เสียงฝีเท้าหนักๆ ที่บดขยี้กิ่งไม้แห้งดังตามมาติดๆ ราวกับมัจจุราชที่กำลังเดินเล่นในสวนหลังบ้าน รินรดา วิ่งกระหืดกระหอบจนปอดแทบจะฉีกขาด ความเย็นของอากาศดอยในยามค่ำคืนบาดลึกเข้าไปในทุกลมหายใจ ทั่วทั้งป่าสนมืดมิดมีเพียงแสงจันทร์สลัวที่ลอดผ่านกิ่งไม้หนาทึบลงมาเพียงน้อยนิด
พรึ่บ!
เท้าของเธอสะดุดเข้ากับรากไม้ใหญ่จนเสียหลักล้มลง ร่างบางไถลไปกับพื้นดินที่ปกคลุมด้วยใบไม้แห้ง ความเจ็บปวดแล่นพล่านไปทั่วหัวเข่าและฝ่ามือ แต่ความกลัวที่พุ่งทะลุปรอททำให้เธอไม่มีเวลาแม้แต่จะครางออกมา รินรดารีบตะเกียกตะกายพิงหลังเข้ากับต้นสนขนาดใหญ่ นัยน์ตาเบิกกว้างจ้องมองไปในความมืดเบื้องหน้าด้วยความหวาดผวา
แกร่ง... แกร่ง...
เสียงโซ่เหล็กที่ยังคงคล้องอยู่ที่ข้อมือหนาของมันลากไปตามพื้นหินและรากไม้ ดังกังวานเป็นจังหวะที่น่าขนลุก ทันใดนั้น เงาร่างมหึมาก็ค่อยๆ ปรากฏขึ้นจากม่านหมอกสีขาวนวล หมาป่าสีเทาเงินขนาดยักษ์ ยืนตระหง่านอยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่เมตร นัยน์ตาสีครามวาวโรจน์ของมันจ้องมองตรงมาที่เธอ... มันไม่ใช่สัตว์ป่าธรรมดา แต่มันดูน่าเกรงขามและเต็มไปด้วยรังสีคุกคามจนเธอแทบหยุดหายใจ
“อย่า... อย่าเข้ามานะ!”
เสียงของเธอแหบพร่าและสั่นเครือ รินรดาพยายามใช้มือยันตัวถอยหนี แต่แผ่นหลังกลับติดแน่นกับเปลือกไม้สากๆ สัตว์ร้ายย่างสามขุมเข้ามาหาช้าๆ ลมหายใจร้อนผ่าวที่พ่นออกมาจากจมูกสีดำสนิทกลายเป็นไอฝ้าสีขาวท่ามกลางอากาศเย็น เธอมองไม่เห็นความเป็นมนุษย์ในดวงตาคู่นั้นเลย มีเพียงสัญชาตญาณนักล่าที่กำลังต้อนเหยื่อให้จนมุม
ปึก!
กรงเล็บแหลมคมข้างที่มีโซ่ติดอยู่ตะปบลงบนต้นไม้เหนือศีรษะของเธอจนเปลือกไม้แตกกระจาย มันโน้มใบหน้ามหึมาลงมาจนลมหายใจร้อนๆ เป่ารดพวงแก้ม รินรดาหลับตาปี๋ ร่างกายสั่นสะทกจนคุมไม่ได้ ความกลัวเกาะกินไปถึงขั้วหัวใจ เธอมั่นใจว่าคืนนี้เธอคงไม่รอดจากคมเขี้ยวของอสูรกายตนนี้แน่ๆ
แต่แล้ว... สัมผัสที่ได้รับกลับไม่ใช่ความเจ็บปวด
ลิ้นสากๆ ที่เปียกชื้นของมันไล้ไปตามข้างแก้มที่นองด้วยน้ำตาของเธอเบาๆ ก่อนจะมาหยุดนิ่งอยู่ที่ซอกคอระหง กลิ่นสาบป่าที่ดิบเถื่อนผสมกับกลิ่นกายบางอย่างที่เธอ ‘รู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด’ แต่นึกไม่ออกว่าคืออะไร มันรุนแรงจนเธอเริ่มมึนหัว
“กรรร...”
เสียงคำรามต่ำในลำคอของมันฟังดูคล้ายความหึงหวงและแสดงความเป็นเจ้าของ รินรดาสัมผัสได้ถึงความร้อนจากแผงอกกว้างที่ปกคลุมด้วยขนหนานุ่มที่เบียดเสียดเข้ามาหาตัวเธอ พละกำลังมหาศาลจากร่างกายนั้นกดทับจนเธอแทบจะหายใจไม่ออก เธอยังคงไม่รู้ว่าสัตว์ร้ายตัวนี้คือตัวอะไแต่มันกลับไม่ยอมทำร้ายเธออย่างที่ใจคิด
ในความมืดมิดและเสียงหัวใจที่เต้นรัว รินรดารู้เพียงอย่างเดียวว่า... เธอได้ตกเป็น 'เหยื่อ' ของอสูรกายตนนี้โดยสมบูรณ์แล้ว
รอยแผลและคำลวง
แสงอาทิตย์รำไรที่ลอดผ่านม่านสีมุกเข้ามาทำให้ รินรดา ค่อยๆ ขยับเปลือกตาที่หนักอึ้ง ความทรงจำสุดท้ายของเธอคือความมืดมิด กลิ่นสาบป่าที่ดิบเถื่อน และสัมผัสจากขนหนานุ่มที่โอบรัดร่างเธอไว้ท่ามกลางความหนาวเหน็บ เธอจำได้ว่าตัวเองกลัวจนถึงขีดสุดก่อนที่สติจะดับวูบไป
แต่ตอนนี้... เธอกลับนอนอยู่บนเตียงหนานุ่มในบ้านพักป่าไม้ กลิ่นหอมอ่อนๆ ของผ้าห่มที่ซักสะอาดต่างจากกลิ่นในฝันร้ายนั่นอย่างสิ้นเชิง
“ฟื้นแล้วเหรอ?”
เสียงทุ้มต่ำที่คุ้นเคยทำให้รินรดาสะดุ้งโหยง เธอยันตัวลุกขึ้นนั่งอย่างรวดเร็ว ก่อนจะพบว่า อัคคี นั่งอยู่บนเก้าอี้ข้างเตียง ในมือเขามีแก้วกาแฟที่ยังมีควันกรุ่น แต่สิ่งที่ทำให้ดวงตาของเธอเบิกกว้างไม่ใช่การปรากฏตัวของเขา... แต่เป็นสภาพของเขาต่างหาก
รอยปริศนาบนกายชายหนุ่ม
อัคคีสวมเพียงกางเกงขายาวตัวเดียว ท่อนบนที่เปลือยเปล่าเผยให้เห็นมัดกล้ามแข็งแกร่ง แต่ที่น่าตกใจคือ รอยขีดข่วนยาวหลายแห่ง ตามแผงอกและต้นแขน รอยเหล่านั้นยังดูใหม่และแดงก่ำ ราวกับเพิ่งไปฟัดกับสัตว์ร้ายหรือฝ่าพงหนามที่รุนแรงมา
“คุณอัคคี... เกิดอะไรขึ้นกับคุณ? แล้วฉัน... ฉันกลับมาที่นี่ได้ยังไง?”
เธอกวาดสายตามองเขาด้วยความสับสนและระแวง ในหัวของเธอยังมีภาพใบหน้าของหมาป่ายักษ์นัยน์ตาสีครามซ้อนทับอยู่
“ผมไปเจอคุณนอนสลบอยู่ชายป่า” เขาตอบสั้นๆ น้ำเสียงเรียบนิ่งจนน่าประหลาด “รอยพวกนี้ก็แค่กิ่งไม้บาดตอนที่ผมแบกคุณกลับมา ทางมันรก”
“แต่มันดูเหมือน... เหมือนรอยเล็บ” รินรดาขยับเข้าไปใกล้ ขมวดคิ้วมองรอยแผลที่ไหล่ของเขา “แล้วหมาป่าตัวนั้นล่ะ? คุณเห็นมันไหม? มันตัวใหญ่มาก มันเกือบจะ...”
“ที่นี่ไม่มีหมาป่าหรอกรินรดา” อัคคีตัดบททันควัน นัยน์ตาสีครามของเขาไหววูบไปชั่วครู่ก่อนจะกลับมาแข็งกร้าว “คุณคงจะช็อกจนตาฝาดไปเอง หรือไม่ก็ภาพหลอนเพราะอากาศข้างบนนั่นมันเบาบาง”
รินรดาเม้มริมฝีปากแน่น เธอรู้ดีว่าสิ่งที่เธอเห็นไม่ใช่ภาพหลอน สัมผัสของลิ้นสากที่ไล้บนแก้มเธอยังคงทิ้งความรู้สึกอุ่นวาบอยู่เลย
อัคคีไม่สบตาเธอ เขาหันไปหยิบเสื้อเชิ้ตมาสวมทับเพื่อปกปิดรอยแผลเหล่านั้นอย่างรวดเร็ว
บนข้อมือของเขามีรอยแดงช้ำเป็นวงกลม เหมือนถูกของแข็งบางอย่างรัดไว้อย่างรุนแรง... เหมือนรอยจากโซ่
“พักผ่อนซะ ถ้าหายดีแล้วฉันจะให้คนไปส่งเธอที่ตีนดอย ที่นี่ไม่ปลอดภัยสำหรับเธอ”
เขากล่าวทิ้งท้ายก่อนจะเดินออกจากห้องไป ทิ้งให้รินรดาจมอยู่กับความสงสัยที่เพิ่มพูนขึ้นทุกขณะ สัญชาตญาณบางอย่างบอกเธอว่า ผู้ชายที่เพิ่งเดินออกไปกับอสูรกายในป่าลึก... อาจจะมีบางอย่างที่เชื่อมถึงกัน