สุรางค์รัตน์อดรู้สึกร้อนวูบไปตามแขนของเธอไม่ได้ หญิงสาวรู้สึกราวกับกระแสไฟฟ้าแล่นผ่านไปทั่วเรือนร่างของหล่อน
สุรางค์รัตน์คลี่ยิ้มและยอมให้ชายหนุ่มพาออกมาด้านนอกแต่โดยดีราวกับเป็นคู่รักข้าวใหม่ปลามัน ทิ้งให้เจ้าหน้าที่ยืนมองความรักหวานชื่นของหนุ่มสาวอย่างอิจฉาตาร้อน
อากาศร้อนระอุหากแต่สุรางค์รัตน์ยังอยู่ในอากัปกิริยายืนนิ่งท่ามกลางแสงแดดที่เริ่มตกกระทบหมวกของหล่อน
ธนนนท์กระแอมไอเล็กน้อยอย่างยั่วประสาทหญิงสาว เรียวปากบางของชายหนุ่มขยับขึ้นอย่างรวดเร็ว
“เซ็นสัญญาแล้วก็ขึ้นรถซิ เดี๋ยวผมไปส่ง” เสียงเข้มของชายหนุ่มเอ่ยกำชับแกมสั่ง
“ไม่เป็นไรค่ะ ออยกลับเองได้” สุรงค์รัตน์เอ่ยด้วยสีหน้ามุ่ยดวงหน้าหวานงอง้ำกว่าเดิม
อากัปกิริยาเมื่อครู่ของสุรางค์รัตน์ทำให้ชายหนุ่มคนที่แอบลอบมองยกยิ้มอย่างขำขัน ทว่าเวลานี้ธนนนท์จำเป็นต้องแสร้งตีหน้าบึ้งใส่หญิงสาว
“เป็นสามีภรรยากันแล้วคนอื่นจะว่าไม่ดีเอาได้” เสียงเข้มเอ่ยปรามอารมณ์สุรางค์รัตน์ที่เอาแต่ใจในเวลานี้
“ขึ้นรถซิ” คนร่างยักษ์เอ่ยพลางเปิดประตูรถให้สุรางค์รัตน์ด้วยสีหน้าบึ้งตึง
“ก็ได้” สุรางค์รัตน์ถอนหายใจอย่างกลัดกลุ้ม หญิงสาวสาวเท้าขวาพลางก้าวขึ้นรถยนต์คันหรูอย่างรวดเร็ว
สุรางค์รัตน์หย่อนก้นลงนั่งบนเบาะหนานุ่มแล้วพิงหลังลง
หญิงสาวอดรู้สึกไม่ได้ว่าเวลานี้เธอช่างสบาย ธนนนท์ปิดประตูรถลงอย่างเงียบเชียบ
เขาก้าวขึ้นมาบนรถข้างที่นั่งคนขับข้างหญิงสาว เรียวปาก
บางเอ่ยเรียกหญิงสาวแกมสั่ง
“คาดเข็มขัดสิ” ธนนนท์เอ่ยขึ้น
“คาดก็ได้” หญิงสาวเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเข้ม สุรางค์รัตน์อด
นึกโมโหในใจไม่ได้
ไวเพียงชั่วขณะความคิด ดวงหน้าคมคายโน้มเข้ามาใกล้ใบหน้าสวยชายหนุ่มเผลอสบสายตากับหญิงสาวอย่างไม่ทันตั้งตัว อารามตกใจทำให้ธนนนท์เบือนหน้าหนีทันที
“นายเป็นอะไร” สุรางค์รัตน์ที่เพิ่งอายุครบ 22 ปีบริบูรณ์เอ่ย
ถามเขาอย่างไม่เข้าใจ
“ต่อไปนี้เรียกฉันว่าเฮียนนท์” เสียงเข้มของธนนนท์เอ่ย
กำชับเธอด้วยใบหูแดงเรื่อ
“ทำไมต้องให้เรียกเฮียด้วย” สุรางค์รัตน์เอ่ยถามอย่างสงสัย
“ก็ฉันอยากให้เธอเรียก” ธนนนท์เอ่ยขึ้น พลางยักคิ้วข้าง
หนึ่งอย่างยั่วอารมณ์ของหญิงสาว
“ก็ได้” สุรางค์รัตน์เอ่ยเสียงห้วนกว่าเดิม
รถคันหรูแล่นทะยานออกไปแล้ว หากแต่เวลานี้สุรางค์รัตน์
ยังคงนั่งอารมณ์เสียข้างคนขับรถผู้หล่อเหลาราวเทพบุตร
“เป็นอะไรนั่งหน้าบูด” เสียงเข้มของธนนนท์เอ่ยขึ้นขณะขับ
รถยนต์คันหรูให้หญิงสาวนั่ง
“เปล่า” สุรางค์รัตน์ตอบเขาเสียงเข้ม
“เหรอ” ธนนท์เอ่ยถามอย่างเลียนเสียงของเธอ
“ค่ะ” สุรางค์รัตน์กระแทกเสียงใส่ชายหนุ่ม
“ถามดี ๆ ก็ตอบดี ๆ ซิครับ” ธนนนท์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียง
ไม่พอใจหญิงสาวเล็กน้อย
“ต่อไปนี้เธอต้องมาอยู่กับฉันที่บ้านใหม่” มาเฟียหน้าหล่อ
เอ่ยขึ้น ท้ายประโยคชายหนุ่มแสร้งเอ่ยเสียงดุ
“รู้แล้วค่ะ” สุรางค์รัตน์กล่าวอย่างอารมณ์เสียไม่น้อย
“รู้ก็ดี…ต่อไปก็ทำหน้าที่ของเธอด้วยล่ะ” ธนนนท์กล่าวด้วย
สีหน้าราบเรียบ หากแต่ลมหายใจของหญิงสาวกระตุกขึ้นมาอย่างลืมตัว
“แล้วพ่อกับน้องชายฉันล่ะ” สุรางค์รัตน์เอ่ยถามธนนนท์อย่างกังวลใจ
“พวกเขาสบายดีอย่างแน่นอน เพราะเธอก็เซ็นสัญญากับฉันแล้ว ผมรับรองได้” ธนนนท์เอ่ยขึ้นด้วยใบหน้าถมึงทึง
สุรางค์รัตน์นั่งเงียบไปตลอดทาง รถยนต์คันหรูแล่นผ่านเข้าไปในรั้วบ้านใหม่หลังโตอย่างรวดเร็ว
กระจกของรถยนต์คันหนึ่งกดลงโดยนิ้วเรียวของหญิงสาว ใบหน้าสวยยื่นหน้าออกไปมองทิวทัศน์รอบบ้านอย่างตื่นตะลึง
ดวงตากลมโตแป๋วของหญิงสาวจับจ้องมองไปยังลานกว้างที่มีบ่อน้ำพุตั้งอยู่ เสียงน้ำซ่านกระเซ็นไม่อาจทำให้สุรางค์รัตน์ละสายตาจากลานกว้างใหญ่ได้เลย
“ถึงแล้ว” ธนนนท์เอ่ยขึ้นเพื่อเรียกสติของหญิงสาวที่ยังไม่
ยอมลงจากรถยนต์คันหรูของเขาซะที
“ที่นี่เหรอ” สุรางค์รัตน์เอ่ยถามมาเฟียหนุ่มหล่อด้วยสีหน้าตื่นตะลึง
“ใช่นี่แหละบ้านใหม่ของเธอ” มาเฟียหนุ่มกล่าวพลางลอบมองอากัปกิริยาของหญิงสาวอย่างนึกขันในใจ
บรรยากาศรอบบ้านน่ารื่นรมย์เกินไปสำหรับสุรางค์รัตน์ เธอเพิ่งสังเกตว่าบ้านหลังนี้ใหญ่เกินกว่าจะอยู่คนเดียวได้
“นี่บ้านหรือสวนสนุกนะ” สุรางค์รัตน์อดประชดประชันไม่ได้ หญิงสาวเดินไปรอบ ๆ บ้านหลังโตอย่างประหลาดใจ
ตั้งแต่เกิดมาหญิงสาวไม่เคยเห็นบ้านรูปทรงลักษณะประหลาดตาแบบนี้ที่ไหนมาก่อน สุรางค์รัตน์อดมองบ้านทรงสี่เหลี่ยมด้วยความประหลาดใจไม่ได้
อาคารรูปทรงสี่เหลี่ยมคล้ายกล่องลูกบาศก์ หากแต่ขนาดยาวกว่ามากถึงเท่าตัวตั้งตระหง่านเรียงร้อยต่อกันเป็นชั้นสูงพอประมาณ
ดวงตาคู่กลมโตสุกใสของสุรางค์รัตน์เหลือบมองเห็นผืนน้ำเปล่งประกายในสระว่ายน้ำขนาดกว้างเท่ากับขนาดของสี่เหลี่ยมลูกบาศก์สองลูกต่อกัน
แววตาของหญิงสาววาววับยามเมื่อเห็นผีเสื้อตัวหนึ่งบนดอมดมมวลหมู่ดอกไม้ที่ถูกปลูกไว้อยู่ซุ้มกอเดียวกัน
ปีกของผีเสื้อสีขาวพิสุทธิ์บินฉวัดเฉวียนไปกับสายลมที่พัดโชยกลิ่นมวลบุปผาให้แตะจมูกของสุรางค์รัตน์อย่างจัง
“กลิ่นหอมจัง กลิ่นเหมือนดอกดารารัตน์” เสียงหวานเอ่ยขึ้นยามเมื่อเหลือบมองเห็นดอกแดฟโฟดิลสีเหลืองเบ่งบานตระการตาชูปลิวไสวล้อผีเสื้อปีกสีขาวพิสุทธิ์
ความสงสัยใคร่รู้ระคนความประหลาดใจทำให้รองเท้าส้นสูงของสุรางค์รัตน์ก้าวย่ำบริเวณพื้นหญ้าเขียวขจีที่ธนนนท์หวงแหนทันที
“ว้าว…มีผีเสื้อสีขาวด้วย” สุรางค์รัตน์เอ่ยน้ำเสียงสดใส แววตาของหญิงสาวเปล่งประกายระยับ
มือเรียวบางของสุรางค์รัตน์เอื้อมไปยังดอกดารารัตน์ที่ชูช่อไสวหมายจะคว้าหมับเจ้าผีเสื้อตัวร้ายที่หญิงสาวโปรดปราน
“มานี่มา มาให้จับซะดีดี” เสียงหวานสดใสเอ่ยขึ้น ท้ายประโยคหญิงสาวเอ่ยเสียงเข้ม
ผีเสื้อตัวใหญ่บินวนไปมาทำให้หญิงสาวออกแรงจับผีเสื้อสีขาวหลายครั้งทว่า ครั้งนี้หญิงสาวก็ไม่ลดละความพยายาม
สุรางค์รัตน์กระโดดสุดตัวแล้วออกแรงเหวี่ยงฟาดมือออกไปหมายจะจับตายผีเสื้อปีกสีขาวสวยตัวนั้น หญิงสาวคิดจะลงโทษผีเสื้อปีกขาวสีเดียวที่ดื้อด้านกับเธอ
“โอ๊ย” เสียงเข้มของธนนนท์เอ่ยขึ้นอย่างเกรี้ยวกราดเมื่อหญิงสาวที่เขาพามาดันฟาดเข้าที่ศีรษะของเขาอย่างจัง
“ว้าย ขอโทษค่ะ” สุรางค์รัตน์หันไปขอโทษเจ้าของต้นเสียงอย่างไม่หันไปมองหน้าของชายหนุ่ม
“ออย เฮียนนท์เอง” เสียงเข้มของธนนนท์เอ่ยขึ้นอย่างดุดันพลางจับใบหน้าของหญิงสาวที่หลับตาให้หันมาทางตนเอง
เพียงแค่ปลายนิ้วมือของธนนนท์สัมผัสกับใบหน้านวลผ่องหมดจดของหญิงสาวทำให้สุรางค์รัตน์ลืมตาขึ้นมาทันที
นัยน์ตากลมโตของหญิงสาวสบสายตากลับดวงตาเรียวรีอย่างไม่ทันตั้งตัว ราวกับเวลาบนโลกหยุดหมุน ธนนนท์รู้สึกเหมือนกระแสไฟฟ้าแล่นผ่านเรือนกายของเขา
ดวงหน้าสวยคมของสุรางค์รัตน์อยู่ใกล้ชายหนุ่มแค่คืบ เรียวปากชวนหลงใหลของหญิงสาวมิอาจทำให้ชายหนุ่มอดทนรอได้อีกต่อไป