ความเงียบงันที่ปกคลุมไปทั่วคฤหาสน์หลังใหญ่ทำให้หัวใจของตะวันเต้นแรงด้วยความหวัง เมื่อเธอเห็นว่าบริเวณโถงกลางไม่ได้รายล้อมไปด้วยเหล่าชายฉกรรจ์ชุดดำอย่างที่เคยเป็น
ร่างบางรีบหลบไปยืนหลังเสาต้นใหญ่ มือเย็นเฉียบกำราวบันไดแน่นราวกับมันคือที่พึ่งเดียว ดวงตาสั่นไหวก้มมองลงไปยังชั้นล่างอย่างระแวดระวัง
ไม่มีใคร อย่างน้อยตอนนี้ก็ยังไม่มี
ตะวันสูดลมหายใจลึกก่อนจะค่อย ๆ ก้าวลงบันไดทีละขั้นอย่างระมัดระวัง
ขั้นที่หนึ่ง
ขั้นที่สอง
เสียงหัวใจของเธอดังก้องอยู่ในอกราวกับมันกำลังตะโกนฟ้องให้คนทั้งบ้านรู้ว่ากำลังมีใครบางคนพยายามหลบหนี ความหวาดกลัวคืบคลานเข้ามาเกาะกินจิตใจแต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังฝืนบังคับร่างกายให้เคลื่อนไหวต่อไป
ฝ่าเท้ากดลงบนพรมหนานุ่มเพื่อกลบเสียงให้มากที่สุด มือเรียวเกาะราวไม้แน่นจนปลายนิ้วซีดขาว ทุกย่างก้าวเต็มไปด้วยความระแวง ทุกลมหายใจเต็มไปด้วยความหวาดผวา
และทุกครั้งที่ได้ยินเสียงฝีเท้าของใครบางคนผ่านไป ตะวันจะหยุดชะงัก ร่างทั้งร่างแข็งค้างแทบไม่กล้าหายใจกลัวว่าถ้าเผลอขยับแม้แต่นิดเดียว ทุกอย่างจะจบลงตรงนี้
ทันใดนั้นเสียงผู้ชายก็ดังแทรกขึ้นมาจากอีกฝั่งของโถงบ้านทำให้หัวใจของตะวันแทบหล่นวูบลงไปที่พื้น
“ไอ้มานพ มึงไปเรียกรวมพวกมัน” เสียงทุ้มต่ำของภาคินเย็นเยียบจนบรรยากาศรอบตัวเหมือนจะลดอุณหภูมิลง ตะวันชะงักกึก ร่างบางรีบหลบเข้าแนบกับเงาเสาให้มากที่สุด
“นายจะทำอะไรครับ”
“กูจะสั่งลงโทษพวกมัน”
“นายครับ !”
“หรือมึงอยากโดนด้วย”
“ผมจะไปเดี๋ยวนี้”
จนกระทั่งเสียงฝีเท้าของพวกเขาค่อย ๆ ห่างออกไป ตะวันจึงรีบก้าวลงบันไดต่อทันที ร่างบางแทบจะพุ่งตัวลงมา จังหวะนั้นเองเสียงร้องโอดโอยก็ดังขึ้นมาจากอีกฝั่งของบ้าน คล้ายใครบางคนกำลังถูกลงโทษอย่างหนักหน่วง เสียงครางเจ็บปวดปะปนกับเสียงสั่งการหยาบกระด้างดังเป็นระยะ
จากบทสนทนาที่ได้ยินก่อนหน้า ตะวันรู้ดีทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น ภาคินกำลังลงโทษลูกน้องของตัวเองและในความโหดร้ายนั้นมันกำลังเปิดทางให้เธอและตอนนี้คือโอกาสเดียว
เธอก้าวลงถึงขั้นสุดท้ายของบันไดโดยไม่มีใครสังเกตเห็น หัวใจเต้นแรงจนแทบทะลุออกมาจากอกก่อนจะรีบเลี้ยวเข้าทางเดินด้านข้างแทนที่จะผ่านโถงกลาง
เธอรู้ดีว่าประตูหลักไม่มีทางผ่านพ้นไปได้เพราะพวกผู้ชายของภาคินคงถูกเรียกรวมตัวกันอยู่ที่ลานสนามด้านหน้าเพื่อรับคำสั่งลงโทษ ดังนั้นทางเดียวที่เหลือคือด้านหลังบ้าน ทางเดินแคบทอดยาวไปสู่ประตูหลังที่เชื่อมกับสวนด้านนอก ตะวันรีบกึ่งเดินกึ่งวิ่ง ฝีเท้าเร่งขึ้นด้วยความพยายามแต่ก็ยังคงระวังไม่ให้เกิดเสียง ร่างเล็กห่อไหล่ ทำตัวให้เล็กที่สุดราวกับต้องการกลืนหายไปกับเงามืด
อีกนิดเดียว
อีกแค่ไม่กี่ก้าว
แต่ยังไม่ทันจะถึงปลายทาง เสียงฝีเท้าหนัก ๆ ก็ดังขึ้นมาจากด้านหลัง มันชัดเจน หนักแน่นและน่าหวาดผวาก่อนที่เสียงทุ้มต่ำเรียบเย็นจะดังขึ้น
“ตะวัน !”
ร่างเล็กสะดุ้งเฮือก หัวใจเหมือนหยุดเต้นไปชั่วขณะแต่เธอกลับไม่กล้าหันกลับไปแม้แต่ปลายตามองเพราะเธอรู้ดี ถ้าหันไปเธออาจไม่มีแรงหนีอีกต่อไป
ตะวันจึงพุ่งตัวไปยังประตูทันที มือเล็กเหวี่ยงมันเปิดออกแรง ๆ บานประตูถูกผลักกระแทกจนเปิดผาง ลมกลางคืนพัดปะทะใบหน้าอย่างรุนแรงแต่สิ่งที่ทำให้ร่างของตะวันแข็งค้างไม่ใช่ลมเย็น
แต่เป็นภาพตรงหน้า สายตาคมของเธอสบเข้ากับกลุ่มชายฉกรรจ์ของภาคินที่ยืนประจำจุดอยู่ด้านนอกราวกับกำลังตั้งตารออะไรบางอย่างและทันทีที่เธอปรากฏตัว สายตาทุกคู่ก็หันมองมาที่เธอเป็นตาเดียวก่อนเสียงตะโกนจะดังขึ้นแทบจะพร้อมกันราวกับทุกคนรู้ดีอยู่แล้วว่าเธอกำลังพยายามทำอะไร
“เธออยู่นั่น !”
“หยุดนะ !”
ตะวันกัดฟันแน่นก่อนจะพุ่งตัววิ่ง ร่างเล็กฝ่าช่องว่างระหว่างชายร่างใหญ่ที่ยังตั้งตัวไม่ทัน ไหล่บางกระแทกเข้ากับอกของใครบางคนอย่างแรงจนเกือบเสียหลักล้ม
แต่เธอไม่หยุด แม้เพียงเสี้ยววินาที เสียงฝีเท้านับสิบดังกรูไล่ตามหลังมาอย่างรวดเร็ว เสียงตะโกน เสียงวิ่ง เสียงความวุ่นวายปะทุขึ้นทั่วบริเวณสวนราวกับการล่ากำลังเริ่มต้นขึ้น
แต่นี่ไม่ใช่แค่การหนี นี่คือการหนีเอาชีวิตรอด ถ้าเธอหนีพ้นเธอจะมีชีวิตแต่ถ้าเธอหนีไม่พ้น ชีวิตของเธอก็ไม่ต่างจากการตายทั้งเป็น
“จับมันไว้ !” เสียงของภาคินตะโกนตามออกมาจากด้านหลัง ครั้งนี้เต็มไปด้วยความโกรธที่ไม่คิดจะปิดบังแม้แต่นิดเดียว น้ำเสียงเย็นจัดจนแทบทำให้เลือดในกายแข็งตัว
ตะวันวิ่งเลียบกำแพงสวน หลบแสงไฟที่กวาดผ่านมาอย่างหวุดหวิด เธอมองเห็นประตูรั้วสูงดูเหมือนกำแพงที่ไม่มีวันข้ามพ้นแต่เธอไม่มีทางเลือก
“อย่าให้มันหนีไปได้ !”
ตะวันวิ่งเลียบกำแพงสวนอย่างสุดแรง ฝีเท้าเล็กแทบไม่แตะพื้น หลบลำแสงไฟจากไฟฉายที่กวาดผ่านไปมาอย่างหวุดหวิด เงาของเธอสะท้อนวูบวาบไปตามกำแพงสูง
ลมหายใจเริ่มติดขัด อกกระเพื่อมแรงจนเจ็บแต่เธอหยุดไม่ได้ สายตาของเธอมองเห็นบางอย่างอยู่ข้างหน้า ประตูรั้วเหล็กสูง สูงจนดูราวกับกำแพงที่ไม่มีวันข้ามพ้นแต่นั่นคือทางเดียว
ตะวันไม่ลังเลแม้แต่วินาทีเดียว มือเรียวคว้าเหล็กรั้วแน่นก่อนจะเริ่มปีนขึ้นไปอย่างทุลักทุเล เท้าสวยไร้เครื่องสวมถูไถกับเหล็ก เสียงดังแกรกเบา ๆ ปลายนิ้วสั่นเทาเพราะแรงและความหวาดกลัว ลวดหนามที่พันอยู่ด้านบนครูดผ่านผิวเนื้ออย่างโหดร้าย
“อ๊ะ !”
ผิวบางถูกเกี่ยวจนเปิดออก เลือดซึมไหลเป็นเส้นบาง ๆ แต่ตะวันกลับไม่สนใจ เธอกัดฟันแน่นพยายามดึงร่างตัวเองขึ้นไปให้พ้นเพราะเธอรู้ดีว่าถ้าเธอลงไปอยู่ข้างล่างอีกครั้ง มือของภาคินจะไม่มีวันปล่อยเธอไปอีก
“ถ้ามันหนีไปได้พวกมึงตาย” สุรเสียงใหญ่ของภาคินคำรามขึ้นอีกครั้ง น้ำเสียงไม่ใช่แค่คำสั่งแต่มันคือคำตัดสินชีวิต
ประโยคสั้น ๆ เพียงประโยคเดียวก็ปลุกสัญชาตญาณเอาตัวรอดของชายฉกรรจ์ทุกคนให้ตื่นขึ้นมา พวกเขากรูเข้าหาประตูรั้วอย่างบ้าคลั่งราวกับฝูงหมาที่ถูกปล่อยออกไล่ล่าเหยื่อ
เสียงฝีเท้าหนัก ๆ กระแทกพื้นดังระงม ตะวันรีบเร่งดึงร่างตัวเองขึ้นไปอีกครั้ง มือสั่นเทาแต่ก็ยังพยายามปีนให้พ้นจากรั้วสูงให้ได้
อีกนิดเดียว
อีกแค่นิดเดียวเท่านั้น
แต่ในจังหวะที่กำลังจะข้ามพ้นรั้ว มือใหญ่ของใครบางคนก็พุ่งเข้ามาคว้าข้อเท้าเธอไว้แน่น
หมับ !
แรงกระชากทำให้ร่างทั้งร่างของตะวันชะงักค้างอยู่กลางอากาศ หัวใจเธอหล่นวูบ
“ปล่อยนะ !” เสียงเธอสั่นแต่ก็พยายามดิ้นสุดแรง แต่แรงของผู้ชายด้านล่างกลับแน่นหนาเหมือนโซ่เหล็กที่ไม่มีทางหลุด
“คิดว่าจะหนีพ้นเหรอ” เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นจากด้านล่าง เย็นเฉียบและคุ้นเคยจนเลือดในกายของตะวันแทบหยุดไหล
เธอก้มลงมองทันทีและก็พบว่าเป็นเขา ไม่ใช่ใครอื่น
ภาคิน เขาคือคนที่มาถึงตัวเธอเป็นคนแรก ร่างสูงใหญ่ยืนอยู่ใต้แสงไฟ แสงสีขาวซีดสาดลงบนใบหน้าหล่อ ดวงตาคมกริบกำลังจ้องเธอ จ้องเหมือนกำลังมองของบางอย่างที่พยายามหนีออกจากกรง
ความโกรธ ความเย็นชาและอะไรบางอย่างที่อันตรายกว่านั้นกำลังปะทุอยู่ในสายตาของเขา มือใหญ่กำข้อเท้าของเธอแน่นขึ้นอย่างช้า ๆ แน่นจนแทบทำให้กระดูกร้าวและค่อย ๆ แตกออกจากกันก่อนที่ภาคินจะเงยหน้าขึ้นมองเธอเต็ม ๆ
“หนีเก่งดีนี่ ทำกูวิ่งตามตั้งไกลแต่ที่นี่ไม่ใช่ที่ที่มึงจะวิ่งเล่นตามใจ”
“นรกบนดินแบบนี้ฉันไม่อยากอยู่”
“มึงเป็นหนี้มึงก็ต้องใช้”
“แต่ถ้าต้องอยู่กับคนโรคจิตอย่างคุณฉันอยู่ไม่ได้”
❤️
คำก็โรคจิต สองคำก็โรคจิต
ระหว่างมันจะยัดเยียดคำว่าผัวโรคจิตให้นะลูกสาว !