“สวัสดีค่ะ ดิฉันมาพบท่านประธานค่ะ”
เสียงหวานเอ่ยถามพนักงานต้อนรับประจำสำนักงานใหญ่ของวินเนอร์ มอลล์ ห้างค้าปลีกอันดับต้น ๆ ของประเทศที่มีสาขากระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาค
เมื่อพนักงานสาวเงยหน้าขึ้นมาก็พบกับสาวสวยในชุดเดรสสีฟ้าเรียบหรู ใบหน้าอ่อนเยาว์ซึ่งงดงามราวกับนางแบบหลุดออกมาจากแมกาซีนส่งยิ้มสดใสให้กับพนักงานต้อนรับที่กำลังตกตะลึงกับความสวยของเธอ
“สวัสดีค่ะ” เสียงหวานกล่าวทักทายอีกครั้งเพื่อเรียกสติพนักงานต้อนรับสาว
“ค่ะ ไม่ทราบว่านัดไว้หรือเปล่าคะ”
“นัดไว้ค่ะ ดิฉันชื่อพราวลดาค่ะ”
“สักครู่นะคะ”
“ค่ะ”
ระหว่างรอพนักงานสาวยกหูโทรศัพท์เพื่อต่อสายไปยังท่านประธานของวินเนอร์ มอลล์ พราวลดาก็ถือโอกาสสอดส่องดูบรรยากาศโดยรอบ เพียงแค่ระยะเวลาสี่ปี แต่ทุกอย่างนั้นดูเปลี่ยนไปมาก แตกต่างจากในอดีตจนน่าใจหาย
“คุณพราวลดาคะ”
“ค่ะ”
“เชิญคุณพราวลดาขึ้นไปชั้นเก้า ออกจากลิฟต์แล้วเลี้ยวซ้ายนะคะ ห้องท่านรองประธานจะอยู่ด้านขวามือ”
“ท่านรอง?” พราวลดาเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าฉงน
“ใช่ค่ะ พอดีท่านประธานเดินทางไปสิงคโปร์กะทันหัน ท่านก็เลยมอบหมายให้ท่านรองทำหน้าที่แทนค่ะ”
“อ๋อ ค่ะ” พราวลดายิ้มเจื่อน นึกเสียดายที่ไม่ได้กราบสวัสดีคุณลุงธีธัชของเธอ
“นี่ค่ะ รบกวนติดบัตรนี้ไว้ตลอดเวลานะคะ”
“ขอบคุณค่ะ”
พราวลดายื่นมือไปรับบัตร visitor มาติดไว้ตรงหน้าอกด้านขวา ก่อนส่งยิ้มแสดงไมตรีให้กับพนักงานสาวอีกครั้งก่อนเดินจากมา
เธอเดินเข้าไปยังลิฟต์โดยสาร ก่อนกดชั้นหมายเลขเก้าตามที่พนักงานสาวได้แจ้งเอาไว้ ระหว่างยืนรอให้ลิฟต์เดินทางขึ้นไป หญิงสาวก็นึกถึงคนที่ดำรงตำแหน่งรองประธานที่เธอจะต้องเข้าพบ หากจำไม่ผิดคนคนนั้นคือพี่ชายของคุณธีธัช ซึ่งเธอเคยเจออยู่ไม่กี่ครั้ง เพราะท่านเป็นคนรักสันโดษ อีกทั้งยังครองตัวเป็นโสด ไม่มีครอบครัว และส่วนใหญ่ท่านมักจะเข้าวัดปฏิบัติธรรมมากกว่าพบปะสังสรรค์ บางทีก็ลาบวชนานเป็นพรรษา ซึ่งเธอจำได้ว่าคุณธีธัชเคยบ่นว่าอยากหาคนมารับตำแหน่งนี้แทน
ติ๊ง~
เสียงลิฟต์โดยสารดังขึ้น ก่อนที่ประตูจะเลื่อนเปิดออก
พราวลดาก้าวออกมาด้านนอกก็พบชายหนุ่มหน้าตี๋ใส่แว่นหนาเตอะกำลังยืนยิ้มแฉ่งรอเธออยู่
“สวัสดีครับคุณพราว”
“สะ...สวัสดีค่ะ”
“เชิญเข้าไปได้เลยครับ ท่านรองรออยู่”
หนุ่มหน้าตี๋เบี่ยงตัวหลบพร้อมผายมือออกไปตามทางเดินทอดยาว เชื้อเชิญให้หญิงสาวเดินไปข้างหน้า
“ค่ะ”
พราวลดาตอบรับ พลางสอดส่ายสายตามองไปโดยรอบ ชั้นเก้าแห่งนี้มีแต่ห้องของผู้บริหารระดับสูงและห้องประชุม ทำให้บรรยากาศนั้นเงียบสงัดชนิดที่เธอไม่กล้าพูดออกมาเสียงดังเกินไป เพราะกลัวว่าจะไปทำลายความเงียบนั้นเข้า
เธอก้าวไปตามทางเดินทอดยาว ก่อนจะมาหยุดยืนหน้าบานประตูไม้สีน้ำตาลบานหนึ่ง บนประตูนั้นมีตัวอักษรสีทองสลักคำว่ารองประธาน หากแต่ป้ายชื่อของเจ้าของห้องถูกถอดออกไป
มือเล็กยกขึ้นเคาะสามครั้งเพื่อให้สัญญาณกับคนด้านใน เธอหันกลับไปมองยังทางเดินก็เห็นชายหนุ่มหน้าตี๋คนเดิมยืนทำไม้ทำมือส่งสัญญาณให้เธอเปิดประตูเข้าไป ราวกับกลัวเธอจะเปลี่ยนใจ
พราวลดาหันกลับมาคว้าลูกบิดประตู และผลักบานประตูเข้าไปด้านใน เธอค่อย ๆ ปิดประตูอย่างเบามือที่สุด ก่อนหันกลับมาเผชิญหน้ากับท่านรองประธาน
แต่ทว่า...
เบื้องหน้าของเธอนั้นมีโต๊ะทำงานขนาดใหญ่ ด้านหลังโต๊ะตัวนั้นมีเก้าอี้สำนักงานตัวโตซึ่งตั้งหันหน้าไปอีกทาง โดยที่มีใครบางคนกำลังนั่งอยู่ ซึ่งนั่นก็คงเป็นใครไปไม่ได้นอกเสียจากผู้ที่ดำรงตำแหน่งรองประธานห้างวินเนอร์ มอลล์
“สวัสดีค่ะคุณลุง”
พราวลดากล่าวทักทายออกไปพร้อมน้ำเสียงและรอยยิ้มสดใส ขณะเดียวกัน เมื่อเจ้าของห้องรับรู้ได้ถึงการมาถึงของเธอ เก้าอี้สำนักงานสีดำก็ค่อย ๆ หมุนกลับมา เผยให้เห็นร่างกำยำของคนบนเก้าอี้ ซึ่งหาใช่ชายวัยกลางคนในความทรงจำของพราวลดาแต่อย่างใด แต่ทว่าเป็นชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาซึ่งเธอคุ้นเคยเป็นอย่างดี
ถึงแม้ตอนนี้เขาจะมีร่างกายกำยำบึกบึนขึ้นมาก หากแต่นัยน์ตาดำขลับคู่นั้นยังคงมองเธอเช่นเดิมไม่เคยเปลี่ยน
“พี่ธาม...”
เสียงหวานเอ่ยชื่อคนตรงหน้าอย่างสั่นพร่า
การได้เจอพี่ชายข้างบ้านที่เธอเคยรักและเทิดทูนบูชา ไม่ใช่สิ่งที่เธอเตรียมตัวเตรียมใจมาก่อนเลย
พราวลดายืนตกตะลึง พร้อมกับความทรงจำแสนเจ็บปวดที่เธอปิดกั้นเอาไว้ได้ไหลรวมมากองตรงหน้าอีกครั้ง และธามคือหลักฐานชิ้นดีที่เป็นเครื่องตอกย้ำมันกับเธอ