ประตูห้องทำงานไม้หนาถูกผลักเปิดออกอย่างรีบร้อน ร่างสูงใหญ่ของชายคนหนึ่งก้าวเข้ามาพร้อมแรงกดดันที่แผ่ซ่านไปทั่วห้อง สูทสีเข้มที่สวมใส่เรียบเนี้ยบแนบกับสรีระแข็งแกร่ง ใบหน้าคมเข้มไร้อารมณ์แต่ทว่าดวงตาคมกริบคู่นั้นกลับสะท้อนความอันตรายที่ใครต่อใครไม่กล้าสบมอง
ด้านนอกกระจกบานใหญ่คือคาสิโนขนาดมหึมา แสงไฟหลากสีวูบวาบสว่างสไว เสียงชิปกระทบกันดังสลับกับเสียงหัวเราะและคำสบถของนักพนันที่กำลังเสี่ยงโชคแต่ทั้งหมดนั้นเป็นเพียงฉากหลังของอาณาเขตที่เขาควบคุมได้ด้วยปลายนิ้ว
ภาคิน ชายหนุ่มวัยสามสิบสองหยุดยืนกลางห้องก่อนจะปลดกระดุมเสื้อสูทช้า ๆ แล้วนั่งลงบนเก้าอี้หนังตัวใหญ่ราวกับราชาที่กลับคืนสู่บัลลังก์ โต๊ะทำงานเบื้องหน้ามีแฟ้มเอกสารวางเรียงเป็นระเบียบ ตัวเลขหนี้สิน ชื่อคนและชะตากรรมของผู้ที่ก้าวพลาดเข้ามาในโลกของเขา
สำหรับที่นี่ เขาไม่ใช่แค่เจ้าของคาสิโนแต่คือมาเฟียปล่อยเงินกู้ ผู้กุมเกมชีวิตของคนจำนวนมากเอาไว้ในมือเดียว
“มึงไล่มาว่าใครยังไม่ส่งดอก” เสียงเข้มเอ่ยถามมานพลูกน้องที่ยืนอยู่เบื้องหน้า น้ำเสียงเรียบนิ่งแต่แฝงแรงกดดันจนผู้ฟังแทบหายใจไม่ทั่วท้อง
“มีคนเดียวครับนาย”
“ใคร”
“คุณกานต์ดา ตระกูลโชคอนันท์พล” ภาคินขมวดคิ้วเล็กน้อย ชื่อนี้เขาได้ยินซ้ำมาหลายครั้ง คุณนายตระกูลผู้ดีรากหญ้าที่หลงใหลในการพนันจนต้องกู้เงินมาเล่นเพื่อหวังจะได้คืน
“กี่เดือน”
“สามเดือนครับ”
“มึงปล่อยไว้นานขนาดนี้เลย”
“ผมให้เวลาเธอครับนาย เผื่อจะตั้งตัวได้”
“แล้วมันตั้งได้ไหม !”
“ไม่ได้ครับ”
“ยอดเท่าไหร่”
“สิบล้านครับ”
“ดี งั้นกูไปเอง”
ภาคินหัวเราะหึในลำคอพร้อมเอ่ยความต้องการของตัวเองทำเอามานพถึงกับทำหน้าไม่ถูก แม้ปกติการทำสัญญาจะเป็นหน้าที่ของภาคินเสมอแต่การกวาดล้างพวกเบี้ยวหนี้ไม่จำเป็นต้องถึงมือเขา
“นายจะลงมือเองเหรอครับ”
“ครบสามเดือนแล้ว กูควรไปทวงให้มันจำ”
ภาคินปลดกระดุมเสื้อสองเม็ดก่อนพับแขนเสื้อขึ้นอย่างลวก ๆ เขาต้องการไปทำให้มันหวาดกลัวและยื่นข้อเสนอที่กลายเป็นพันธะผูกมัดซึ่งไม่มีทางปฏิเสธได้
“เชิญครับนาย”
รถเอสยูวีสีดำทึบแล่นฝ่าถนนอย่างเงียบงัน ภายในรถมีภาคินนั่งเอนอยู่เบาะหลังด้วยสีหน้าที่คาดเดาอารมณ์ไม่ถูก ดวงตาคมกริบทอดมองออกไปนอกกระจกพร้อมกระตุกยิ้มร้าย ๆ เมื่อรถจอดสนิทหน้าบ้านหลังโตของคนที่ขึ้นชื่อว่าเจ้าของธุรกิจ
ลูกน้องหลายคนก้าวลงมาอย่างเป็นระเบียบพร้อมด้วยร่างสูงทรงอำนาจเดินตามลงมา เขาไม่ต้องเอ่ยคำสั่งใด ๆ ลูกน้องทุกคนก็กรูเข้าไปในบ้านด้วยความเข้าใจ เริ่มขนของมีค่าออกมา ทั้งทีวี ตู้เย็น เครื่องใช้ไฟฟ้าที่พอมีราคา
เสียงข้าวของกระแทกกันดังปะปนกับเสียงหายใจสั่นของหญิงวัยกลางคนที่วิ่งลงมาจากชั้นสองด้วยท่าทางเหนื่อยหอบ เธอยืนตัวแข็งทื่อมองภาคินด้วยความหวาดกลัว
ชื่อเสียงของผู้ชายคนนี้เลื่องลือแค่ไหนทุกคนรู้ดี ความโหดเหี้ยมอำมหิตแฝงอยู่ในสายเลือดไม่ต่างจากมัจจุราชร้ายที่พร้อมคร่าชีวิต
“หนี้ไม่ใช่ของเล่นที่มึงจะผลัดแล้วผลัดเล่า” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยช้า ๆ แต่หนักแน่นราวกับตอกย้ำทุกถ้อยคำให้ฝังลึกลงในหัวใจ
ในตอนนี้กานต์ดานักธุรกิจเจ้าของตระกูลผู้มั่งคั่งอย่างโชคอนันท์พลทรุดตัวลงกับพื้น ก้มหน้ายกมือไหว้ด้วยความหวาดผวา
“อย่าทำแบบนี้เลย ฉันกำลังหาเงินอยู่”
“หาหรือเอาไปเล่นต่อ”
“ฉันพยายามหาแล้วจริง ๆ ฮึก…ช่วงนี้ธุรกิจแย่จนฉันหาเงินไม่ทัน”
ภาคินแสยะยิ้มแทบกลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่กับคำโกหกที่ได้ยิน ธุรกิจไม่ได้แย่แต่มันพังเพราะเงินหมุนของบริษัทถูกเอาไปโยนลงบ่อน ติดพนันราวกับผีสิงถอนตัวไม่ขึ้นและยังกล้าก่อหนี้เพิ่มไม่รู้จบ
“รู้ไหมว่ากูเกลียดคนโกหก คิดว่ากูไม่รู้หรอกว่ามึงมันติดพนันเอาเงินไปเล่นจนเสียแต่ก็ยังมากู้เพิ่ม”
“กูให้โอกาสมึงมาแล้วสามเดือน ของที่ลูกน้องกูขนออกมาตอนนี้มึงรู้ใช่ไหมว่ามันไม่ได้เศษเสี้ยวของเงินที่มึงกู้กูไป”
ปืนสีดำขลับเงาวับถูกหยิบขึ้นจากบั้นเอวก่อนที่ภาคินจะยกมันขึ้นจ่อไปยังศีรษะของคนตรงหน้า ในตอนนี้เขาไม่ได้ขู่ ระยะเวลาสามเดือนที่ให้ไปนั้นนานเกินพอแล้ว หากยังมีชีวิตอยู่ต่อแต่ไร้ปัญญาใช้หนี้ ก็สู้ตายไปให้มันลบล้างหนี้เสียยังดีกว่า
“ขะ…ขอร้องนะคะคุณภาคิน ฉันจะหาเงินมาใช้หนี้ให้เร็วที่สุด”
“โอกาสมีสามเดือนทำไมมึงไม่คิด กูไม่ใช่คนใจบุญที่ชอบทำทาน”
สิ่งเดียวที่ภาคินต้องการมีเพียงสองทางเลือกนั่นคือเงินเต็มจำนวนหรือชีวิตของคนกู้ หากไม่มีปัญญานำเงินต้นมาคืน อย่างน้อยก็ต้องก้มหน้าหาดอกและเมื่อถึงทางตัน ทางเลือกของชีวิตคนกู้ ภาคินจะเป็นคนตัดสินให้เอง
แต่ทว่าในขณะนั้นประตูบ้านก็ถูกเปิดออก เด็กสาวร่างเล็กในชุดนักเรียนยืนชะงัก ตัวสั่น ดวงตาเบิกกว้าง เมื่อเห็นชายแปลกหน้ากำลังยกปืนจ่อศีรษะแม่ผู้เป็นที่รักท่ามกลางบ้านที่พังเละเทะ
สายตาของภาคินหันมาประสานกับเธอในวินาทีนั้น ความนิ่งเฉียบพลันเข้าครอบงำอากาศ มีเพียงรอยยิ้มร้าย ๆ ที่ผลุดขึ้นบนใบหน้าหล่อ ภาคินรู้ดีเลยว่าเด็กผู้หญิงคนนี้คือใครก็คงไม่พ้นลูกสาวคนเดียวของบ้าน
“กรี๊ด…แกทำอะไรแม่ฉัน”
“ไอ้ชั่ว เอาปืนลงเดี๋ยวนี้ !”
เสียงกรีดร้องของตะวันดังลั่น หัวใจร่วงวูบเมื่อภาพตรงหน้าสร้างความหวาดกลัวเกินรับไหว สองขาเรียวพุ่งเข้าไปหมายแย่งปืนที่จ่อศีรษะแม่แต่ร่างของเธอกลับถูกลูกน้องของภาคินฉุดรั้งไว้แน่น
“รู้ไหมว่าแม่มึงเป็นหนี้” ภาคินเอ่ยถามด้วยแววตานิ่งเรียบแต่น้ำเสียงกดดันจนแทบทำให้หายใจไม่ออก ปลายปืนไม่ได้จ่อที่ศรีษะของกานต์ดาแต่ค่อย ๆ หันไปหาตะวันคนที่เขากำลังพูดด้วย
“เท่าไหร่ ฉันจะหามาคืนคุณทุกบาททุกสตางค์”
“แต่ฉันขอร้องได้โปรดอย่าทำแม่ของฉัน”
ในวินาทีนั้นต่อให้ต้องแลกด้วยอะไรตะวันก็ยอม เธอรู้ดีว่าแม่ทำทุกอย่างเพื่อให้ครอบครัวอยู่รอดและเพื่อพยุงธุรกิจที่พ่อทิ้งไว้ให้ได้เดินหน้าต่อ
“สิบล้านที่แม่ของมึงกู้ไปจากกู มึงมีปัญญาหาเงินมาคืนไหมละเด็กน้อย”
“แต่แม่ของฉันส่งดอก คุณหรือเปล่าที่มันหน้าเลือดขูดรีดคนกู้ ใจยักษ์ใจมาร โหดเหี้ยมกอำมหิตไม่เว้นแม้แต่คนแก่”
“ระวังปากหน่อยก็ดี ถ้ายังอยากอยู่จนแก่ตายเพราะหากกูลั่นไกขึ้นมา กูไม่ยิงแค่แม่ของมึงแต่กูจะยิงมึงด้วย”
❤️
กรี๊ดดด…เปิดมาก็ชั่วเลย
พระเอกทรงนี้ ธงแดง 🚩 ขนาดนี้ ตอนจบโบ้ทุกราย