ใคร่เพียงคุณ1

3372 Words
กลางแดดร้อนเปรี้ยงและลมทะเลที่พัดแรงมีรถเข็นคันหนึ่งกำลังถูกนักท่องเที่ยวรุมล้อม เพราะสนใจจะซื้อเครื่องประดับที่ทำจากหินและเปลือกหอย จากหญิงสาววัยสิบเก้าปีนามว่าอันดา “ทันมั้ยอันดาให้ย่าช่วยมั้ย!” นางบุญเริ่มย่าของหญิงสาวที่ยืนประจำรถเข็นขายส้มตำร้องถามเมื่อเห็นหลานหยิบของและทอนเงินจนมือเป็นระวิง “ไม่ต้องจ้ะย่าหนูขายทัน” เสียงใสตอบกลับในขณะที่มือยังคงหยิบของใส่ถุงใบเล็กอย่างคล่องแคล่ว “ตรงนี้ห้ามขายของนะ!” “อันนี้ห้าสิบบาทค่ะ” อันดายังคงพูดกับนักท่องเที่ยวโดยที่แสร้งทำหูทวนลมไม่ได้ยินเสียงขับไล่ “หยุดเดี๋ยวนี้! ไม่งั้นฉันจะเรียกเจ้าหน้าที่มาไล่เธอ!” นักท่องเที่ยวที่ได้ยินบ้างก็ซื้อต่อแต่บางคนก็วางของแล้วเดินหนีไปจนอันดาไม่อาจนิ่งเฉยได้อีก “เลือกไปก่อนนะคะ” เธอบอกกับลูกค้าแล้วเดินเข้าหาคนที่ยืนหน้าบึ้งอยู่ไม่ไกล “พี่ชาย...ขอหนูขายตรงนี้อีกสักครึ่งชั่วโมงได้มั้ย” “ไม่ได้! รู้มั้ยว่าฉันโดนผู้จัดการว่าทุกวันที่ห้ามเธอไม่ได้ ฉันจะโดนไล่ออกอยู่แล้วรู้ไว้ด้วย!” ชายหนุ่มในชุดพนักงานโรงแรมบอกเสียงเข้ม เพราะไม่ว่าจะพูดหรือห้ามกี่ครั้ง หญิงสาวตรงหน้าและย่าของเธอก็ยังคงดื้อดึง เข็นรถเข้ามาขายบริเวณหาดส่วนตัวหน้าโรงแรมจนเขาถูกผู้จัดการต่อว่าหลายครั้ง “ต่อไปนี้ถ้าเธอยังดื้อดึงฉันจะเรียกตำรวจมาจับเธอข้อหาบุกรุก!” “แต่...” “พอคนไปหมดเธอก็ไปที่อื่นซะแล้วอย่ามาเกะกะแถวนี้อีก” ผู้ชายคนนั้นตัดบทแล้วเดินกลับไปยังโรงแรมหรูด้านหลัง ทิ้งให้อันดามองตามตาละห้อยเพราะยังอยากอ้อนวอนขอความเห็นใจ “ลูกค้าไปหมดแล้วไปกันเถอะอันดาเอ้ย!” หญิงสาวพยักหน้าแล้วเดินคอตกกลับมาที่รถเข็นคันเล็กของตัวเอง “ย่าบอกแล้วว่าอย่ามา โดนเขาไล่เหมือนหมูเหมือนหมามันเสียความรู้สึก” นางบุญเริ่มบ่นพร้อมกับมองใบหน้าเศร้าๆของหลานสาวด้วยความสงสาร “ก็ตรงนี้มันขายดีนี่จ๊ะ” “เฮ้อ...ไปเถอะ ทีหลังเราอย่ามาเลย ย่าว่าไอ้หนุ่มนั่นมันก็คงไม่อยากไล่เราหรอก แต่มันก็คงจะถูกเขาว่ามาอีกที ดูสินั่นมันยืนคุยกับใครท่าทางพินอบพิเทาน่าดูสงสัยจะเรื่องนี้ล่ะ” อันดาหันมองตามที่ย่าบอกแล้วพบว่าพนักงานโรงแรมที่ขยันไล่เธออยู่ทุกวัน กำลังยืนอยู่กับผู้ชายคนหนึ่งซึ่งดูท่าทางน่าเกรงขาม “น่าจะเป็นผู้จัดการโรงแรมที่ไอ้หนุ่มนั่นมันพูดถึง” คำพูดของย่าทำให้ความคิดหนึ่งวาบเข้ามาในสมองของอันดา แล้วเธอก็ละมือจากรถเข็นวิ่งตรงไปที่หน้าโรงแรมทันที “เอ็งจะไปไหน! อันดา! อันดา!” นางบุญเริ่มร้องเรียกเมื่อเห็นหลานวิ่งออกไป แต่หญิงสาวก็ไม่คิดที่จะหยุด “เดี๋ยวค่ะอย่าเพิ่งไป!” เธอรีบตะโกนออกไปเมื่อเห็นเป้าหมายหันหลังเตรียมเดินกลับเข้าไปในโรงแรม รามิลหยุดมองคนตัวเล็กที่เดินแกมวิ่งเข้ามาก่อนจะหยุดหอบหายใจตรงหน้าเขาด้วยสายตาเป็นคำถาม “สวัสดีค่ะผู้จัดการ” ยังไม่ทันที่จะคลายความสงสัยอันดาก็ยกมือไหว้พร้อมให้ตำแหน่งผู้จัดการเสร็จสรรพ “นี่ไม่ใช่...” “มีอะไรกับฉันงั้นเหรอ” พนักงานที่ยืนอยู่กำลังจะขัดแต่รามิลกลับถามขึ้นคล้ายกลับยอมรับตำแหน่งผู้จัดการเสียอย่างนั้น “ฉันอยากขอรบกวนเวลาคุณสักนิดได้มั้ยคะ” “ได้สิ...นายไปทำงานเถอะตรงนี้ฉันจัดการเอง” “ครับ” รามิลมองใบหน้าสวยจัดของเด็กสาวแล้วชื่นชมในใจ เพราะใบหน้าของอันดานั้นงดงามหาตัวจับยาก เพียงแต่ถูกความมอมแมมบดบัง ซึ่งถ้าไม่พิจารณาจริงจังก็จะเห็นแค่เพียงเด็กสาวที่ธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น “มีอะไร...” “ฉันอยากขอร้องให้คุณอนุญาตให้ฉันได้จอดรถเข็นขายของตรงนั้นเถอะค่ะ ฉันจะมาจอดเฉพาะช่วงบ่ายแค่เพียงไม่นานเท่านั้น” “ถ้าอนุญาตเธออีกหน่อยก็คงมีรถเข็นมาจอดเต็มหาด ที่นี่โรงแรมห้าดาวนะเธอคิดว่าควรมั้ยที่จะปล่อยให้คนเข็นรถขายของเพ่นพ่าน” “ฉันขอเถอะนะคะ ฉันจะไม่บอกใครเลยจะเก็บไว้เป็นความลับ ฉันมีย่าที่แก่มาก มีน้องๆต้องเลี้ยงอีกหลายคน เห็นใจฉันเถอะนะคะ” อันดายกมือไหว้อีกครั้งพร้อมกับส่งสายตาอ้อนวอน แต่พอประสานกับดวงตาคมดุก็รีบหลบตาวูบด้วยความประหม่า “แล้วเธอล่ะ ทำไมไม่เรียนหนังสือ” “เอ่อ...เรียนจบแล้วค่ะ” “ปริญญา?” ใบหน้าของเธอชาวูบกับคำถามนั้น เพราะความจริงแล้ววุฒิการศึกษาที่เธอมีเพียงแค่มัธยมต้นเท่านั้น การที่ไม่ได้ร่ำเรียนเหมือนคนอื่น ทำให้อันดารู้สึกว่าตัวเองด้อยค่าอยู่เสมอ ทุกครั้งที่ถูกใครถามเรื่องนี้เธอก็จะรู้สึกอับอายอย่างบอกไม่ถูก “ไม่ค่ะ แค่...ม.3” “ม.3...อยากทำงานในโรงแรมนี้มั้ยฉันจะฝากให้” รามิลบอกอย่างใจดีเพราะรู้สึกถูกชะตากับเธอเป็นพิเศษแต่อันดากลับส่ายหน้าปฏิเสธ “ไม่ค่ะ ขายของได้เงินมากกว่าเป็นพนักงานโรงแรม เพราะวุฒิ ม.3 อย่างฉันคงจะได้แค่ค่าแรงขั้นต่ำ” เธอบอกอย่างตรงไปตรงมาแล้วยกมือขึ้นประนมไหว้เขาอีกครั้ง “ขอบคุณคุณมากค่ะที่อยากช่วยเหลือ ถ้าเป็นไปได้ฉันขอขายของตรงนั้นเถอะนะคะ” “อายุเท่าไหร่แล้วเราน่ะ” รามิลมองเธออย่างพิจารณาแล้วยกมือขึ้นกอดอก “ยี่สิบค่ะ” ถึงจะไม่รู้ว่าเขาถามไปเพื่ออะไรแต่อันดาก็เลือกที่จะโกหกด้วยการเพิ่มอายุตัวเองเข้าไปอีกหนึ่งปี แต่อันที่จริงจะว่าโกหกก็ไม่ได้ เพราะเธอกำลังจะครบยี่สิบปีในอีกไม่กี่วันข้างหน้า “อืม...เอาเถอะ ฉันให้เธอขายตรงนั้นได้แต่วันละครึ่งชั่วโมงเท่านั้น และถ้าเธอมีพวกพ้องติดตามมาเมื่อไหร่ฉันจะไม่ให้ขายอีกถือว่าเธอไม่รักษาสัญญา” “จริงเหรอคะ! ฉันสัญญาค่ะว่าจะไม่มีใครตามมาเด็ดขาดขอบคุณคุณมากๆนะคะผู้จัดการ ขอบคุณมากเลยค่ะ” มือเล็กยกขึ้นประนมพร้อมกล่าวขอบคุณซ้ำแล้วซ้ำเล่า ดวงตากลมโตมีประกายระยิบระยับเพราะความยินดี ทำเอารามิลเผลอมองอยู่นาน “อืม...” ชายหนุ่มทำเสียงรับรู้ในลำคอแล้วเดินกลับเข้าไปด้านใน โดยที่อันดายังคงยิ้มกว้างแล้วมองตามหลังเขา ถึงแม้ว่ารามิลจะดูดุดันเย่อหยิ่ง แต่เธอก็รู้สึกว่าเขาเป็นคนที่มีเมตตาคนหนึ่ง “ใจดีสมกับหน้าตาที่หล่อเหมือนเทพบุตร แบบนี้สิพระเอกตัวจริง” หญิงสาวพึมพำชื่นชมแล้ววิ่งหน้าบานกลับไปหาย่าที่ยืนรออยู่ ( หลายวันต่อมา ) รามิล รุ่งกิจไพศาล ชายหนุ่มวัยสามสิบปีนักธุรกิจโลจิสติกส์ชื่อดัง ที่ทำทุกอย่างเกี่ยวกับสินค้าไม่ว่าจะบรรจุหรือขนส่ง เรียกได้ว่าครบวงจรจนได้รับความไว้วางใจมายาวนานตั้งแต่รุ่นคุณปู่ และยิ่งรุ่งเรืองมากขึ้นเมื่อรามิลรับไม้ต่อจากบิดา ตอนนี้เขากำลังยืนมองแม่ค้าหน้าสวยที่ขายของอยู่หน้าหาดด้วยความสนใจ จนเธอเข็นรถจากไปชายหนุ่มจึงพลิกดูนาฬิกาเรือนหรูที่ข้อมือ ก่อนจะกระตุกยิ้มมุมปากเมื่อพบว่าเธอใช้เวลาขายของเพียงครึ่งชั่วโมงอย่างที่เคยรับปากเอาไว้ สามวันแล้วที่รามิลมายืนดูเธอตรงนี้ เขาชอบในความสู้ชีวิตและความซื่อสัตย์ของเธอ ยิ่งเห็นเธอยิ้มแย้มกับนักท่องเที่ยวก็ยิ่งรู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก “นี่ถ้าไม่ใช่เพราะแกฉันไม่ยอมหรอกนะเนี่ย” ภากรบอกเพื่อนในขณะที่เดินเข้ามาเห็นรามิลยืนมองแม่ค้าสาวที่เพิ่งเข็นรถจากไป “ถามจริงเถอะราม แม่ค้าคนนั้นทำอะไรให้แกประทับใจวะ” “อืม...” รามิลทำเสียงในลำคอแล้วย่นคิ้วอย่างกำลังครุ่นคิด “ไม่รู้ว่ะ แค่สงสารมั้ง แต่เห็นเธอซื่อสัตย์อย่างนี้ก็รู้สึกดี อีกอย่างฉันรู้สึกชื่นชมที่เธอสู้ชีวิตด้วยวิธีสุจริต ทั้งๆที่...” “ทั้งๆที่อะไร...” “ทั้งๆที่เมืองนี้ขึ้นชื่อเรื่องขายบริการไง แต่ผู้หญิงคนนั้นก็ยังเลือกที่จะดิ้นรนด้วยสองมือสองเท้า ไม่ใช่หากินด้วยอวัยวะสืบพันธุ์” “ปากแกนี่มันจะร้ายไปถึงไหนวะ” “ร้ายตรงไหนในเมื่อฉันพูดเรื่องจริง” “แกอย่าอคติกับผู้หญิงที่เขาใช้เรือนร่างหากินสิวะ อกหักครั้งเดียวพาลไปทั่ว” ภากรบ่นอย่างไม่จริงจังแต่รามิลถึงกับหน้าบูดเมื่อเพื่อนรักพาดพิงถึงอดีตที่แสนเจ็บ ครั้งนึงรามิลเคยมีแฟนสาวตอนที่ไปเรียนอยู่ฝรั่งเศส เขาทั้งรักทั้งหลงเธอจนเพ้อฝันไปถึงวันครองคู่ แต่แล้วฝันก็ต้องสลายเมื่อรู้ว่าแฟนสาวทำไซด์ไลน์เป็นอาชีพเสริม โดยที่ตอนเขาจับได้เธอก็ไม่ได้ตื่นตกใจ เพียงแต่บอกกับเขาว่าเธอต้องการเงิน ต้องการใช้จ่ายฟุ่มเฟือยตามใจซึ่งเขาไม่อาจให้เธอได้ เธอพูดอย่างนั้นเพราะไม่รู้ว่ารามิลนั้นร่ำรวยแค่ไหน ด้วยความที่เขาไปเรียนและอยากใช้ชีวิตสุดเหวี่ยง จึงทำงานพิเศษราวกับเด็กทุนทั่วไป และคบเธอด้วยความรู้สึกจึงไม่รู้ว่าควรปรนเปรอด้วยเงินทอง “ฉันไม่ได้พาล แค่รู้สึกว่าผู้หญิงพวกนั้นไร้ค่าเท่านั้นเอง” “เออ! นั่นแหละที่เขาเรียกว่าพาล!” “แล้วแต่แกจะคิด” “ถามจริงเถอะเวลาแกซื้อกินแกนึกถึง...” “ไม่นึก อดีตก็คืออดีตฉันไม่ได้เก็บมาคิดแล้ว แต่ที่ฉันมองผู้หญิงขายบริการว่าไร้ค่าเป็นเพราะคิดแบบนั้นจริงๆ มีราคา แต่ไม่มีค่าพอที่จะเป็นเมียเป็นแม่ใคร” “ใจแคบจริงๆแกนี่” รามิลยักไหล่อย่างไม่ยี่หระแล้วเดินออกไปด้วยท่าทางเย่อหยิ่งตามแบบฉบับของเขา “คุณรามิลครับ! คุณรามิล!” จู่ๆพนักงานคนหนึ่งก็เรียกเขาเอาไว้ ชายหนุ่มจึงหยุดเดินและเมื่อหันไปมองจึงพบว่าเป็นคนเดียวกับที่คอยไล่แม่ค้าหน้าหวาน “มีอะไร” “แม่ค้าคนนั้นฝากของมาให้ครับ” รามิลมองถุงพลาสติกที่พนักงานยื่นมาตรงหน้าแล้วเอ่ยถาม “อะไรน่ะ” “ส้มตำไก่ย่างครับ” “นายเอาไปกินเถอะ” ชายหนุ่มโบกมือไล่เมื่อรู้ว่าของในถุงคืออะไร แต่เมื่อจะเดินต่อพนักงานคนเดิมก็ยื่นถุงใบเล็กให้ “อันนี้ด้วยครับ” “อะไรอีก...” “น่าจะของที่ระลึกครับ” รามิลพยักหน้าก่อนจะหยิบถุงนั้นแล้วเดินตรงไปที่ลิฟต์โดยไม่เปิดดู ติ๊ง!! เสียงสัญญาณเตือนเมื่อประตูลิฟต์เปิดออก รามิลก็ไม่รอช้าที่จะก้าวเข้าไปด้านใน แล้วเปิดดูของในถุงด้วยความใคร่รู้ “หึ หึ” เสียงหัวเราะในลำคอดังเบาๆเมื่อเห็นสร้อยข้อมือเส้นหนึ่งซึ่งทำจากหินและเปลือกหอย ก่อนจะพบกระดาษใบเล็กที่ใส่มาด้านในด้วย ฉันไม่มีเงินซื้อของขวัญตอบแทนน้ำใจของคุณเลยเลือกสร้อยข้อมือที่ฉันทำเองให้คุณ ถ้าคุณคิดว่ามันดูหวานไปให้แฟนคุณก็ได้ค่ะ ส่วนส้มตำกับไก่ย่างของย่าฉันเอง ขอบคุณคุณมากๆนะคะผู้จัดการ อันดา... “อันดาเหรอ...” เสียงทุ้มทวนชื่อเธอก่อนจะยกยิ้มมุมปาก แล้วเก็บทั้งกระดาษและสร้อยข้อมือใส่กระเป๋ากางเกง ขยัน สู้ชีวิต ซื่อสัตย์ กตัญญู ผู้หญิงคนนี้มีทุกอย่างที่เป็นเครื่องหมายของคนดี ที่สำคัญคือความงดงามของเธอ ทำให้รามิลรู้สึกว่าเธอน่าสนใจอยู่ไม่น้อย อันดาจัดการหวีผมให้น้องสาวคนเล็กสุดที่ตอนนี้อยู่ในชุดนักเรียนอนุบาล แล้วจึงก้มลงจูบศีรษะของน้องด้วยความเอ็นดู “วันนี้อย่าร้องไห้อีกนะปลาดาว ตั้งใจเรียนด้วยรู้มั้ย” “จ้ะพี่ซี” “เติ้ล...ปีนี้จะขึ้น ม.1แล้วอย่าเกเรนะ” “ครับ” “พี่ซี...” “หืม...” อันดาหันตามเสียงเรียกของน้องสาวคนรองแล้วพบว่าเด็กหญิงหน้าหมองเศร้า จึงถอนใจเฮือกเพราะรู้ดีว่าน้องทุกข์ใจด้วยสาเหตุใด “ครูถามว่าจะเอาใบสมัครเรียนต่อ ม.4 มั้ย หนู...ต้องเอามั้ย” ทั้งๆที่รู้ดีว่าฐานะทางบ้างอยู่ในขั้นยากจนแบบสุดๆ แต่อันดาก็ไม่อาจทำร้ายจิตใจน้องด้วยการไม่ให้เรียนต่อ เพราะรู้ดีว่าเม็ดทรายมีความฝันอยากจะเป็นคุณครู “เอาสิ...ต้องเรียนต่อไม่งั้นจะเป็นครูได้ไงล่ะ” “จริงเหรอพี่!” เม็ดทรายถามอย่างตื่นเต้นอันดาจึงพยักหน้ารับ เลยถูกน้องโถมกอดจนเซไปด้านหลัง “เบาๆหน่อย!” “ฮือๆ...หนูดีใจที่สุดเลย!” “พี่รู้...” เธอสวมกอดน้องๆทั้งสามคนไว้ในคราวเดียว ถึงแม้ตอนนี้จะไม่รู้ว่าต้องดิ้นรนยังไงให้พอค่าเล่าเรียนของเด็กสามคนแต่อันดาก็ตั้งใจว่าจะสู้ให้ถึงที่สุด “ไปโรงเรียนแล้วตั้งใจเรียนกันนะ อย่าดื้อ อย่าเก พี่กับย่าจะได้ไม่เหนื่อยเปล่า” “ครับ/จ้ะ” เด็กๆรับคำแล้วชักแถวออกจากบ้านเช่าสังกะสีหลังเล็กเพื่อไปโรงเรียน พอทั้งบ้านเหลือเพียงสองย่าหลานนางบุญเริ่มก็หลั่งน้ำตาเงียบๆ เพราะรู้สึกเวทนาหลานๆและตื้นตันกับความรักที่อันดามีให้น้องๆ ทั้งที่ไม่ใช่พี่น้องท้องเดียวกัน หลานๆของนางถูกพ่อทอดทิ้งให้อยู่กับนางซึ่งเป็นย่า มีเพียงเด็กหญิงปลาดาวคนเล็กที่เป็นหลานยาย และถึงแม้ต่างคนจะต่างมีพ่อมีแม่ แต่เมื่อครอบครัวแตกแยกก็ไม่มีใครมาดูดำดูดี เพราะเอาใจใส่แต่ครอบครัวใหม่ลูกจากสามีหรือภรรยาเก่าจึงมีค่าเท่ากับตัวปัญหา ที่ไม่มีใครต้องการหรืออยากดูแล “ย่าเป็นอะไรร้องไห้ทำไมจ๊ะ” “ถ้าเม็ดทรายเรียนหนังสือเอ็งก็ต้องเหนื่อยหนักกว่าเก่า ย่านับถือน้ำใจเอ็งนะอันดา...ฮึก...ทั้งๆที่เอ็งไม่ได้เรียนแต่ก็ยังคิดจะส่งเสียให้น้องได้เรียน” อันดาขยับเข้ากอดร่างท้วมของผู้เป็นย่าแล้วซุกหน้าลงกับอกอุ่นซึ่งเป็นที่พักใจให้เธอมาตั้งแต่เล็กจนโต “หนูจะทำทุกอย่างที่หนูทำได้จ้ะย่า ตัวย่าเองก็เหมือนกัน...ย่าแก่มากแล้วโรคก็เยอะ แต่ยังต้องมาเข็นรถขายส้มตำอยู่เลย เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ที่หนูจะดูแลย่าได้” “ขอบใจนะลูก...แค่เอ็งมีความคิดแบบนี้ย่าก็ชื่นใจแล้ว แม่เอ็งมันคิดผิดจริงๆที่ทิ้งลูกอย่างเอ็งได้” อันดาผละออกจากอกย่าแล้วเอ่ยถามทั้งน้ำตา “เมื่อไหร่ย่าจะบอกหนูสักทีว่าแม่หนูเป็นใคร แล้วเขาอยู่ที่ไหน” นางบุญเริ่มมองหลานด้วยความเวทนาแล้วจึงยกมือป้ายน้ำตาทิ้ง “ที่ย่าไม่บอกไม่ใช่อยากปกปิดอะไร แต่คิดว่ามันไม่มีประโยชน์ที่จะบอกเท่านั้น เพราะถ้ารู้แล้วเอ็งอาจจะยิ่งเสียใจกว่าการไม่มีแม่” “ย่าบอกหนูเถอะ ถึงยังไงหนูก็อยากรู้...” หญิงชรามองใบหน้างดงามของอันดาแต่ความคิดกลับย้อนนึกไปถึงอดีต ก่อนที่เรื่องราวทั้งหมดจะถูกถ่ายทอดออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ เพราะทุกครั้งที่นึกหรือพูดถึงมารดาของหลานสาว ก็จะรู้สึกสะเทือนใจจนกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ “บ้านแม่เอ็งน่ะมันค่อนข้างมีจะกิน เพราะตายายเอ็งเขาเป็นครูทั้งคู่ ถึงจะไม่ได้ร่ำรวยแต่ก็ไม่ได้อดอยากเหมือบ้านเรา มันมาชอบกับพ่อเอ็งทั้งๆที่ทางบ้านไม่ยอมรับ พอมาอยู่ได้ไม่นานมันก็ท้องเอ็งทั้งที่ตอนนั้นต่างคนต่างก็อายุน้อย พ่อเอ็งน่ะมันเกเรชอบมีเรื่องกะพวกนักเลง สุดท้ายมันก็ถูกแทงตายตอนแม่เอ็งท้องได้แปดเดือน...” นางบุญเริ่มหยุดพูดแล้วยกมือลูบศีรษะของอันดาเบาๆอย่างปลอบโยน “พอแม่เอ็งคลอดมันก็ทิ้งเอ็งไว้กับย่า บอกว่าจะไปหางานทำ แต่มันกลับหายไปเป็นปีไม่มีข่าวคราวจนย่ากังวลเลยไปหาพ่อแม่มัน ปรากฏว่าเขาย้ายไปกันหมดแล้ว ตอนนั้นย่าได้แต่เป็นห่วงและก็ภาวนาขอให้แม่เอ็งปลอดภัย จนเอ็งอายุได้สามขวบย่าถึงได้เห็นแม่เอ็งอีกครั้ง...” “ที่ไหนจ๊ะ! แม่กลับมาหาหนูเหรอ!” “เปล่า...ย่าเห็นมันในทีวี มันได้ดิบได้ดีเป็นเมียนักธุรกิจใหญ่ แล้วไม่นานก็มีคนมาหาย่าที่บ้าน...เอาเงินมาให้แล้วบอกว่าห้ามติดต่อแม่เอ็งเด็ดขาด ตอนนั้นย่าถึงได้รู้ว่าที่มันไม่กลับมาหาเอ็งไม่ใช่เพราะมันไปตกระกำลำบาก แต่มันคงกลัวคนอื่นจะรู้ว่ามันเคยมีลูก ดูสิลูกเอ้ย...มันทิ้งลูกในไส้ได้ลง แล้วจะมีประโยชน์อะไรที่จะพูดถึงมัน” น้ำตาแห่งความสะเทือนใจไหลพรากอาบแก้มของอันดา ความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจเกิดขึ้นอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง การได้รู้ว่ามารดาไม่ต้องการมันเจ็บจุกอยู่ในอกจนพูดไม่ออก “ไม่ต้องเสียใจลูกใครไม่รักย่ารัก ถึงย่าจะไม่สามารถเลี้ยงเอ็งให้สุขสบายได้ก็เถอะ” “ย่า...ฮึก...” อันดากอดย่าแน่นแล้วสะอื้นเสียงดังราวกับกำลังระบายทุกความอัดอั้นออกมา นานหลายนาทีกว่าเสียงร่ำไห้จะค่อยๆซาลง “ย่ารู้จักครอบครัวใหม่ของแม่มั้ยจ๊ะ” “รู้สิ...นามสกุลอัศวพงศ์ย่าจำได้ดีเลยล่ะ” “อัศวพงศ์...” “ใช่ ตอนนี้มันเป็นคุณนายไปแล้ว เห็นว่าผัวใหม่มันทำธุรกิจอาหารกระป๋อง เฮอะ!...ย่าไม่เชื่อหรอกว่าแม่เอ็งมันจะกินอิ่มนอนหลับ ทิ้งลูกทั้งคนโดยที่ไม่คิดจะจุนเจือทั้งๆที่มันก็รู้ว่าย่าลำบาก ใจมันต้องรู้สึกผิดบาปบ้างแหละถ้ายังมีสามัญสำนึกอยู่บ้าง” “ถ้าเขารวยมากอย่างนั้นเราไปขอความช่วยเหลือเขาดีมั้ยจ๊ะ” “อย่านะอันดา...เราอยู่ตรงนี้มันยังไม่คิดจะเหลียวแล อย่าทำแบบนั้นให้ใจเจ็บกว่าเดิมเลยลูก เพราะคำตอบมันอาจจะทำให้เอ็งเจ็บปวดยิ่งกว่าเดิม ดีไม่ดีมันจะพาลเกลียดเอ็งด้วย อยู่ของเราแบบนี้แหละลำบากก็ทนเอา สักวันลูก...สักวันมันคงจะดีขึ้น เอ็งยังมีย่าที่รักเอ็งนะ” นางบุญเริ่มรีบห้ามหลานพร้อมปลอบโยน แต่ก็ไม่สามารถหยุดความคิดที่เตลิดไปไกลของอันดาได้ “ย่ามีรูปแม่มั้ยจ๊ะ” “มีแต่เป็นรูปเก่าถ่ายก่อนพ่อเอ็งตายไม่กี่วัน ตอนนั้นแม่เอ็งกำลังท้องแก่เลย” “หนูขอได้มั้ยจ๊ะ” “ได้ลูก...แค่รู้จักหน้าตา แค่ระลึกถึงก็พอนะลูก การที่เขาไม่ติดต่อมาเลยมันชัดเจนอยู่แล้วว่าเขาไม่ต้องการ เพราะฉะนั้นอย่าไปดิ้นรนให้เจ็บตัวเจ็บใจเลยนะลูก” เด็กสาวขยับเข้ากอดร่างท้วมของหญิงชราอีกครั้งโดยไม่ยอมรับคำแต่อย่างใด เพราะในหัวกำลังครุ่นคิดในสิ่งที่ย่ากำลังห้ามปราม
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD