Rrrrr~~
“ค่ะ คิดถึงเหรอ” ฉันกดรับโทรศัพท์และกรอกเสียงลงไปเมื่อสายเรียกเข้าปรากฏชื่อที่คุ้นเคยที่มักจะโทรหาฉันประจำ นั่นก็คือแฟนของฉันเองแหละ แต่ตอนนี้ไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้วล่ะ เพราะตอนนี้แทบจะนับครั้งได้ที่สายนี้จะโทรเข้ามาหาฉันแบบนี้
[รูปโปรไฟล์ในเฟซบุ๊กอ่ะ]
“หืม? ทำไมเหรอ” ฉันเพิ่งเปลี่ยนรูปโปรไฟล์เมื่อกี้นี้เอง มันทำไมเหรอ? ฉันว่ามันก็สวยดีนะ ถามเพื่อน พวกมันก็บอกโอเคดีนี่
[โป๊ไปไหม เห็นไปถึงไหนแล้ว จะโชว์อะไรนักหนานมอ่ะ]
“ห๊ะ?” เดี๋ยวนะ ก็แค่เสื้อเชิ้ตเปิดไหล่ข้างเดียวธรรมดาๆ ไม่ได้มีอะไรเลย คอก็ไม่ได้ลึก ไม่ได้กว้างอะไรเลยนี่ มันก็โชว์แค่ไหล่ป่ะ?
[จะโชว์ไปถึงไหน กลัวคนอื่นไม่เห็นหรือไง]
“มันก็แค่เสื้อเปิดไหล่ธรรมดาป่ะคุณ แล้วก็แต่งตัวแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ทำไมเพิ่งจะมาโวยวายเอาตอนนี้”
[นั่นแหละ ถ้าจะโชว์ขนาดนี้ไม่แก้ผ้าเลยล่ะ]
“มันจะดูถูกกันมากเกินไปแล้วนะคุณ มันก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้นไหม แล้วเป็นอะไรทำไมเดี๋ยวนี้ชวนทะเลาะบ่อยจัง? เหนื่อยนะที่ต้องมาทะเลาะกันแบบนี้ทุกวันอ่ะ” จะว่าไปช่วงนี้เราก็ทะเลาะกันบ่อยจริงๆ นั่นแหละ ทะเลาะกันบ่อยเกินจนฉันเหนื่อย ฉันไม่ชอบเลยที่ต้องมานั่งทะเลาะกันทุกวันแบบนี้ มันบั่นทอนความรู้สึกที่เรามีให้กันมากจริงๆ
[นี่คุณหาว่าผมงี่เง่าเหรอ งั้นเลิกกันไปเลยดีกว่าไหมจะได้จบ]
“นี่คุณรู้ตัวไหม ว่ากำลังพูดอะไรออกมา”
[รู้ รู้ดีทุกอย่าง ก็คุณบอกเองว่าผมมันงี่เง่า ชวนแต่คุณทะเลาะ เพราะงั้นเราเลิกกันเถอะ] เลิกงั้นเหรอ?
“อยากเลิกจริงๆ ใช่ไหม? ได้! งั้นเราเลิกกัน แล้วคุณไม่ต้องมาหาว่าเราไม่รั้งคุณไว้นะ เพราะเราเคยรั้งคุณไว้แล้ว แต่คุณไม่รักษาเราเอง ที่ทะเลาะกันทุกวันแบบนี้ไม่ใช่ว่าเราไม่รู้นะว่าคุณคุยกับคนอื่นอยู่ เรารู้หมดแหละ แต่เราแค่ไม่อยากพูด เรารักคุณเราเชื่อใจคุณ แต่ถึงเราจะรักคุณมากแค่ไหน เราก็รับไม่ได้กับสิ่งที่คุณทำกับเราแบบนี้ แล้วนี่คุณก็บอกเลิกเราครั้งที่สองแล้วด้วย เราว่ามันคงถึงทางตันของเราสองคนแล้วจริงๆ” ฉันร่ายยาวออกมาพร้อมกับกลั้นเสียงสะอื้นเอาไว้ไม่อยากให้เขารับรู้ว่าฉันเสียน้ำตาเพราะเขาอีกครั้ง
สิ่งที่ฉันพูดออกไปมันเป็นความรู้สึกแทบทั้งหมดที่อยู่ในใจของฉัน แต่มันก็ยังไม่ทั้งหมดหรอก ทำไมฉันจะไม่รู้เหตุผลที่เขาไม่ค่อยโทรหาฉัน เหมือนเมื่อก่อน จากคุยกันทุกวัน เป็นคุยกันอาทิตย์ละครั้ง ทำไมฉันจะไม่รู้คำว่าเลิกกันของเขามันตัดขั้วหัวใจฉันเลยล่ะ มันเหมือนฟ้าถล่ม มันบอกไม่ถูกจริงๆ
[นั่นก็แค่พี่ป่ะ?]
“เหรอ? ใช่เหรอคุณ คุณทำทุกอย่างกับพี่คนนั้น เหมือนที่คุณทำกับเราเลยนะ ทั้ง ๆ ที่เราควรจะพิเศษกว่าด้วยซ้ำ ไม่ต้องมาบอกเลยนะว่ารู้จักกันมานานแล้ว แล้วยังไงอ่ะ? เราต้องยอมทุกอย่างงั้นเหรอ แค่พี่น้อง ควรจะมีระยะห่างกันมากกว่านี้ไหม นี่อะไรคุยกันทุกวัน แต่คุยกับเราได้แค่อาทิตย์ละครั้ง แบบนี้เหรอเรียกพี่น้อง…”
[ก็พะ...]
“เรายังพูดไม่จบ” ปลายสายยังพูดไม่ทันจบประโยคเลยด้วยซ้ำ ฉันก็พูดแทรกขึ้นมาก่อน “เราไม่ได้ไปรู้จักพี่คุณ น้องคุณ หรือว่าเพื่อนของคุณ เหมือนที่คุณรู้จักพวกเขานะ เราขอแค่ความสบายใจ คุณยังให้กันไม่ได้เลย แล้วทีเราล่ะ…ทำไมเราให้คุณได้”
[มันไม่เกี่ยวไหม ก็พี่น้องจริงๆ มันไม่มีอะไรเลย]
“คุณจะบอกว่าคุณไม่ได้ชอบเลยเหรอ” ไม่มีอะไรนี่แหละที่มันมีมานักต่อนักแล้ว พี่น้องนี่แหละที่มันได้กันมาเยอะแล้ว จะไม่อะไรเลยถ้าสิ่งที่เขา ปฏิบัติกับพี่ๆ น้องๆ เขาทุกคนเหมือนกันหมดแบบนี้ แต่นี่ไม่! นี่ปฏิบัติแค่กับคนนี้คนเดียว
[ก็ชอบ ปลื้มอ่ะ]
“อืม งั้นเราพอกันแค่นี้แหละเหนื่อยแล้ว” ว่าจบฉันก็ตัดสายแล้วปล่อยโฮออกมาทันที จะไม่ร้องก็บังคับไม่ได้ ก็คนมันรัก…รักมากด้วย แต่ฉันเป็นประเภทที่รักใครรักมาก ถ้าเลิกกันฉันจะร้องไห้ให้มันสุดไปเลยร้องไห้มันหนัก รู้สึกว่าพอแล้วฉันก็จะเลิกร้องแล้วลุกขึ้นเดินหน้า และตัดใจทันที จะว่าฉันเป็นพวกตัดใจง่ายหรือเปลี่ยนใจง่ายก็ได้นะ ในเมื่อมันเจ็บสุดๆ แล้ว มันก็ต้องตัด แล้วมันก็ตัดได้ทันทีอย่างเช่นตอนนี้ ที่ฉันกำลังจะร้องไห้ให้สุดอยู่
“ฮือ~ มึง ฮึก!” แต่ฉันร้องไห้คนเดียวไม่ได้ ฉันต้องการคนนั่งข้างๆ ฟังเสียงฉันร้องไห้ ฉันจึงกดโทรศัพท์ออกไปหา มิน เพื่อนรักที่รู้ใจฉัน และเป็นเพื่อนที่เวลาฉันมีปัญหา หรือมีเรื่องอะไรฉันจะเล่าให้มันฟังเป็นคนแรกเสมอ
[อีดา มึงเป็นไร]
“กูอกหัก กูโดนเขาบอกเลิกอีกแล้วมึง รอบที่สองแล้ว”
[มึงอยู่ไหน]
“หอกู”
[มึงรออยู่นั่นนะเดี๋ยวกูไปหา] แล้วมันก็ตัดสายไปเลย
ใช้เวลาไม่นานประมาณ 30 นาทีมันก็มาหาฉันถึงหอพร้อมกับน้อง พีช รุ่นน้องปี 1 ที่สนิทด้วย ซึ่งก็เป็นกลุ่มเป็นแก๊งเดียวกันนี่แหละ เพราะแก๊งฉันก็ไม่ได้มีแค่ชั้นปีพวกฉันหรอก ยังมีปีอื่นด้วย และมันก็ลากฉันออกมายังคาเฟ่ คาเฟ่หนึ่งแถวมหาลัย ซึ่งเป็นคาเฟ่ที่ปิดดึกมากประมาณตี 2 เห็นจะได้ ก็เป็นปกติของแถวนี้แหละนะ บางร้านคือเปิด 24 ชั่วโมงกันเลยทีเดียว