“ถ้ามึงไม่เปิดกูจะพังประตูเข้าไป” สุรเสียงทุ้มใหญ่ตวาดลั่น กึกก้องไปทั่วห้องจนตะวันสะดุ้งสุดตัว สองมือกำชายผ้าขนหนูที่พันกายไว้แน่นราวกับมันคือเกราะป้องกันเพียงชิ้นเดียวของเธอในเวลานี้
เสียงเคาะประตูยังดังต่อเนื่อง หนักหน่วงและรุนแรง ไม่ใช่เพียงการเคาะธรรมดาแต่เป็นการทุบกระแทกคล้ายต้องการให้บานประตูพังลงตรงหน้า
“ฉันแต่งตัวอยู่” ตะวันตอบกลับเสียงสั่นรีบควานหาเสื้อผ้าแต่ทว่าเสียงเข้มที่แฝงแรงกดดันจากอีกด้านของประตูกลับยิ่งทำให้เธอเสียขวัญจนแทบตั้งสติไม่อยู่
“กูบอกให้เปิด”
“คุณภาคิน”
ปัง !
“กรี๊ดดด”
เสียงหวานกรีดร้องด้วยความตกใจ ใบหน้าสวยซีดเผือด ความคิดตีกันวุ่นวาย เธอไม่แน่ใจว่าเพราะอะไรเขาถึงบุกมาที่ห้องของเธอหรือเพราะเขาตั้งใจจะทำตามคำขู่ที่เคยเอ่ยไว้
“มึงจะเปิดดี ๆ หรือเปิดด้วยน้ำตา” ภาคินเอ่ยถามอีกครั้ง น้ำเสียงเย็นเยียบแต่กดดันเสียยิ่งกว่าเดิม ความหนาวเย็นแผ่ซ่านเข้ากัดกินความรู้สึกของตะวันจนแทบหายใจไม่ทั่วท้อง
“ปะ…เปิดแล้วค่ะ”
ทันทีที่บานประตูแง้มออก ร่างสูงที่กำลังจะทุบซ้ำชะงักมือค้างกลางอากาศ สายตาคมกริบหยุดนิ่งอยู่ที่ร่างเล็กก่อนจะไล่มองสำรวจตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าราวกับกำลังประเมินบางอย่างอย่างตั้งใจ
ตะวันนุ่งเพียงผ้าขนหนูผืนเดียว เรือนผมยาวเปียกชื้นแนบแผ่นหลัง หยดน้ำเกาะพราวบนผิวขาวละเอียดที่ยังชื้นจากการอาบน้ำ เธอรู้ตัวดีว่าผิวของตัวเองขาวผ่องแต่ไม่เคยคิดว่าจะถูกสายตาใครมองต้องหนักถึงแบบนี้ ยิ่งรูปร่างได้สัดส่วนเด่นชัดภายใต้ผ้าผืนบาง ยิ่งทำให้บรรยากาศตึงเครียดกว่าเดิม
“อ่อยกู ?” เสียงทุ้มหลุดออกมาอย่างรวดเร็ว ดวงตาสีรัตติกาลยังคงกวาดมองเธออย่างไม่ปิดบังความต้องการ
แววตาของภาคินเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน จากเดิมที่ตั้งใจมาสั่งสอนให้หลาบจำกับคำพูดปากดีแต่ตอนนี้ความคิดนั้นกลับถูกแทนที่ด้วยแรงปรารถนาอันร้อนแรง
“ฉันบอกว่าฉันแต่งตัวอยู่”
“พร้อมทำหน้าที่ของมึงแล้วหรือยัง”
ภาคินไม่ใส่ใจคำพูดของธารา เขาก้าวเท้าเข้ามาใกล้ทีละก้าวหมายจะประชิดตัวจนแทบไม่มีระยะห่าง เสื้อผ้าที่ควรปกปิดร่างกายกลับมีเพียงผ้าขนหนูผืนเดียว ในสายตาของเขา ภาพตรงหน้าไม่ต่างอะไรจากการยั่วโดยไม่ต้องเอ่ยคำพูดใด ๆ
“คุณจะเอาฉันเหรอ อยากได้ฉันขนาดนั้นเลย”
แม้ถ้อยคำจะเหมือนยั่วยุแต่ภายในใจของตะวันกลับสั่นไหวเพราะความตื่นเต้น เธอรู้ดีจากการกระทำว่าเขาไม่ได้ล้อเล่นเพราะสายตาคมกำลังไล้เลาะมองเรือนกายของเธออย่างไม่คิดปิดบัง
“กูไม่ได้อยากได้มึงแต่กูต้องการดอกกูคืน”
“ฉันต้องทำอะไรบ้าง”
“ตัวมึงมีดีอะไรบ้างละตะวัน”
“ไม่มี”
คำตอบสั้น ๆ ทำให้มุมปากของภาคินกระตุกยิ้มคล้ายขบขันอยู่ในที เขาไม่แน่ใจว่าเธอกำลังลดค่าตัวเองเพื่อปกป้องศักดิ์ศรีหรือหวังให้เขาหมดความสนใจแต่ไม่ว่าเหตุผลอะไรคำพูดนั้นก็ไม่ได้ทำให้เขาไขว้เขวแม้แต่น้อย
ใครกันว่าเธอไม่มีอะไรดี ในสายตาของเขาเรือนร่างที่อยู่ตรงหน้าโดดเด่นเกินกว่าจะมองข้ามและยิ่งทำให้แรงปรารถนาในตัวเขาปะทุขึ้นรุนแรงกว่าเดิม
“ตอนแรกแล้วปากดี พอกูจะเอาจริง ๆ ดันกลัวหัวหด”
ภาคินยังคงสาดถ้อยคำเย้ยหยันใส่ไม่ยั้ง ภาพของตะวันในตอนนี้ช่างแตกต่างจากหญิงสาวที่เคยเถียงคำไม่ตกฟากก่อนหน้านี้อย่างสิ้นเชิง
เด็กคนนี้เก่งแต่ปากพอถึงเวลาจริงกลับสั่นเทาไม่ต่างจากลูกแมวตัวเล็กที่พร้อมจะร้องไห้ทุกเมื่อ ภาคินดูออกเธอปกปิดความกลัวแต่มันปิดไม่ทันสายตาของเขา
“ฉันไม่ได้กลัวแต่ฉันขยะแขยงคุณ”
“มึง !”
“คนอย่างคุณผ่านผู้หญิงมาแล้วตั้งกี่คน อยู่ ๆ จะมาเอาฉันไม่สกปรกเกินไปหน่อยเหรอ”
คำพูดนั้นเหมือนราดน้ำมันลงบนกองไฟ มือหนากำแน่นจนเส้นเอ็นปูดขึ้นด้วยความโกรธ คิ้วเข้มกระตุกถี่ ดวงตาคมวาวโรจน์ฉายแววอันตราย ความหงุดหงิดและเดือดดาลแผ่ซ่านไปทั่วเรือนร่างจนยากจะควบคุม
“ที่กูสั่งสอนมันไม่เข้าหัวสมองมึงเลยใช่ไหม”
จบประโยคมือหนากระชากแขนเรียวให้เซเข้าหาตัวก่อนจะสะบัดเหวี่ยงจนร่างบางล้มลงบนเตียงอย่างแรง ภาคินก้าวตามขึ้นไปทันทีโดยไม่ปล่อยให้เธอตั้งหลักได้ มือใหญ่รวบข้อมือทั้งสองของตะวันไว้เหนือศีรษะด้วยแรงเพียงข้างเดียว กักเธอไว้ใต้ร่างราวกับจะตอกย้ำให้รู้ว่าในเกมอำนาจครั้งนี้ ใครคือฝ่ายที่เหนือกว่า
“แบบไหนที่เรียกสั่งสอน คุณมันก็ดีแต่ทำร้ายร่างกาย” ริมฝีปากสวยเอ่ยประชด ทั้งเจ็บทั้งแค้นเพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาเขาไม่เคยสั่งสอนเธอ มีเพียงความเจ็บปวดที่ฝากรอยไว้บนร่างกายเหมือนตอนนี้ที่สองแขนของเธอกำลังถูกบีบรัดจนชา
“เพราะกูสุดจะทนกับเด็กปากดีอย่างมึง”
“แล้วคุณไม่คิดว่าฉันสุดจะทนกับคนอย่างคุณบ้างเหรอ”
“อย่างมึงจะมีสิทธิ์อะไรมาคิดแบบนี้ จำไม่ได้เหรอว่าตอนนี้มึงอยู่ในสถานะอะไร”
“เด็กขัดดอก ฉันจำได้ไม่เคยลืม”
“ก็ดีที่จำได้”
“ฉันจำขึ้นใจเสมอเพราะมันคือสิ่งตกต่ำที่สุดในชีวิตของฉัน”
“ตกต่ำมากไหม”
“มากจนคิดว่าชีวิตนี้ฉันจะไม่ยอมตกต่ำแบบนี้อีกแล้ว”
“งั้นถ้ารู้ตัวว่าอยู่ในสถานะอะไรก็มาทำหน้าที่ของตัวเอง”
คำพูดนั้นยังไม่ทันจางหาย ใบหน้าหล่อเหลาก็ก้มลง ปลายจมูกแตะคลอเคลียอยู่แถวลำคอขาว กลิ่นหอมอ่อนจากครีมอาบน้ำลอยแตะสัมผัส ความเนียนละเอียดของผิวตรงหน้าทำให้ลมหายใจของเขาหนักหน่วงขึ้นโดยไม่รู้ตัว ขณะที่ตะวันได้แต่เกร็งตัวแน่น หัวใจเต้นระรัวอยู่ใต้ร่างที่กดทับเหนือเธอ
“ฉะ…ฉันขอแต่งตัวก่อน” ตะวันเอ่ยเสียงสั่นพยายามเอียงคอหลบสัมผัสใกล้ชิดแต่ยิ่งเธอขยับหนีกลับเหมือนเปิดช่องว่างให้เขาแนบชิดได้มากกว่าเดิม
ความใกล้ชิดของร่างกายทำให้อารมณ์ของภาคินปะทุขึ้นอย่างควบคุมยาก ผ้าขนหนูผืนบางที่กั้นกลางอยู่กลับยิ่งสร้างความหงุดหงิด ลมหายใจของเขาหนักหน่วงขึ้นทุกที
ตะวันรับรู้ได้ทันทีว่าเธอกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ไม่ปลอดภัย หัวใจเต้นแรงจนแทบทะลุอก นี่คือครั้งแรกที่เธอใกล้ชิดกับเพศตรงข้ามมาก
แน่นอนเธอไม่ใช่คนไร้เดียงสา เธอรู้ทันโลกและเข้าใจความรู้สึกของตัวเองดี ความตื่นเต้นปนสับสนที่แล่นวาบเข้ามา ยิ่งทำให้เธอต้องกัดฟันข่มมันเอาไว้ ไม่ยอมปล่อยให้ความอยากรู้อยากลองมีอำนาจเหนือสติ
“ชอบแบบคาชุดว่างั้น”
“ฉันจะแต่งตัวลงไปทำความสะอาดบ้าน”
“เลือกทางนี้”
“อย่างน้อยก็ดีกว่าฉันต้องนอนกับคนสกปรกอย่างคุณ”
คำว่า สกปรก ถูกย้ำซ้ำจนชัดเจน
ภาคินชะงักก่อนจะลุกออกจากร่างบางอย่างหงุดหงิด ดวงตาคมตวัดมองเธอด้วยความไม่พอใจ คำพูดของตะวันเหมือนตบหน้าเขาฉาดใหญ่
ว่าเขาสกปรกทั้งที่ในความคิดของเขา เธอเองก็ไม่ได้บริสุทธิ์อย่างที่พยายามทำตัวเหนือกว่า
“ทำให้หมดทั้งหลังภายในวันนี้”
ภาคินทิ้งคำสั่งสั้น ๆ ไว้เพียงแค่นี้ก่อนหมุนตัวเดินออกจากห้องอย่างไม่สบอารมณ์ เสียงประตูถูกปิดกระแทกดังลั่น
ปัง!
ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง ตะวันนอนนิ่งก่อนริมฝีปากจะค่อย ๆ ยกยิ้มอย่างโล่งอกเพราะเธอกดยั้งอารมณ์ของตัวเองได้
ตั้งแต่ก้าวเข้ามาในบ้านหลังนี้ เธอเตรียมใจไว้แล้ว หากวันหนึ่งเขาอยากได้เธอจริง ๆ เธอจะเล่นตัวให้ถึงที่สุดแต่ถ้าเขาแสร้งทำเฉยชา เธอก็พร้อมจะเป็นฝ่ายยั่วเย้าให้เขาเสียอาการ
เธอมองออกสายตาที่เขาใช้มองเธอมันเต็มไปด้วยแรงปรารถนาที่ยากจะปิดบัง ชายหญิงที่อยู่ใกล้กันในสถานการณ์ล่อแหลมแบบนี้ไม่มีทางไร้ความรู้สึก
“แค่ทำความสะอาดมันธรรมดาไป คอยดูเถอะ ฉันจะทำให้บ้านหลังนี้ลุกเป็นไฟเพราะอยู่ไม่สุข”
❤️
กรี๊ดดดดด
ลูกสาวมันเลิศ ฝีปากแรงกล้า
แต่การกระทำรอชมตอนหน้าค่ะ