พราวลดาเคาะประตูให้สัญญาณสามครั้งก่อนเปิดเข้าไปภายในห้องหนังสือ ใบหน้าอ่อนเยาว์โผล่พ้นบานประตูเข้าไปส่งยิ้มสดใสให้กับผู้เป็นบุพการี
“ทำอะไรกันอยู่คะ”
“อ้าว น้องพราวเข้ามาก่อนสิลูก” คุณสาวิตรีเรียกลูกสาวสุดที่รักให้เข้ามานั่งด้วยกันที่โซฟามุมห้อง ขณะที่คุณพร้อมพงษ์ผู้เป็นบิดานั่งอยู่ที่โต๊ะอ่านหนังสือกลางห้อง
“อืม ลูกมาก็ดีแล้ว พ่อมีเรื่องสำคัญจะคุยด้วยพอดี”
พราวลดาเดินเข้ามานั่งข้างมารดา พลางมองสีหน้าเคร่งเครียดของบิดาด้วยความหวั่นใจ ซึ่งโดยปกติแล้วคุณพร้อมพงษ์เป็นคนเงียบขรึม น้อยครั้งนักที่จะแสดงความรู้สึกออกมาทางสีหน้าและแววตา เมื่อพราวลดาเห็นดังนั้นจึงรีบหันมากระซิบถามมารดา
“มีเรื่องอะไรกันหรือเปล่าคะคุณแม่”
“พ่อจะบอกลูกเอง หรือให้แม่บอกคะ”
คุณพร้อมพงษ์หยุดมองภรรยาชั่วขณะ ก่อนดึงสายตากลับมาจับจ้องที่ลูกสาวเพียงคนเดียว
“พ่อจะคุยเรื่องธุรกิจของลูก”
“อ๋อ เรื่องนี้นี่เอง พราวก็นึกว่ามีเรื่องอะไร”
พอรู้แบบนั้นพราวลดาก็ยิ้มออกมาได้ เนื่องจากเธอได้คุยเรื่องนี้กับท่านทั้งสองมาหลายครั้ง และท่านก็ตั้งใจรับฟังโพรเจคของเธอโดยไม่เคยโต้แย้งหรือทักท้วงอะไร
“พ่อมีเงื่อนไขในการให้เงินทุนก้อนนี้”
“ต้องมีเงื่อนไขด้วยเหรอคะ ก็ในเมื่อพราวแค่จะยืมเท่านั้นเอง”
“น้องพราวฟังคุณพ่อก่อนสิลูก”
คุณสาวิตรีบีบมือลูกสาว ส่งสายตาเป็นเชิงห้ามปราม พราวลดาจึงหยุดพูด รอให้บิดาได้กล่าวต่อไป
“เงินลงทุนที่ลูกขอมา ถึงมันจะไม่ได้มากมายอะไร แต่พ่อก็อยากจะให้มันเกิดประสิทธิภาพมากที่สุด เพราะนี่มันคือชีวิตจริงที่ลูกกำลังจะต้องออกไปเผชิญ ลูกเข้าใจใช่ไหมพราว”
“เข้าใจค่ะ”
“และในเมื่อลูกยืนกรานที่จะไม่ทำงานในบริษัทของเรา อยากทำตามความฝันของตัวเอง พ่อก็ไม่ขัด แต่ว่าการทำธุรกิจในชีวิตจริงนั้นมันไม่เหมือนในห้องเรียน ดังนั้นก่อนที่ลูกจะเริ่มลงมือ พ่ออยากให้ลูกมีประสบการณ์ก่อน ลูกจะยอมรับได้ไหม”
“คุณพ่อหมายความว่าอยากให้พราวได้ลองทำงาน...”
“ใช่ พ่ออยากให้ลูกฝึกงานเป็นเวลาหกเดือน”
“ได้ค่ะ พราวไม่มีปัญหา”
“แต่ว่าไม่ใช่ที่บริษัทของเรา”
“อ้าว แล้วจะให้พราวฝึกงานที่ไหนคะ” คิ้วเรียวสวยขมวดมุ่นด้วยความข้องใจ
“วินเนอร์ มอลล์” คุณพร้อมพงษ์ตอบออกมาด้วยสีหน้าเรียบเฉย ต่างจากพราวลดาที่ตกใจจนอ้าปากค้าง อีกทั้งเธอยังหันมาถามมารดาเพื่อความแน่ใจว่าสิ่งที่ได้ยินนั้นไม่ได้ผิดเพี้ยนไป
“คุณแม่คะนี่พราวได้ยินไม่ผิดใช่ไหม” เสียงหวานเอ่ยถามออกมาอย่างแผ่วเบา
“ไม่ผิดหรอกลูก คุณพ่อเขาได้คุยกับคุณลุงเรียบร้อยแล้ว ถ้าพราวตกลง พรุ่งนี้พราวก็เข้าไปพบคุณลุงได้เลย” คุณสาวิตรีว่าพลางวางมือบนไหล่บอบบางของลูกสาว ทว่าใบหน้าของพราวลดานั้นเต็มไปด้วยคำถามมากมาย
“ถ้าพราวไปฝึกงานที่นั่นครบหกเดือน ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นยังไง พราวก็จะได้เงินลงทุนก้อนนั้นทันที พราวจะไปไหม”
ข้อเสนอของผู้เป็นบิดานั้นง่ายแสนง่าย ฝึกงานแค่เพียงหกเดือนเธอก็จะได้เริ่มลงมือสานฝันให้เป็นจริง ถึงแม้อาจมีบางเรื่องที่เธอยังกังขา แต่ทว่าวินเนอร์ มอลล์นั้นเป็นสถานที่ซึ่งพราวลดาคุ้นเคยเป็นอย่างดี ถึงแม้ว่าเธอจะไม่ได้ไปเหยียบที่นั่นมานานกว่าสี่ปี แต่ความทรงจำเกี่ยวกับสถานที่และผู้คนที่นั่นยังคงชัดเจน
โดยเฉพาะกับคนบางคน...
“พราวตกลงค่ะ”
พราวลดาหันไปตอบผู้เป็นบิดาเสียงดังฟังชัด ซึ่งคุณพร้อมพงษ์ก็แค่เพียงพยักหน้ารับ ก่อนที่ท่านจะลุกขึ้นและเดินออกจากห้องหนังสือไป
หญิงสาวรอจนกระทั่งประตูห้องปิดลง จึงหันมาทางคุณสาวิตรี พร้อมยิงคำถามที่ยังคงค้างคาใจออกมา
“พราวนึกว่าคุณพ่อกับคุณลุงไม่ได้ติดต่อกันแล้วซะอีก”
“โธ่ ลูกจ๋า เพื่อนรักกันขนาดนั้น ตัดยังไงก็ไม่ขาดหรอก ช่วงหลังมานี้ก็เห็นรักกันดี ชวนกันไปออกรอบแทบทุกอาทิตย์” ได้ยินแบบนั้นพราวลดาก็ยิ้มเศร้าออกมา
“ดีจังเลยค่ะ พราวรู้สึกผิดมาตลอดที่ทำให้คุณพ่อกับคุณลุงต้องทะเลาะกัน พอได้รู้แบบนี้แล้วค่อยยังชั่ว”
“น้องพราว มันไม่ใช่ความผิดของหนูเลยนะลูก คุณพ่อกับคุณลุงเป็นเพื่อนกันมานาน รักและผูกพันกันมาก แทบจะเรียกได้ว่าเป็นเหมือนคนในครอบครัว ต่อให้มีเรื่องกระทบกระทั่งกันแค่ไหน แต่สุดท้ายแล้วทั้งสองคนก็ไม่มีทางตัดกันขาดหรอก” คุณสาวิตรีว่าพลางยกมือขึ้นลูบเรือนผมนุ่มสลวยของลูกสาวด้วยความรักใคร่
“ค่ะ”
“น้องพราวเองก็เถอะ แม่อยากเห็นลูกสาวแม่มีความสุขที่สุดในโลก เลิกจมอยู่กับสิ่งที่ทำให้เราทุกข์ แม่ขอแค่นี้ได้ไหม”
“ค่ะคุณแม่” เสียงหวานเจือสั่นเครือเปล่งออกมาพร้อมหยาดน้ำตาที่เอ่อคลอ
คุณสาวิตรีดึงลูกสาวเข้ากอด ก่อนยกมือขึ้นลูบแผ่นหลังบอบบาง
“ขอบคุณนะคะคุณแม่ พราวรักคุณแม่ที่สุดเลยค่ะ”
“แม่ก็รักลูกนะ”
สองแม่ลูกกอดกันกลมอยู่ภายในห้องหนังสือ โดยที่ไม่รู้ตัวเลยว่าประตูไม้บานใหญ่นั้นถูกเปิดแง้มเอาไว้
คุณพร้อมพงษ์ที่อยู่อีกฟากฝั่งของบานประตูมองลอดเข้าไปยังสองชีวิตที่เขารักและหวงแหนยิ่งกว่าสิ่งใด ในดวงตาของท่านฉายแววความเจ็บปวดของคนเป็นพ่อ
ประมุขของบ้านค่อย ๆ ดึงลูกบิดประตูเข้ามาจนบานประตูปิดสนิท ก่อนที่ท่านจะเดินออกมา