บทที่ 3

1551 Words
สิบห้าปีที่ก่อน “ริต้า คืนนี้เราไปเที่ยวผับกันไหม ฉลองที่สอบวิชาสุดท้ายจบแล้ว” อารียาถามเพื่อนที่นั่งด้านข้างทั้งคู่ต่างเป็นนักศึกษาชั้นปีสามที่มาเจอกันในมหาวิทยาลัยแห่งนี้ ในคณะบริหารธุรกิจ “เราคงไปไม่ได้โทษทีนะอารีย์” หญิงสาวปฏิเสธเพื่อนไปตามตรง ในตอนนี้ที่ทั้งคู่อายุยี่สิบปีได้มาเจอกันในคณะเรียน น่าแปลกที่ทั้งคู่ต่างกันสุดขั้วทว่ามักจะได้อยู่ด้วยกันบ่อย ๆ รสิตาเป็นคน เรียบร้อยเงียบและไม่ค่อยสุงสิงกับใคร ต่างจากอารียาที่เธอนั้นเป็นคนสดใสเข้ากันได้กับทุกคนและมักจะเป็นคนที่ชวนรสิตาคุยอยู่ตลอด “คนอื่นเขาก็ไปฉลองกันหมดนะ นี่เราก็ไปชวนกลุ่มนั้นไปเหมือนกันพวกเขาก็จะไป” อารียาชี้ไปยังคนอีกกลุ่มหนึ่งที่อยู่ใกล้ ๆ “ถ้าไปเที่ยวตอนกลางคืนเราไปไม่ได้หรอก พวกเธอไปเที่ยวให้สนุกนะ” รสิตาไม่ได้รู้สึกเสียดายสักนิดที่ไม่ได้ไปท่องราตรีในคืนนี้กับเราเพื่อน ๆ ในคณะ “ทำไมล่ะ ไม่ดึกมากนักหรอก เดี๋ยวถ้าเธอเมาฉันจะไปส่งบ้านเอง” อารียายังคงเสนออีกครั้ง “คือพ่อกะแม่ไม่อยากให้เที่ยวกลางคืนน่ะ โทษทีนะเราไปไม่ได้จริง ๆ” “โอเค งั้นเราไปกันแค่นี้ก็ได้” อารียาไม่เร้าหรือต่อ เธอพอจะเข้าใจอยู่บ้างว่าเพื่อนสาวคนนี้ ค่อนข้างจะเป็นคนเรียบร้อยและก็ไม่ค่อยเข้าสังคมเท่าไร ไม่แปลกนักหากเธอจะไม่อยากเที่ยวกลางคืน อารียาเข้าใจดีคนที่เป็นอินโทรเวิร์ดนั้นก็ประมาณนี้ เดิมทีรสิตาอ้างพ่อและแม่ขึ้นมาเธอก็ไม่เชื่อสักเท่าไรเพราะด้วยวัยนี้ก็เท่ากับว่าบรรลุนิติภาวะแล้ว หลังจากที่สังเกตรสิตามาสักพักก็ไม่เห็นคนคนนี้จะสุงสิงกับใครเท่าไรนัก จึงคิดว่าเป็นเพราะเธอไม่ค่อยเข้าสังคมมากกว่า แต่ทว่าพอได้รู้จักกันจริง ๆ แล้วมันเป็นอย่างที่รสิตาบอกจริง ๆ ด้วย แม้ว่าตัวเธอเองจะอายุอานามเท่านี้แล้วจะยังต้องขออนุญาตพ่อกับแม่อยู่เลย อารียาพยายามเข้าใจว่าพ่อแม่ก็คงห่วงนั่นแหละ เพราะรสิตาเป็นลูกสาวเพียงคนเดียวของทั้งคู่ เดี๋ยวโตมาสักหน่อยก็คงจะผ่อนปรนไปเอง แต่นั่นเธอคิดผิด จวบจนรสิตาอายุยี่สิบห้าปีที่ควรจะเริ่มต้นมีคนรักหรือว่าคิดถึงเรื่องหน้าที่การงานและครอบครัวของตัวเองได้แล้ว แต่พ่อกับแม่ยังคงยืนยันว่า รสิตายังเด็กอยู่ยังไม่เหมาะที่จะมีคนรักตอนนี้ “นี่เธอจะตามใจพ่อแม่ไปจนถึงเมื่อไหร่ เธอต้องมีชีวิตเป็นของตัวเองสักทีนะริต้า” ในที่สุดอารียาก็ทนไม่ได้จนต้องถามเพื่อนขึ้นมาเป็นจริงเป็นจัง หลังจากที่อารียาเอ่ยชวนรสิตาไปเที่ยวต่างจังหวัดพร้อมทั้งเพื่อนเก่าที่เรียนมาด้วยกัน ทั้งที่ไปเที่ยวกันสิบกว่าคนแต่พ่อกับแม่รสิตากลับไม่ยอม “เราไม่อยากทำให้พ่อกับแม่เป็นห่วง ถ้าเราไม่เชื่อฟังพวกท่านจะเสียใจ ถ้าเป็นอย่างงั้นเราไม่เอาหรอก” และคำตอบนี้ก็เป็นคำตอบที่รสิตาพูดมาตลอดห้าปีที่รู้จักกันมา อารียาอยากจะบ้าตาย ไม่เข้าใจจริง ๆ เหตุใดพ่อและแม่ของเพื่อนคนนี้จึงได้กำกับชีวิตลูกขนาดนี้ เรียกได้ว่าเป็นนกน้อยในกรงทองของแท้ ครอบครัวของรสิตานับได้ว่าฐานะดีพอสมควร แต่กลับขังลูกของตัวเองไว้ไม่ให้พบเจอสังคม แถมยังไม่ยอมให้มีคนรักอีกด้วย นี่ถ้าหากอารียาเป็นคนเกเรไม่เอาอ่าวละก็มีหวังโดนไล่ตะเพิดไม่ให้มาเป็นเพื่อนของรสิตาแล้วแน่นอน แต่ใช่ว่าอารียาจะเป็นคนที่อยู่แต่ในกรอบเสียหน่อย หากเธอรู้สึกชอบใครเธอก็คบหา หากวันหนึ่งรู้สึกไม่ชอบแล้วก็แค่เลิกราหรืออะไรหลาย ๆ อย่างที่รู้สึกอยากจะทำก็ทำได้เลย ไม่เห็นจะต้องรอขออนุญาตพ่อและแม่ ยิ่งในตอนนี้เธอทำงานหาเงินด้วยตัวเองแล้ว บอกได้คำเดียวเลยว่าอิสระสุด ๆ “ขอถามหน่อยเถอะ เธอจะให้พ่อและแม่กำหนดชีวิตของเธอ ไปตลอดชีวิตเลยงั้นเหรอ” อารียาทนไม่ไหวอีกต่อไป ทั้งรู้สึกสงสารและไม่เข้าใจเพื่อนมากๆ เหตุใดจึงไม่ต่อสู้เพื่ออิสระของตัวเอง “คือว่า...” รสิตาอึกอักเห็นได้ชัดว่าเธอเองก็ไม่ได้ต้องการที่จะอยู่ในขอบเขตที่พ่อแม่วางไว้สักเท่าไร แต่ด้วยความที่เป็นเด็กดี จึงทำให้เธอไม่ค่อยขัดใจพวกท่านนัก แล้วทุกครั้งที่เธอร้องขอที่จะมีชีวิตเป็นอิสระตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ ได้ด้วยตัวเอง พ่อและแม่มักจะข่มขู่ด้วยการยกความผิดพลาดของคนรอบข้างมาเป็นบทเรียนให้กับเธอ หรือเรียกอีกนัยหนึ่งก็คือ ทำให้เธอกลัวโลกภายนอกจนไม่กล้าเดินออกไป รสิตาก็ทำอะไรไม่ได้เพราะตัวเธอเองก็ไม่มีอะไรสามารถการันตีกับพ่อแม่ได้เลยว่าหากเลือกชีวิตด้วยตัวเองแล้วจะประสบผลสำเร็จ จึงทำให้เธอยังต้องเดินตามทางที่พ่อและแม่ขีดไว้ ราวกับนกไร้ปีกแบบนี้ “โอเค โอเค ฉันไม่จู้จี้เธอแล้วก็ได้ เดี๋ยวพ่อกับแม่เธอหาว่าฉันพาเธอใจแตก จะทำอะไรก็ทำแล้วกัน ถ้าเกิดอยากระบายอะไรออกมาก็พูดได้นะ เดี๋ยวฉันรับฟังเอง” อารียาแพ้สีหน้าขมขื่นของเพื่อน ในความรู้สึกของเธอรสิตาก็ไม่ใช่คนไม่ดีขนาดนั้นหรอก การเป็นคนที่เชื่อฟังพ่อแม่มันก็มีเรื่องดี แต่อาจจะเชื่อฟังมากเกินไปจนไม่เป็นตัวเองนี่ก็เป็นสิ่งที่เธอกังวลเช่นกัน ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่รสิตาจะได้มีชีวิตของตัวเองซักที เป็นห่วงก็แต่ว่าหากวันหนึ่งพ่อแม่จากไปแล้วคนคนนี้จะเคว้งคว้างหาทางไปไม่เจอน่ะสิ “ขอบคุณเธอมากนะที่เข้าใจ ไม่แน่นะเมื่ออายุสามสิบแล้วพ่อกับแม่อาจจะปล่อยให้เราได้ลองใช้ชีวิตด้วยตัวเองก็ได้” รสิตายังคงคาดหวังอยู่ อารียาได้เพียงแต่ส่ายหน้า เพราะรู้ดีว่าคงไม่มีวันนั้นหรอก คนที่อายุเท่ากันป่านนี้เขาได้ตัดสินใจทำนั่นทำนี่ล้มลุกคลุกคลานหรือสำเร็จไปด้วยตัวเองกันหมดแล้ว เหลือเพียงนกน้อยตัวนี้นั่นแหละที่ยังคงอยู่ในกรงทองขยับไปไหนไม่ได้ แต่แล้วเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น ชีวิตของรสิตาราวกับว่ามันพังทลายลง เมื่อตอนที่เธออายุ ได้สามสิบปีพอดี พ่อและแม่ของเธอก็ประสบอุบัติเหตุจากไปพร้อมกัน สิ่งที่อารียากลัวที่สุดก็เกิดขึ้น นั่นก็คือระสิตาไม่สามารถบินได้ด้วยตัวเอง บริษัทนำเข้าเครื่องดื่มที่ผู้เป็นพ่อสร้างขึ้นมาให้ ตกมาอยู่ในมือของผู้เป็นลูกสาวเพียงหนึ่งเดียวในเวลานั้นเอง อารียาต้องคอยดูแลเพื่อนคนนี้ราวกับเป็นแม่คนที่สอง ต้องคอยบอกคอยสอนการใช้ชีวิต ยังดีหน่อยที่ไม่ได้สอนในเรื่องของบริหาร เพราะตั้งแต่ที่เรียนจบมา พ่อของรสิตาก็ให้มาช่วยเหลืองานที่บริษัททันทีเธอจึงมีสกิลการบริหารอยู่บ้าง แต่ว่าการคุยธุรกิจกับลูกค้าหรือการเข้าสังคมกับเหล่าลูกน้องนั้น ประสบการณ์ของผู้บริหารสาวคนนี้เท่ากับศูนย์ ถึงแม้จะเป็นคนที่เชื่อฟังพ่อแม่ทุกอย่างแต่รสิตาก็เป็นคนที่เรียกได้ว่าคลั่งความสมบูรณ์แบบพอสมควร อะไรที่ขัดใจเธอจะติทันทีโดยที่ใช้คำพูดตรง ๆ ไม่มีการอ้อมค้อมหรือถนอมน้ำใจคนฟังสักเท่าไร เรื่องนี้อารียาได้ตักเตือนหลายรอบแต่ก็ช่วยได้นิดหน่อย สุดท้ายแล้วเมื่ออยู่กับ ลูกน้องหญิงสาวคนนี้ก็กลับไปเป็นคนที่เคร่งงานเหมือนเดิม แล้วไม่ต้องนึกถึงเรื่องของการมีแฟน ไม่เคยมีในหัวของผู้หญิงคนนี้เลยสักครั้ง อารียาต้องคอยนัดให้เธอไปพบปะสังสรรค์กับคนอื่นบ้างหรือแม้กระทั่งนัดบอดก็มี แต่ด้วยความที่เจ้าระเบียบของรสิตานี่แหละที่ทำให้เธอเข้ากับใครไม่ได้เลยสักคน จนชีวิตล่วงเลยมาถึงสามสิบห้าปี อารียาก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป จึงได้ลากคอเพื่อนไปที่บาร์โฮสต์ในค่ำคืนนั้น อย่างน้อยก็อาจจะพอช่วยให้เพื่อนคนนี้ลองเข้าหาผู้ชายได้บ้าง
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD