ความอึดอัดภายในบ้านพักที่เต็มไปด้วยความลับทำให้ รินรดา ไม่อาจข่มตานอนต่อได้ เมื่อมั่นใจว่าอัคคีเดินเลี่ยงไปทางท้ายไร่ เธอจึงตัดสินใจสวมเสื้อคลุมแล้วย่องออกจากห้องพัก หวังจะสูดอากาศหายใจให้เต็มปอดและหาทางทำความเข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น
ที่บริเวณเรือนครัวหลังใหญ่ เธอพบกับ ป้าบัว หญิงชราคนเก่าแก่ที่ดูแลบ้านพักแห่งนี้มานาน ป้าบัวกำลังนั่งคัดสมุนไพรบางอย่างอยู่ท่ามกลางแสงตะเกียงสลัวๆ ใบหน้าที่มีรอยเหี่ยวย่นนั้นดูเคร่งเครียดและปากก็พึมพำบทสวดบางอย่างที่รินรดาไม่เข้าใจ
“ป้าคะ...” รินรดาเอ่ยทักเบาๆ ทำให้หญิงชราสะดุ้งจนสมุนไพรเกลื่อนกระจาย
“ว้าย! คุณตกอกตกใจหมดเลยลูก ฟื้นแล้วหรือคะ? ทำไมไม่นอนพักล่ะ” ป้าบัวรีบเก็บของพลางมองสำรวจใบหน้าหญิงสาวด้วยแววตาที่เป็นห่วง... และมีความหวาดกลัวบางอย่างแฝงอยู่
คำบอกเล่าที่น่าหวาดหวั่น
“ฉันนอนไม่หลับค่ะป้า... ป้าคะ เมื่อคืนฉันเห็นหมาป่าตัวใหญ่มากในป่า มัน... มันดูไม่เหมือนสัตว์ทั่วไปเลย” รินรดาทรุดตัวลงนั่งใกล้ๆ “คุณอัคคีบอกว่าฉันตาฝาด แต่ฉันเห็นรอยแผลที่ตัวเขา ป้าพอจะบอกฉันได้ไหมคะว่าที่นี่เกิดอะไรขึ้นกันแน่?”
ป้าบัวชะงักมือที่กำลังขยับ เธอเงียบไปครู่ใหญ่ก่อนจะถอนหายใจยาว แววตาสั่นระริกเมื่อมองไปยังทิศทางของป่าลึก
“มันคือ ‘คำสาปสายเลือด’ ค่ะคุณหนู...” ป้าบัวกระซิบเสียงแผ่ว “คนเก่าคนแก่เขาเล่ากันว่า ตระกูลของนายท่านไม่ได้เริ่มต้นเหมือนคนทั่วไป บรรพบุรุษของท่านเคยทำสัญญากับเจ้าป่าเจ้าเขาเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจและพละกำลัง... แต่มันมีราคาที่ต้องจ่าย”
“ราคาอะไรคะ?” รินรดาถามด้วยหัวใจที่เต้นรัว
“ผู้ชายทุกคนในสายเลือดนี้... เมื่อถึงเวลาที่จันทร์เต็มดวง หรือเมื่อมีอารมณ์โกรธแค้นจนถึงที่สุด สัญชาตญาณดิบที่ถูกฝังไว้จะตื่นขึ้น พวกเขาจะไม่ใช่คน แต่เป็น ‘อสูร’ ที่หิวกระหายและทรงพลัง ใครที่เข้าไปขวางทางมัน... มักไม่มีใครรอดกลับมา”
เหยื่อที่ถูกเลือก
รินรดารู้สึกเหมือนเลือดในกายเย็นเฉียบ “แล้ว... คุณอัคคี?”
“คุณชายอัคคีเป็นคนน่าสงสารค่ะ ท่านพยายามต่อสู้กับมันมาตลอด ถึงได้ชอบเก็บตัวอยู่บนดอยเงียบๆ แบบนี้” ป้าบัวจับมือรินรดาไว้แน่น “แต่คุณหนูต้องระวังนะคะ... ตำนานยังบอกอีกว่า อสูรพวกนี้มักจะเลือก ‘คู่’ ของตัวเอง และถ้ามันเลือกใครแล้ว มันจะผูกพันทางจิตวิญญาณ... มันจะหวงแหนและกักขังผู้หญิงคนนั้นไว้ไม่ให้เห็นเดือนเห็นตะวัน”
คำพูดของป้าบัวทำให้รินรดานึกถึงสัมผัสที่ซอกคอเมื่อคืน... เสียงคำรามที่ไม่ได้หมายจะเอาชีวิต แต่มันคือการ ‘ตีตราจอง’ “กรรร...”
เสียงคำรามต่ำๆ ดังขึ้นจากทางด้านหลังเรือนครัว ทั้งสองคนสะดุ้งสุดตัว เมื่อหันไปมองก็พบกับ อัคคี ที่ยืนพิงกรอบประตูอยู่ เงาของเขาทอดทับลงมาปิดบังแสงตะเกียงจนมืดมิด นัยน์ตาสีครามจ้องเขม็งมาที่ป้าบัวด้วยความไม่พอใจ
“ป้าบัว... งานในครัวเสร็จแล้วไม่ใช่เหรอ?” น้ำเสียงของเขาเย็นเยียบจนน่าขนลุก
ป้าบัวรีบก้มหน้าหลบตาแล้วเลี่ยงออกไปทันที ทิ้งให้รินรดายืนอยู่ตามลำพังกับชายหนุ่มที่เธอเพิ่งรู้ว่า... เขาอาจไม่ใช่คนอย่างที่เธอคิด
บรรยากาศในเรือนครัวหนักอึ้งขึ้นมาทันทีเมื่อเงาของอัคคีทาบทับลงมา ความหวาดกลัวและความสงสัยตีรวนอยู่ในอกของรินรดา แต่ความดื้อรั้นและอยากรู้ความจริงกลับมีมากกว่า เธอจึงตัดสิเธอจึงตัดสินใจทำในสิ่งที่เสี่ยงที่สุด
ไม่หลบตาเขา เธอรวบรวมความกล้าแล้วก้าวเข้าไปหาชายหนุ่มจนเกือบชิดแผงอกที่เพิ่งสวมเสื้อเชิ้ตทับไว้ แววตาของเธอนิ่งสนิทแต่เต็มไปด้วยคำถาม
“คุณอัคคี... ป้าบัวบอกฉันเรื่องตำนานตระกูลของคุณ เรื่องอสูรที่ถูกสาป” เธอกล่าวเสียงเรียบแต่หนักแน่น “คุณบอกว่าฉันตาฝาด คุณบอกว่ารอยบนตัวคุณคือกิ่งไม้บาด... ถ้าอย่างนั้น ช่วยโชว์ ‘ข้อมือ’ สองข้างของคุณให้ฉันดูหน่อยได้ไหมคะ? รอยกิ่งไม้แบบไหนที่มันวนรอบข้อมือเหมือนถูกล่ามโซ่ขนาดนั้น!”
อัคคีชะงักไป ดวงตาคู่คมวาวโรจน์ขึ้นด้วยโทสะที่ระคนไปด้วยความเจ็บปวด เขาแค่นยิ้มเย็นที่มุมปากก่อนจะขยับเข้าหาเธอด้วยความเร็วที่เหนือมนุษย์
ความใกล้ชิดที่อันตราย
หมับ!
มือหนาคว้าหมับเข้าที่ข้อมือเล็กของรินรดาแล้วดึงเข้าหาตัวอย่างแรง จนแผ่นหลังของเธอไปชนกับขอบโต๊ะไม้ อัคคีโน้มตัวลงมาจนปลายจมูกแทบจะชนกัน กลิ่นอายดิบเถื่อนที่เธอจำได้จากในป่าพุ่งเข้าปะทะประสาทสัมผัสอีกครั้ง เขาถกแขนเสื้อเชิ้ตขึ้น เผยให้เห็นรอยไหม้และรอยช้ำสีม่วงคล้ำที่วนรอบข้อมือหนา... รอยจากโซ่เหล็กอย่างไม่ต้องสงสัย
“อยากรู้มากนักใช่ไหม?” เขาคำรามกระซิบชิดริมฝีปากเธอ ลมหายใจร้อนผ่าว “ถ้าฉันเป็นอสูรจริงๆ... ถ้าตำนานที่ป้าบัวเล่ามันคือเรื่องจริง เธอจะยังกล้ายืนอยู่ตรงนี้ไหมรินรดา? จะไม่วิ่งหนีเหมือนเหยื่อตัวสั่นๆ ที่ฉันเจอในป่าเมื่อคืนงั้นเหรอ?”
รินรดาใจเต้นรัวจนแทบจะกระดอนออกมานอกอก ความใกล้ชิดนี้มันทั้งน่ากลัวและเย้ายวนอย่างประหลาด เธอเห็นเงาสะท้อนของสัตว์ร้ายในดวงตาสีครามของเขาชัดเจนกว่าครั้งไหนๆ
แผนการในความเงียบ
“ฉัน... ฉันแค่ไม่อยากถูกหลอก” รินรดาพยายามควบคุมเสียงไม่ให้สั่น เธอแสร้งทำเป็นอ่อนลง หลบสายตาคมกล้านั้น “ถ้าคุณไม่อยากพูด ฉันก็จะไม่ถามอีก... ฉันขอโทษค่ะ”
อัคคีจ้องมองท่าทีที่ยอมสยบของเธอนิ่งๆ ก่อนจะค่อยๆ ปล่อยมือ “ดี... ถ้ารู้ตัวแล้วก็กลับไปที่ห้องซะ อย่าให้เห็นเธอออกมาเดินเพ่นพ่านตอนกลางคืนอีก”
เขาสะบัดหน้าเดินจากไปโดยไม่หันกลับมามอง รินรดายืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่งจนแผ่นหลังของเขาหายไปในความมืด เธอรีบสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ดวงตาที่เคยสั่นไหวกลับเปลี่ยนเป็นมุ่งมั่น เธอไม่ได้ยอมแพ้... แต่เธอกำลังหลอกให้เขาตายใจ
การหลบหนีกลางดึก
เมื่อเวลาล่วงเลยไปจนถึงเที่ยงคืน รินรดาจัดการผูกผ้าห่มเป็นเชือกสั้นๆ เพื่อหย่อนตัวลงจากหน้าต่างห้องพักที่ชั้นสอง เธอสวมเสื้อผ้าที่มิดชิดที่สุดและคว้ากระเป๋าเป้ใบเล็กที่มีเพียงของจำเป็น
‘ฉันอยู่ที่นี่ไม่ได้... สัมผัสเมื่อคืนมันไม่ใช่คน อัคคีไม่ใช่คนธรรมดา และเขาจะขังฉันไว้ที่นี่ตามคำเตือนของป้าบัวจริงๆ’
เธอค่อยๆ ย่องผ่านสนามหญ้าหน้าบ้านพัก มุ่งหน้าไปยังทางทิศใต้ที่ป้าบัวเคยบอกว่าเป็นทางลัดลงสู่ตีนดอย เสียงหมาหอนแว่วมาจากที่ไกลๆ ทำให้ขนลุกซู่ แต่เธอก็ไม่มีทางเลือกอื่น
ทว่า... ในขณะที่เธอกำลังจะพ้นเขตบ้านพัก เสียง “แกร่ง... แกร่ง...” ของโซ่เหล็กที่กระทบกับพื้นดินก็ดังขึ้นจากทางด้านหลังอีกครั้ง!