“คุณเจตจะโมโห” แม่บ้านรีบบอกเมื่อเด็กฝึกงานวางกางเกงชั้นในผิดที่
“จะวางยังไง มันก็เหมือนกันแหละป้า แค่นี้เอง” เด็กฝึกงานเถียงกลับและยืนยันจะวางตามเดิม โดยไม่สนใจคำแนะนำของคนที่อยู่มาก่อนและที่สำคัญ ไม่สนใจคำสั่งของคนจ่ายเงิน
เจต จิตติ ชายหนุ่มวัยยี่สิบแปดปี คลั่งไคล้การทำอาหารมาตั้งแต่เด็ก ยังไม่ทันสามสิบเขาก็มีโรงเรียนสอนทำอาหารเป็นของตัวเองและได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก
หนึ่งคอร์สใช้เวลาเรียนสามเดือน โดยรับนักเรียนแค่หนึ่งคน หนึ่งปีเปิดสอนแค่สองคอร์ส
หมายความว่าหนึ่งปี “Chet Cooking School” จะมีนักเรียนแค่สองคนเท่านั้น
แรกๆ ผู้คนก็พากันสงสัยว่าการเปิดโรงเรียนแค่ปีละสองครั้งจะพอประทังชีวิตหรือ
แต่สมัยนี้ข้อมูลต่างๆ หาง่ายเพียงปลายนิ้ว แค่จิ้มๆ คลิ๊กๆ ไม่กี่ที ประวัติต่างๆ ที่อยากรู้ก็มาอยู่ตรงหน้า
พ่อของเจตมาจากตระกูลผู้ดีเก่า เงินทองสมบัติมีเหลือเฟือ
แม่ของเจตเป็นลูกสาวคนเดียวของแพทย์ผิวหนังและจักษุแพทย์ เงินทองและสมบัติจึงเหลือเฟือเช่นกัน
เจตจึงไม่เดือดร้อนเรื่องเงิน เขาเกิดในครอบครัวที่ดีพร้อม มีการวางแผนสำหรับลูกจนถึงจบปริญญา
เขาเรียนโรงเรียนเอกชนที่เมืองไทยและไปเรียนต่อต่างประเทศที่โรงเรียนทำอาหารชั้นนำ
ตอนนี้คนส่วนมากโดยเฉพาะสาวๆ ไม่สนใจแล้วว่าการทำงานแค่ครึ่งปีต่อหนึ่งปีจะพอยาไส้รึเปล่า
สาวๆ สนใจมากกว่าว่าผู้หญิงคนไหนจะได้ผู้ชายสุดพอร์เฟคคนนี้ไปครอบครอง
“ทำตามที่บอก ถ้าทำไม่ได้พรุ่งนี้ก็ไม่ต้องมา” แม่บ้านบอกด้วยเสียงนิ่งๆ
“เจ้าระเบียบชะมัด มิน่าถึงไม่มีเมียสักที … หรือจะเป็นตุ๊ด” เด็กฝึกงานยอมทำตามแบบเสียไม่ได้
“คุณเจตจะเป็นอะไรก็เรื่องของเขา ปากไม่มีหูรูดจริงๆ ระวัง …”
“ผมไม่ได้เป็นตุ๊ดครับ ตอนอยู่เมืองนอกคบผู้หญิงอยู่หลายคนเหมือนกัน” เจตขึ้นมาหยิบของจึงได้ยินประโยคนั้นพอดี
“คุณเจต ป้าขอ …”
“ไม่เป็นไรครับ ป้าไม่ได้ผิดอะไร ไม่ต้องขอโทษเลย” เมื่อพูดจบเจตก็มองเด็กฝึกงาน
“ขอโทษค่ะคุณเจต” เด็กฝึกงานพูดแต่ไม่กล้าสบตา
วันต่อมาแม่บ้านก็ต้องหาเด็กฝึกงานคนใหม่เพราะคนก่อนไม่โผล่มา
สำลี เป็นแม่บ้านให้เจตมาหลายปี เจตไม่เคยโมโหสำลีเลยสักครั้งเพราะทำงานเรียบร้อย ไม่ว่าจะเป็นแขวนและวางเสื้อผ้าไล่โทนสีจากอ่อนไปเข้ม อาหารการกินก็ทำถูกต้อง เช่น แตงโมต้องแคะเม็ดทุกเม็ด แอปเปิลห้ามปอกเปลือก สตรอว์เบอร์รีต้องปล่อยให้น้ำไหลผ่านหนึ่งนาทีแล้วนำไปแช่ในน้ำส้มสายชูเจือจางสิบนาที แล้วนำไปล้างน้ำสะอาดอีกหนึ่งรอบ จากนั้นค่อยๆ เช็ดให้แห้งทีละลูกแล้วเรียงใส่กล่องพลาสติกให้เรียบร้อย
มีรายละเอียดยิบย่อยมากมายที่เจตต้องการในชีวิตประจำวันและเขามีเงินมากพอที่จะซื้อความสะดวกสบายเหล่านั้น
ที่สำลีต้องรับเด็กฝึกงานเพราะเธอจะเข้ารับการผ่าตัดช่วงปลายปี และต้องใช้เวลาพักฟื้นอย่างน้อยหนึ่งเดือนเต็มๆ
เธอประกาศหาคนเพิ่มตั้งแต่เนิ่นๆ เพราะอยากฝึกฝนให้มั่นใจแต่ผ่านมาสองเดือน มีคนมาฝึกงานห้าคนก็อยู่ไม่รอดสักคน
คนล่าสุดคิดว่าน่าจะพอไหวเพราะทำงานค่อนข้างดีแต่มาตกม้าตายเพราะปากปีจอของตัวเอง
เจตไม่ได้ออกปากไล่แต่เจ้าตัวไม่กล้ากลับมา
ถึงแม้เจตจะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านทำอาหารแต่เมนูโปรดของเขาสุดแสนจะธรรมดานั่นก็คือ ผัดกะเพราหมูสับไข่ดาว อาหารเช้าก็ทั่วๆ ไป เช่น ข้าวต้ม ขนมปังปิ้ง ไส้กรอก ไข่ดาว
เจตไม่ได้เข้าครัวทำอาหารรับประทานเองบ่อยนักเพราะงานรัดตัว ถึงเพื่อนๆ และใครต่อใครจะชอบล้อเลียนว่าเขาทำงานแค่หกเดือนต่อปีแต่ความจริงไม่ใช่แบบนั้น
เจตทำงานทุกวัน “Chet Cooking School” ไม่ได้เป็นแค่โรงเรียนสอนทำอาหารแต่เป็นสตูดิโอให้เช่าถ่ายทำสำหรับรายการต่างๆ ด้วย
แล้วเจตก็ยังเขียนหนังสือ แต่งเพลง วาดรูป รวมถึงคิดค้นเมนูใหม่ๆ
ไหนจะต้องออกรายการต่างๆ อีก หนึ่งวันของเจตจึงผ่านไปไวเหลือเกิน
บ้านของเจตอยู่ใจกลางเมือง เป็นบ้านสองชั้นสีขาวครีมรูปตัวยู ตรงกลางคือเรือนกระจกขนาดใหญ่ที่เพาะปลูกพืชผักต่างๆ ไว้
ตัวยูประกอบด้วยสามส่วน คือยาวเท่ากันสองส่วนและส่วนโค้งๆ หนึ่งส่วน
ส่วนยาวด้านแรกอยู่ขวามือเป็นโรงเรียนสอนทำอาหาร
ส่วนโค้งๆ เป็นพื้นที่ต้อนรับอยู่ตรงกลาง มีพนักงานผู้หญิงหนึ่งคนประจำอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เก้าโมงเช้าถึงสี่โมงเย็น
ส่วนยาวอีกด้านเป็นบ้านพักของเจตที่ห้ามคนภายนอกเข้าไปรบกวน
ที่ทำงาน บ้านพัก รวมถึงที่พักผ่อนรวมอยู่ในที่เดียวกัน เจตจึงไม่ต้องผจญภัยกับรถติด
ที่พักผ่อนของเจตก็คือเรือนกระจก ช่วงค่ำไปจนดึกดื่น เขามักจะอยู่ที่นั่น เฝ้าฟูมฟักต้นไม้น้อยๆ เหมือนลูกในไส้
เมื่ออยู่ในนั้นเจตจะเปิดเพลงเสมอรวมถึงพูดคุยกับต้นไม้ด้วย หลายครั้งเจตได้งานมากมายตอนอยู่ในนี้ทั้งเมนู เนื้อเพลง
แม้จะมีพร้อมทั้งหน้าตาและทรัพย์สินแต่เจตในวัยใกล้สามสิบยังครองตัวเป็นโสด อย่างที่บอกว่าเจตเคยคบหากับผู้หญิงตอนอยู่เมืองนอกแต่ก็ไปไม่รอดเพราะไม่มีใครรับความเจ้าระเบียบของเจตได้
มันคือตัวตนจึงยากที่จะเปลี่ยนแต่เจตก็ไม่ร้อนใจเพราะตอนนี้แค่งานก็รัดตัวหัวหมุนติ้ว มีเรื่องผู้หญิงเข้ามาอีกคงปวดหัวแน่
เรื่องแบบนี้ไปกะเกณฑ์ตั้งตารอไม่ได้หรอก มันจะมาก็มาเองถ้าไม่มาก็ไม่เป็นไรเพราะชีวิตของเจตก็ดีอยู่แล้ว
หากเปล่าเปลี่ยวเหงาใจจนทนไม่ไหวเจตก็มีทางเลือกสุดท้ายให้ตัวเองนั่นคือเลี้ยงหมาสักตัวแต่ไม่ใช่เร็วๆ นี้แน่นอนเพราะเดือนหน้า คอร์สใหม่จะเริ่มต้นและก่อนจะถึงเดือนหน้าเจตต้องปิดต้นฉบับด้วย ไหนจะงานยิบย่อยรายทางที่รับไว้อีก
เพื่อนก็เอาเรื่องนี้ไปล้ออีกเหมือนกันที่เจตรับงานเหมือนร้อนเงิน ทั้งที่นอนหายใจทิ้งไปวันๆ ก็ยังได้
เจตรับเป็นที่ปรึกษาให้ร้านอาหารหลายแห่งซึ่งการปรึกษาที่ว่ารวมทุกอย่างล้านแปด เช่น การตกแต่งร้าน การเลือกจานชาม การตั้งราคา การจัดโปรโมชั่น เมนูพิเศษช่วงเทศกาล สีถูกโฉลก และอื่นๆ อีกมากมาย
ในที่สุดก็ถึงเวลาค่ำอันแสนสงบ เจตอยู่ในชุดสบายๆ ประจำตัวนั่นคือ เสื้อยืดสีขาวแขนสั้น กางเกงขายาวสีขาวลายใบไม้เขียว
“ล่าสุดคนคิดว่าเป็นตุ๊ดแล้วนะ” เจตคุยกับต้นกะเพราแน่นอนว่าต้นกะเพราไม่ตอบแต่เจตก็ขำอยู่ดี
ที่เจตลังเลไม่ยอมเลี้ยงหมาเพราะรู้ว่ามันคือความรับผิดชอบแสนยิ่งใหญ่ ขนาดแค่ดูแลต้นไม้ยังใช้เวลาเป็นชั่วโมง
หมามีชีวิตจิตใจมีความรู้สึกต้องใช้เวลามากกว่าหลายเท่า เจตจึงผลัดไปเรื่อยๆ แม้ใจจริงอยากเลี้ยงให้รู้แล้วรู้รอดแต่สุดท้ายก็ไม่กล้า
เขาเป็นคนจำพวกถ้าทำอะไรต้องทุ่มสุดตัวต้องดีที่สุดซึ่งการเลี้ยงหมา เจตยังไม่มีความรู้ขนาดนั้นเพราะหมาที่อยากเลี้ยงเป็นพันธุ์ที่ใครหลายคนบอกว่าหน้าหมาแต่ซ่ากว่าลิง
ไซบีเรียนฮัสกี้นั่นเองที่เจตอยากเลี้ยงไว้เป็นเพื่อน