ร่างระหงในชุดนักศึกษาเดินเฉิดฉายลงจากอาคารของคณะบริหารธุรกิจ ใบหน้าสวยหวานซึ่งมีเครื่องสำอางแต่งแต้มเพียงน้อยนิด ทว่าสามารถสะกดทุกสายตาของบุรุษเพศให้มองตามกันจนคอแทบหัก แต่เธอก็หาได้สนใจ เดินตรงไปยังสองสาวที่กำลังนั่งหมดแรงอยู่บนม้านั่ง คนหนึ่งเอามือนวดคลึงขมับ ส่วนอีกคนยกกระปุกยาดมสมุนไพรสีเขียวขึ้นมาสูดแล้วสูดอีก
“เฮ้อ ในที่สุดก็สอบวิชาสุดท้ายเสร็จซะที” พราวลดาเอ่ยขึ้นมาด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มขณะที่กำลังทิ้งสะโพกนั่งลงบนม้านั่งตรงข้ามเพื่อนรักทั้งสอง
“โอ๊ย เห็นหน้าลั้ลลาของยัยพราวแล้วอารมณ์เสีย ทำได้อีกล่ะสิ” วีรดาว่าจบก็เบ้ปากให้เพื่อนสาวด้วยความหมั่นไส้
“จะไปเหลือเหรอ มีวิชาไหนที่มันทำไม่ได้บ้าง” อัมพิกากล่าวจบก็วางกระปุกยาดมสมุนไพรลงบนโต๊ะจนเกิดเสียงดัง
พราวลดาหาได้สนใจ เธอยักไหล่พร้อมทำลอยหน้าลอยตาอย่างไม่ยี่หระ แต่จู่ ๆ หญิงสาวก็ทำหน้านิ่วราวกับฉุกคิดอะไรขึ้นมาได้
“เออ แล้วพวกแกสองคนจะออกเดินทางกันเมื่อไหร่”
พราวลดาเอ่ยถามเพื่อนรักทั้งสองด้วยสีหน้าจริงจัง เนื่องจากวันนี้คือการสอบวันสุดท้ายภายในรั้วมหาวิทยาลัย
พราวลดารู้จักกับวีรดาและอัมพิกาตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมต้น ร่วมทุกข์ร่วมสุขด้วยกันมาอย่างยาวนาน โดยแต่ละช่วงของการเปลี่ยนแปลงในชีวิต พวกเธอต่างมีกันและกันเสมอ
อีกไม่นาน พวกเธอก็จะต้องก้าวเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง
หลังจากนี้ทั้งสามจะต้องแยกย้ายกันไปตามทางของแต่ละคน แต่ทว่าเส้นทางของวีรดาและอัมพิกานั้นคือเส้นทางเดียวกัน เพราะพวกเธอทั้งสองเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน ครอบครัวของทั้งคู่มีธุรกิจร้านอาหารมากมายหลายสาขาอยู่ต่างประเทศ ทำให้ทั้งวีรดาและอัมพิกาจะต้องออกเดินทางในอีกไม่ช้า
เพียงแค่คิดพราวลดาก็มีสีหน้าหม่นหมองขึ้นมา
“อีกตั้งสองอาทิตย์แน่ะ แกอย่าทำหน้าเศร้าแบบนั้นสิ คิดถึงก็ไปหาพวกเรา ถ้าเราว่างก็จะบินมาหา โอเคไหม แล้วเดี๋ยวพวกเราก็ยังต้องกลับมาอีกตอนรับปริญญา เนอะ พิกา” วีรดาหันไปหาแนวร่วม อัมพิกาจึงรีบรับช่วงต่อ
“นั่นสิ เดี๋ยวพวกเราจะวิดีโอคอลหาแกทุกวันเอาให้เบื่อกันไปข้างนึงเลย”
“ไม่ต้องขนาดนั้นหรอกน่า หลังจากนี้ฉันคงจะยุ่ง ๆ ต้องเตรียมแผนธุรกิจร้านเสื้อผ้าไปให้คุณพ่อดู”
พราวลดากล่าวถึงธุรกิจในฝันของเธอ ถึงแม้ว่าหญิงสาวจะเรียนคณะบริหารธุรกิจ แต่ทว่าเธอเปี่ยมล้นไปด้วยพรสวรรค์ทางด้านแฟชั่น มีฝีมือในการออกแบบเสื้อผ้าและเครื่องประดับ
เสื้อผ้าและเครื่องประดับส่วนใหญ่ของพราวลดา เธอก็ล้วนออกแบบตัดเย็บเองเกือบทั้งหมด
“ยัยพราว แกก็พักผ่อนชิล ๆ ไปก่อนก็ได้ ไม่เห็นต้องไฟแรงขนาดนั้น เกิดมาบนกองเงินกองทองแท้ ๆ หาเรื่องลำบากทันทีที่เรียนจบ เดี๋ยวนี้ลงทุนอะไรก็ยากจะตายยิ่งเศรษฐกิจแบบนี้ด้วย แทนที่จะไปทำงานที่บริษัทแม่แก” อัมพิกานั่งเท้าคางมองเพื่อนรักด้วยความไม่เข้าใจ
พราวลดามีชีวิตดั่งเจ้าหญิง มีพ่อเป็นอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่วางมือออกมาทำงานช่วยเหลือสังคม ส่วนมารดานั้นทำธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์มูลค่านับหมื่นล้าน
ทรัพย์สินของทั้งพ่อและแม่ของพราวลดานั้น ต่อให้เธอไม่ต้องทำงานก็สามารถทำให้เธอมีกินมีใช้ไปตลอดชาติ
“แกก็รู้ว่านี่คือความฝันของฉัน จะมาพูดดับฝันฉันทำไมเนี่ย”
“ฉันไม่ได้ดับฝัน ก็แค่พูดไปตามความจริง อย่างน้อยก็พักผ่อนให้สมองมันโล่ง ๆ ก่อนก็ได้แล้วค่อยลงมือ”
“ไม่เอาอ่ะ อยู่เฉย ๆ มันน่าเบื่อ”
วีรดานั่งมองสองสาวโต้เถียงกันไปมาก็เกิดไอเดีย
“ฉันนึกออกแล้ว ยัยพราว แกไปปาร์ตี้กับพวกฉันไหม พอดีมีญาติห่าง ๆ ของพวกฉันกำลังจะจัดปาร์ตี้ งานนี้จัดเพื่อคนโสดโดยเฉพาะเลย เพราะญาติฉันมันอยากหาแฟน แกลองไปดู เชื่อฉัน เผื่อจะได้คนไว้คุยแก้เหงา”
“อี๋ ไม่เอา แกก็รู้ว่าฉันไม่ชอบอะไรแบบนี้” พราวลดาทำหน้ามุ่ยพลางส่ายศีรษะปฏิเสธระรัว
วีรดาและอัมพิกาหันมามองหน้ากันด้วยความระอาเพื่อนสาวผู้หวงความโสดราวกับไข่ในหิน
ตลอดหลายปีที่เป็นเพื่อนกันมา พราวลดาไม่เคยมีแฟนแม้แต่คนเดียว ถึงแม้จะมีชายหนุ่มมากหน้าหลายตาเข้ามาเกี้ยวพาราสี ต่อให้หล่อ รวย โพรไฟล์เลิศขนาดไหน พราวลดาก็ไม่เคยชายตาแล
“อย่าบอกนะว่าแกยังรัก...” อัมพิกาลากเสียงยาวพลางหรี่ตามองพราวลดาอย่างจับผิด
“รักบ้ารักบออะไร เพ้อเจ้อ ดูปากฉันนะ ฉัน...ไม่...ได้...รัก...เขา...แล้ว...” พราวลดารีบสวนกลับไปด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ถ้าไม่ได้รักแล้วยิ่งดี แกควรมูฟออนได้แล้ว เริ่มจากไปปาร์ตี้กับพวกเรานี่แหล่ะ” วีรดาพยายามโน้มน้าวเพื่อนรักอีกครั้ง
แต่ทว่านั่นทำให้พราวลดาแสดงสีหน้าคิดหนัก เธอก้มลงมองมือเล็กที่วางอยู่บนโต๊ะ พลิกมือซ้ายหงายขึ้น จ้องมองร่องรอยแผลเป็นจาง ๆ บนข้อมือข้างซ้าย ซึ่งในอดีตมันเคยเป็นแผลฉกรรจ์ที่ทำให้เธอเกือบต้องพิการ
ขณะที่หญิงสาวกำลังจมอยู่ในห้วงความคิด เสียงแตรรถซีดานสีดำสัญชาติยุโรปก็ดังขึ้นดึงเธอให้กลับสู่ปัจจุบัน
“เอ่อ ฉันต้องกลับแล้ว เดี๋ยวคุยกันต่อในไลน์นะ”
พราวลดารีบตัดบทก่อนหันไปคว้ากระเป๋าสะพายแบรนด์เนมลุกขึ้นจากม้านั่ง เดินตรงไปยังรถซีดานสีดำ ปล่อยให้เพื่อนรักทั้งสองมองตามด้วยความข้องใจ
“พิกา”
“หืม”
“ตัวว่าพราวมันไม่ได้รักเขาแล้วจริง ๆ เหรอ”
“...” อัมพิกาส่ายศีรษะแทนคำตอบ ก่อนที่สองสาวจะหันกลับไปมองเพื่อนรักเดินขึ้นรถไป