“ก็พี่มานพเขาแก่กว่า” ริมฝีปากสวยเอ่ยตอบทันทีเมื่อได้ยินคำถามก่อนหน้า น้ำเสียงเรียบแต่ชัดเจน ตะวันเคารพนับถือมานพเสมือนพี่ชายเพราะเธอให้เกียรติในฐานะที่เขาอายุมากกว่า
“กูก็แก่กว่ามึงนะตะวัน” ภาคินสวนกลับทันควัน น้ำเสียงต่ำทุ้มแฝงความหงุดหงิดบางอย่าง เขาเองก็แก่กว่าเธอเป็นสิบปีแต่ไม่เคยมีสักครั้งที่เธอจะเรียกเขาว่าพี่
“ก็ดูคุณพูดกับฉันสิ ใครจะไปอยากเรียกพี่กัน”
“แล้วกูต้องพูดยังไง”
“ที่พูดเพราะอะไรคะ อยากให้ฉันเรียกคุณว่าพี่เหรอ”
ใบหน้าสวยลอบมองเขาอย่างจับผิด ดวงตาคมของเธอหรี่ลงเล็กน้อยพยายามอ่านความหมายที่ซ่อนอยู่ในคำพูด หากเป็นผู้ชายคนอื่น เธอคงคิดไปแล้วว่าเขากำลังหึง
หึงที่เธอเรียกผู้ชายคนอื่นว่าพี่แต่กลับเรียกเขาอย่างห่างเหินว่าคุณแต่ภาคินไม่ใช่ผู้ชายแบบนั้น
เขาไม่ใช่คนที่จะมานั่งหึงหวงเรื่องเล็กน้อยในสถานการณ์แบบนี้ด้วยซ้ำ สำหรับผู้ชายอย่างเขา ความรู้สึกพวกนั้นแทบไม่มีอยู่จริงและตะวันก็รู้ดีพอที่จะตัดความคิดแบบนั้นทิ้งไป
“มึงเรียกมันได้ก็ต้องเรียกกูได้”
“ผมว่าผมขอตัวก่อนดีกว่า” มานพเอ่ยขึ้นอย่างระมัดระวังพยายามทำตัวให้เล็กที่สุดเท่าที่จะทำได้ น้ำเสียงยังคงสุภาพและนิ่งเพราะรู้ดีว่าหากผู้เป็นนายอารมณ์เสียขึ้นมา เรื่องคงไม่จบง่าย ๆ และสถานการณ์ตรงหน้านี้ก็ชวนอึดอัดเกินกว่าจะนั่งอยู่ต่อ
“ใครให้มึงไป” คำพูดสั้น ๆ แต่หนักแน่นของภาคินทำให้มานพที่กำลังจะลุกต้องชะงัก ร่างทั้งร่างเหมือนถูกตรึงให้นั่งค้างอยู่ที่เดิม
“นายครับ ผมว่า…”
“มึงคิดว่ามันควรเรียกกูว่าอะไรไอ้มานพ” คำถามนั้นทิ้งลงมากลางห้องราวกับแรงกดดันที่มองไม่เห็น สายตาคมสีรัตติกาลของผู้เป็นนายจ้องเขม็งมาที่เขาจนมานพรู้สึกว่าอากาศในห้องหายไปครึ่งหนึ่ง
“เรียกพี่ครับ !” มานพตอบออกไปทันทีแทบไม่ต้องคิด แม้จะรู้ดีว่ามันสวนทางกับความจริงแต่ในสถานการณ์แบบนี้ การพูดให้ผู้เป็นนายพอใจก็เป็นทางรอดที่ดีที่สุด
“ฉันไม่เรียก” เสียงของตะวันสวนขึ้นมาทันควันโดยไม่ลังเล ดวงตาคู่สวยแข็งกร้าวอย่างดื้อดึงปฏิเสธคำพูดนั้นอย่างชัดเจน
เธอไม่มีวันเรียกคนอย่างภาคินว่าพี่ เขาไม่ใช่คนดี ไม่ใช่คนที่เธอเคารพนับถือและเธอก็ไม่ได้มองเขาในฐานะผู้ชายที่อายุมากกว่าเลยสักนิด
สำหรับเธอ เขาเป็นเพียงเจ้าหนี้และเธอก็เป็นแค่ลูกหนี้ สถานะระหว่างเรามีเพียงเท่านี้และมันก็ไม่ควรถูกเปลี่ยนให้ดูดีไปมากกว่านี้
“ตะวัน !”
“คุณพูดจาไม่ดีกับฉันแล้วทำไมฉันต้องเรียก”
“เออ ! ไม่เรียกก็ไม่ต้องเรียกแต่อย่าเรียกใครว่าพี่ให้กูได้ยินก็แล้วกัน”
“ฉันเรียกทุกคนที่แก่กว่าฉันว่าพี่ ถ้าคุณอยากให้ฉันเรียกคุณว่าพี่ก็ทำตัวดี ๆ สิ”
แน่นอนหากเขาเปลี่ยนแปลงตัวเองสักนิด ตะวันอาจจะยอมเอ่ยเรียกอย่างถนอมน้ำใจก็ได้ จริงอยู่ที่ฐานะของเธอเป็นเพียงลูกหนี้แต่ถ้าเขาใจดีกว่านี้ ใช้คำพูดกับเธอดีกว่านี้ บางทีเธออาจเรียกเขาอย่างให้เกียรติมากกว่านี้
แต่ความจริงกลับไม่ใช่แบบนั้นเลย นอกจากเขาจะทำร้ายเธอสารพัดแล้ว เขายังไม่เคยพูดจาดี ๆ กับเธอสักครั้ง ซ้ำร้ายการกระทำของเขายังทำให้เธอหวาดกลัวมากขึ้นในทุก ๆ วัน
“ทำตัวดี ๆ หมายความว่ายังไง” คิ้วหนาขมวดเข้าหากันอย่างไม่เข้าใจ คำพูดของเธอกลับทำให้ภาคินเกิดความสงสัยขึ้นมา
เขาไม่รู้เลยว่าสิ่งที่เธอพูดหมายถึงอะไร คำว่า ทำตัวดี ๆ สำหรับเธอมันแตกต่างจากสิ่งที่เขาเป็นอยู่มากแค่ไหนกันแน่
“เอาสำลีมาฉันจะทำแผล”
ตะวันไม่ได้ตอบอะไรออกไปทันที เธอเพียงเอ่ยขอสำลีจากเขาเพราะรู้ดีว่าหากปล่อยให้เขาฝืนทำแผลต่อไป มีหวังแผลของเธอคงไม่ได้ดีขึ้นแต่อาจหนักกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ
“กูถามว่าที่บอกให้ทำตัวดี ๆ มันหมายความว่าอะไร”
“อย่างแรกคุณควรเลิกพูดจาหยาบคาย”
“ฝันอยู่เหรอ” ดวงตาคมตวัดมองเธอทันทีด้วยความไม่พอใจราวกับคำพูดของตะวันเป็นเรื่องน่าขัน
ตลอดชีวิตที่ผ่านมา ภาคินไม่เคยมีใครกล้าสั่งให้เขาทำอะไรแบบนี้ สิ่งที่เธอต้องการคงเป็นได้แค่ความฝันเพราะภาคินไม่เคยพูดจาดี ๆ กับใครอยู่แล้ว
“ฉันไม่หวังอยู่แล้ว คุณเป็นคนยังไงฉันรู้ดี”
“ปากดีขนาดนี้คงไม่ต้องทำแผลแล้วมั้ง”
“ฉันเจ็บแผล ให้คุณทำตอนนี้ไม่ได้หรอก”
คำตอบที่ได้ยินทำให้มุมปากของภาคินกระตุกขึ้นเล็กน้อยก่อนที่สายตาคมจะมองเธออย่างมีเลศนัย
“แต่ไม่ได้เจ็บปาก งั้นใช้ปากทำให้กูก็แล้วกัน”
ใบหน้าหล่อกระตุกยิ้มร้ายก่อนที่ภาคินจะขยับตัวมานั่งลงบนเตียงข้าง ๆ ตะวันอย่างไม่รีบร้อน เขาเอนหลังพิงหัวเตียงในท่าทางสบาย ๆ ราวกับเป็นเรื่องธรรมดาก่อนจะยกมือตบลงบนหน้าขาของตัวเองเบา ๆ เป็นเชิงเรียก
ในเมื่อเธอปากดีไม่หยุดแบบนี้ ก็แปลว่าปากของเธอยังใช้งานได้ดี เขาจะถือว่าใจดีสักครั้งไม่ทำอะไรเธอในตอนนี้ อย่างน้อยวันนี้เขาก็อนุโลมให้เธอใช้ปากแทน แทนที่จะต้องใช้ส่วนอื่นของร่างกาย
“หมายความว่ายังไงคะ”
“ใช้ปากให้กู”
“แต่คุณภาคิน”
ตะวันถึงกับอ้ำอึ้งคำพูดติดอยู่ในลำคอ ไม่รู้จะตอบออกมายังไง แน่นอนว่าเธอเข้าใจดีว่าคำพูดของเขาหมายความว่าอะไร
แม้เธอจะไม่เคยผ่านมือผู้ชายคนไหนมาก่อนแต่ก็ไม่ได้ไร้เดียงสาจนไม่รู้เรื่องพวกนี้ เธอรู้ดีว่าต้องทำยังไงและยิ่งรู้ดีว่าตอนนี้เขาต้องการมันมากแค่ไหน
อารมณ์ที่ภาคินแสดงออกมาแทบจะปิดบังไม่มิดตั้งแต่แรกแล้ว ตั้งแต่ตอนที่เขาขึ้นคร่อมเธอ หลังจากที่เธอตอบตกลงไปก่อนหน้านี้
“กูยังใจดีอยู่เลยให้มึงใช้แค่ปาก หากกูใจร้ายกูเอามึงแล้วตะวัน”
“ตอนนี้เหรอคะ”
“ถ้าไม่อยากให้กูเอามึงตอนนี้ ก็รีบมาทำ”
ใบหน้าสวยเม้มปากแน่นด้วยความประหม่า ดวงตาคู่หวานค่อย ๆ ปิดลงราวกับกำลังรวบรวมสติให้ตัวเอง ตะวันสูดลมหายใจลึกก่อนจะค่อย ๆ คลานเข่าเข้าไปหาร่างสูงที่เอนกายนอนพิงหัวเตียงอยู่ตรงหน้า
สายตาคมของภาคินจดจ้องไปที่ร่างเล็กไม่วางตา ท่าทางที่เธอคลานเข่าเข้ามาอย่างเชื่องช้า แม้จะดูธรรมดา แต่กลับเย้ายวนจนทำให้เขารู้สึกไม่เป็นตัวของตัวเอง ลมหายใจหนักขึ้นโดยไม่รู้ตัว
หน้าอกอวบที่ไหวขึ้นลงตามจังหวะการเคลื่อนไหวดึงดูดสายตาเขา ภาคินแทบไม่อาจละสายตาไปมองอย่างอื่นได้ ขณะที่สะโพกอิ่มส่ายไหวเบา ๆ ตามจังหวะร่างกาย ยิ่งทำให้ภาพตรงหน้าชวนมองเสียจนเขาต้องข่มความรู้สึกของตัวเองเอาไว้
กระทั่งร่างเล็กหยุดลงตรงหน้า มือเรียวค่อย ๆ เอื้อมไปลูบไล้ตามขาแกร่งอย่างลังเลก่อนจะเลื่อนสูงขึ้นมาถึงขอบกางเกงของเขา แล้วค่อย ๆ ปลดกระดุมออกอย่างช้า ๆ ด้วยมือที่ยังสั่นเล็กน้อยจากความประหม่า
“คุณช่วยยกตัวขึ้นหน่อย”
แน่นอนว่าภาคินให้ความร่วมมืออย่างดี เขายกตัวขึ้นถอดกางเกงและอันเดอร์แวร์ออกไปพร้อมกัน แก่นกายที่โผล่ออกมามันขยายใหญ่ตั้งแต่เห็นร่างกายของตะวันเคลื่อนไหว
ใบหน้าสวยเบิกกว้าวด้วยความตกใจ ความใหญ่โตของมันเกินกว่าที่เธอเคยเห็นจากคลิปจากเว็บต่าง ๆ มันใหญ่เกินกว่าที่เธอจะรับไหว ใหญ่เกินกว่าแขนของเธอด้วยซ้ำ
“ตาค้างแบบนี้ไม่เคยเห็นของใหญ่หรือไง” ริมฝีปากหยักเอ่ยถามพลางยกยิ้มอย่างพอใจ สายตาคมจับจ้องปฏิกิริยาของเธอไม่วางตา ยิ่งเห็นท่าทางประหม่า มือไม้เก้กังราวกับทำอะไรไม่ถูก เขาก็ยิ่งมั่นใจในคำถามของตัวเอง
“ทะ…ทำไมจะไม่เคย ในเมื่อแบบที่ฉันเจอมาก็ขนาดนี้ทั้งนั้น” คำตอบของเธอทำให้คิ้วเข้มของภาคินเลิกขึ้นเล็กน้อย มุมปากกระตุกยิ้มอย่างมีเลศนัย เธอกำลังโกหกเพราะหากเธอเคยเจอของใหญ่มาจริง ๆ เธอคงไม่มีท่าทางแบบนี้
“งั้นก็เอาเข้าปากให้มิดด้าม”
“กูอยากเห็นเอ็นของกูคาปากของมึงจะแย่”
❤️
มันแทบจะอดใจไม่ไหวแล้วนะ
หนทางจับลูกสาวกิน อยู่ไม่ไกล !