุบหน้าก้มมองพื้นด้วยความเคอะเขิน ใครเห็นก็ต้องพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเขาสนใจเธอ
“จะแนะนำให้รู้จักนะครับ คนนี้คือประธานบริษัทของเรา คุณเมฆา ชนรพ วิรุฬห์กูล” ชายใส่ชุดสูทสีดำผายมือแนะนำคนที่เป็นเป้าสายตา เสียงฮือฮาดังขึ้นทันที ใครจะไปคิดว่าคนหนุ่มแน่นจะเป็นถึงเจ้าของบริษัท แถมหน้าตาดีด้วย แน่นอนว่าครบเครื่องขนาดนี้เหล่าหญิงสาวยิ่งตื่นตัวเข้าไปใหญ่ บ้างก็อ่อย บ้างก็โบกไม้โบกมือ พยายามทำตัวเป็นจุดเด่น แต่ไม่วายสายตาเขากลับเอาแต่จ้องปรายไม่เลิก จากที่พวกหล่อนอิจฉาเป็นทุนเดิมอยู่แล้วกลับยิ่งหนักขึ้น
“พวกเราต้องแคสกับสินค้าไหนเหรอคะ” หนึ่งในกลุ่มโพล่ง
“เรื่องนั้นเป็นความลับของบริษัทครับ” พนักงานคนหนึ่งตอบ
ทุกคนดูตกใจมากเป็นครั้งแรกก็ว่าได้ มีที่ไหนมาถ่ายโฆษณาแต่ไม่เห็นสินค้า
“ผมมีคนที่เลือกไว้อยู่แล้ว” จังหวะนั้นหนุ่มหล่อเอ่ยแทรกดึงความสนใจให้ทุกคนเงียบหันไปมองเขา
“แต่พวกเรายังไม่ได้โชว์ความสามารถนะคะ” หญิงสาวคนหนึ่งโต้
“หึ! แค่เห็นหน้าผมก็รู้แล้วว่าเธอเหมาะกับผลิตภัณฑ์ของผมที่สุด” เขาตอบในขณะที่สายตาเอาแต่จับจ้องไปที่ปราย ทุกคนเชื่อว่างานนี้คงได้เธอต่างพากันยืนกำมือแน่น สีหน้าแสดงชัดว่าไม่พอใจ แต่ในเมื่อเจ้าของบริษัทพูดเองใครจะไปทำอะไรได้อีก
“คนที่ผมเลือกคือ...” ชายหนุ่มชี้นิ้วไปที่ปราย คนถูกชี้ยิ้มแก้มปรินัยน์ตาเป็นประกาย ทว่า! ปลายนิ้วกลับเลื่อนไปหาผู้หญิงอีกคน นั่นคือพระพาย
“เลือกเธอ”
“ฉันเหรอ!?”
“ใช่”
เสียงฮือฮาดังขึ้นทันที ทุกคนล้วนแต่ไม่เชื่อสายตาสีหน้าฉายชัดถึงความงงงวย ผิดกับปรายที่ทำหน้าบึ้งตึงพอรู้ว่าตัวเองไม่ได้รับเลือก หันไปมองพระพายด้วยสายตาโกรธแค้น แต่พอเพื่อนหันกลับไปมองตน ใบหน้าโกรธขึ้งก็รีบเปลี่ยนเป็นยิ้มให้พร้อมกับเอ่ย “ฉันว่าแล้วแกต้องได้ ดีใจด้วยนะพระพาย”
“ฉันคิดว่าเป็นแก”
“เขาเลือกเพราะแกน่าจะเหมาะกับผลิตภัณฑ์มากกว่าฉัน”
พระพายหันกลับมาหาคนที่เลือกตน ทว่า! ได้เห็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ของเขาทำให้ฉุกคิดบางอย่างขึ้นมาได้ “นี่นาย!!”
ใช่แล้ว! เขาคือคนเดียวกับไอ้คนขับบิ๊กไบค์เมื่อวาน
ชายหนุ่มเห็นท่าทางตกใจก็พอจะเดาได้ว่าหล่อนจำตนได้แล้ว จึงหันไปเอ่ยกับพนักงานคนข้าง ๆ แทน
“ตกลงตามนี้เอาสัญญาให้เธอเซ็นด้วย” เอ่ยจบเขาเดินวางมาดล้วงกระเป๋ากางเกงออกไป
บรรยากาศในห้องมีแต่ความผิดหวัง ในเมื่อไม่ได้งานไม่รู้จะเสนอหน้าอยู่ทำไมอีกหญิงสาวเริ่มทยอยกันเดินออกไป ปรายได้โอกาสรีบจูงมือพระพายกลับมาที่ห้องเดิม
“อย่าว่าอย่างโน้นอย่างนี้เลยนะพระพาย” ปรายทำหน้าเลิ่กลั่กก่อนจะหันซ้ายหันขวาดูให้แน่ใจว่าไม่มีใคร แล้วเอ่ยเสียงเบาที่สุด “ฉันว่าบริษัทนี้โลคลาสมาก ๆ แกระวังตัวไว้ก็ดีนะ”
“ฉันก็คิดเหมือนกัน”
“สินค้าก็ไม่กล้าเอามาโชว์ ดูยังไงก็ไม่น่าไว้ใจแกต้องระวังเรื่องเซ็นสัญญาด้วย”
“เข้าใจแล้ว ฉันจะอ่านให้ละเอียดทุกบรรทัด”
“ดีจังที่ฉันไม่ได้งานนี้ บริษัทเล็ก ๆ แบบนี้ไม่เหมาะกับฉันจริง ๆ แกว่าไหม”
“อืม”
“ฉันกลับก่อนดีกว่า เดี๋ยวมีงานอีเวนต์ที่ห้างใหญ่อีก ไม่อยากเสียเวลา”
“ได้ ๆ งั้นเจอกันที่กองพรุ่งนี้นะแก”
ร่ำลากันเสร็จพระพายก็เดินออกมาคุยกับพนักงาน ซึ่งมีคนหนึ่งเดินถือแฟ้มเอกสารมาพอดีเป็นหนังสือสัญญาว่าจ้าง เธออ่านทุกบรรทัดอย่างถี่ถ้วนเพื่อป้องกันการเอาเปรียบ ระหว่างนั้นก็รู้สึกได้ถึงการถูกมองด้วยรังสีอำมหิต หญิงสาวหันขวับไปทางนั้น แต่ทว่า! กลับพบแต่ความว่างเปล่า
“คิดไปเองเหรอวะ”
“มีอะไรหรือคะคุณพระพาย” พนักงานนั่งตรงข้ามกันถาม
“ไม่มีอะไรคะ” คนถูกถามหันกลับมาส่งยิ้มให้
“สะดวกเริ่มงานพรุ่งนี้เลยไหมคะ”
“ตอนเช้าฉันมีคิวถ่ายจะว่างก็เป็นช่วงบ่ายสะดวกไหมคะ”
“ได้เลยค่ะ เอาเป็นว่านัดตอนบ่าย ส่วนเรื่องรายละเอียดและสถานที่ทางเราจะส่งไปให้กับผู้จัดการของคุณพระพายอีกที”
“ได้ค่ะ ขอบคุณนะคะ” หญิงสาวก้มลงอ่านสัญญาอีกรอบ มั่นใจว่าไม่มีข้อผิดพลาดอะไรจึงเซ็นสัญญาเป็นอันเสร็จเรียบร้อย โดยไม่รู้เลยว่าคนที่ซ่อนอยู่หลังกำแพงกำลังแสยะยิ้มเมื่อเห็นทุกอย่างเป็นไปตามที่คิดไว้