เช้าวันจันทร์ เมืองใหญ่ยังคงเต็มไปด้วยผู้คนที่เร่งรีบแสงแดดอ่อนส่องผ่านกระจกสูงของอาคารสำนักงาน แต่บรรยากาศภายในบริษัทของซูหว่านกลับตึงเครียดกว่าทุกวัน
ตั้งแต่เช้า โทรศัพท์ของฝ่ายบริหารดังแทบไม่หยุดข่าวลือเกี่ยวกับบริษัทเริ่มแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว
มีคนปล่อยข้อมูลว่าโครงการลงทุนใหม่ของซูหว่านกำลังประสบปัญหาทางการเงิน บางสื่อยังเขียนเป็นนัยว่าความสำเร็จทั้งหมดของเธอเกิดจากการพึ่งพาอำนาจของตระกูลเดิมแม้ข่าวเหล่านั้นจะไม่มีหลักฐานแต่ในโลกธุรกิจ...
บางครั้งข่าวลือเพียงไม่กี่ประโยคก็สามารถทำลายความเชื่อมั่นได้
“คุณซูคะ” เลขาสาวรีบเดินเข้ามาในห้องทำงาน
“มีนักลงทุนสามรายขอเลื่อนการเซ็นสัญญาค่ะ”ซูหว่านที่กำลังอ่านรายงานเงยหน้าขึ้น
“เหตุผล?”
“พวกเขาบอกว่าต้องการประเมินความเสี่ยงใหม่” เลขาวางเอกสารลงบนโต๊ะ
“และยังมีผู้ถือหุ้นบางคนเสนอให้คุณยอมขายหุ้นส่วนหนึ่ง เพื่อแลกกับเงินทุนเพิ่มเติมค่ะ”
ซูหว่านเปิดเอกสารอย่างเงียบ ๆสีหน้าของเธอยังคงสงบ ไม่มีความตื่นตระหนก ไม่มีความหวาดกลัวแต่ดวงตาที่เคยนุ่มนวลกลับเย็นลงทีละน้อย
“เรียกประชุมผู้บริหารด่วนเลย” เธอพูดเสียงเรียบ
“ตอนนี้เลยหรือคะ”
“ใช่”
จากนั้นเธอลุกขึ้นยืนทันที
“ถ้าพวกเขาคิดว่าข่าวลือไม่กี่ข่าวจะทำให้ฉันยอมจำนน…เเสดงว่าพวกเขาคงยังไม่รู้จักฉันดีพอ” ริมฝีปากของซูหว่านยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย
ภายในห้องประชุม
ผู้บริหารหลายคนกำลังถกเถียงกันอย่างเคร่งเครียดบางคนเสนอให้ยอมรับเงินทุน บางคนเสนอให้ชะลอโครงการก่อน และบางคนถึงกับพูดว่าการขายหุ้นบางส่วนอาจเป็นทางออกที่ปลอดภัยที่สุด
“คุณซูครับ ถ้าเราไม่ยอมประนีประนอม บริษัทอาจสูญเสียโอกาสสำคัญ” ชายวัยกลางคน คนหนึ่งเอ่ยขึ้นซูหว่านนั่งอยู่หัวโต๊ะเธอฟังทุกคนพูดจนจบ ก่อนเปิดเอกสารตรงหน้าและพูดน้ำเสียงเด็ดขาด
“ถ้าเราขายหุ้นตอนนี้ เราจะเสียอำนาจในการบริหาร"
"แต่เราจะได้เงินทุน" ชายอีกคนพูดขึ้น
"แต่เงินทุนที่แลกกับสิทธิ์ในการควบคุมบริษัทนะ?”เธอพูดและเงยหน้าขึ้นมองชายคนนั้นก่อนพูดต่อ
“ฉันไม่เรียกสิ่งนั้นว่าความช่วยเหลือ”
บรรยากาศในห้องเงียบลงซูหว่านเลื่อนเอกสารไปตรงกลางโต๊ะ
“นี่คือรายงานการเงินจริงบริษัทไม่ได้ขาดทุน โครงการยังเดินหน้าได้ตามแผน ข่าวทั้งหมดถูกปล่อยออกมาเพื่อกดมูลค่าหุ้น และบีบให้เรายอมขายในราคาต่ำ”
ผู้บริหารหลายคนมองหน้ากันเพราะก่อนหน้านี้ไม่มีใครวิเคราะห์เรื่องนี้ได้ละเอียดเท่าเธอ
“แต่ถ้าฝ่ายนั้นยังโจมตีต่อ…เราก็รับมือเราไม่ได้สร้างบริษัทนี้ขึ้นมาเพื่อยอมแพ้ตั้งแต่เจอแรงกดดันครั้งแรก” ซูหว่านตอบทันที
คำพูดของเธอหนักแน่นไม่มีใครกล้าคัดค้านอีกในเวลานั้น ทุกคนเริ่มมองเห็นชัดเจนว่าซูหว่านไม่ได้เป็นเพียงทายาทจากตระกูลใหญ่เธอมีความสามารถมากพอที่จะยืนอยู่ตรงนี้ด้วยตัวเอง
...
หลังการประชุม
ซูหว่านเดินออกมาที่ระเบียงด้านนอกลมเย็นพัดผ่านใบหน้าเธอหลับตาลงชั่วครู่แม้ภายนอกจะดูสงบแต่ความจริงแล้ว เธอรู้ดีว่าครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กคนที่อยู่เบื้องหลังมีเงินทุนมากและดูเหมือนจะรู้รายละเอียดภายในบริษัทของเธอเป็นอย่างดีโทรศัพท์ในมือสั่นขึ้น
ชื่อหนึ่งปรากฏบนหน้าจอ
พยัคฆ์
ซูหว่านมองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกดรับ
ซูหว่าน: สวัสดีคะ มีอะไรหรือเปล่าคะ
พยัคฆ์: เสียงคุณไม่เหมือนเดิมนะ
เธอขมวดคิ้ว
ชูหว่าน: แค่ได้ยินเสียง คุณก็รู้เหรอว่าฉันเป็นอะไร
พยัคฆ์: คุณกำลังเครียด
คำตอบของเขาเรียบง่ายแต่กลับตรงเกินไปซูหว่านเงยขึ้นมองท้องฟ้าตรงหน้า
ชูหว่าน: คุณโทรมาเพราะอยากถามเรื่องนี้หรือคะ
พยัคฆ์: เปล่า
ชูหว่าน: แล้ว?
พยัคฆ์: ผมกำลังอยู่ใกล้บริษัทคุณ
เพียงแค่นั้นเธอนิ่งไปก่อนจะถามเขา
ชูหว่าน: คุณมาทำอะไรแถวนี้
พยัคฆ์: กินข้าวครับ
ชูหว่าน: แต่ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาอาหารกลางวัน
เธอมองดูนาฬิกาข้อมือ ปลายสายเงียบไปหลายวินาที ก่อนพยัคฆ์จะตอบอีกครั้ง
พยัคฆ์: งั้นก็ถือว่าผมหิวเร็ว
ซูหว่านเผลอยิ้มแม้จะเป็นเพียงรอยยิ้มเล็ก ๆแต่ความหนักอึ้งในใจก็ลดลงเล็กน้อย
พยัคฆ์: คุณว่างไหม
ชูหว่าน: ไม่ค่ะ
พยัคฆ์: งั้นผมจะรอ
คำพูดนั้นทำให้ซูหว่านเงียบไปเขาไม่เคยบังคับไม่เคยเรียกร้องเขาเพียงบอกว่าเขาจะรอทุกครั้ง...ความห่วงใยของเขาทำให้เธอยิ้มได้
ช่วงเย็น
หลังจากทำงานต่อเนื่องหลายชั่วโมง ซูหว่านเดินออกจากอาคารเธอพบพยัคฆ์ยืนอยู่ข้างถนนชายหนุ่มสวมเสื้อโค้ตสีเข้มมือหนึ่งถือแก้วกาแฟอีกมืออยู่ในกระเป๋าเขาดูเหมือนคนธรรมดาที่กำลังรอใครสักคนแต่ไม่รู้เพราะเหตุใด...ต่อให้เขายืนอยู่ท่ามกลางผู้คนมากมาย ซูหว่านก็ยังมองเห็นเขาเป็นคนแรก
“คุณยังไม่กลับอีกเหรอ”
“ยัง”
“คุณรอจริง ๆหรอ?”
“อืม”ซูหว่านมองเขาก่อนยิ้ม
“คุณไม่จำเป็นต้องทำแบบนี้”
พยัคฆ์ยื่นแก้วกาแฟปั่นให้เธอ
“ผมรู้”
“แล้วทำไมถึงทำ”เขานิ่งไปครู่หนึ่งก่อนตอบ
“เพราะผมอยากทำ”
คำตอบนั้นทำให้เธอรับกาแฟมาอย่างเงียบ ๆความเย็นจากแก้วค่อย ๆ ส่งผ่านฝ่ามือ
“เรื่องบริษัทเป็นยังไง”พยัคฆ์ถามซูหว่านหันมองเขา
“คุณไม่ใช่คนในวงการธุรกิจ ทำไมถึงสนใจ”
“ผมแค่ถาม”
“ถ้าฉันไม่อยากตอบล่ะ”
“ก็ไม่ต้องตอบ”เขาพูดอย่างไม่ใส่ใจ
“ผมไม่ได้ถามเพื่อเอาเรื่องของคุณไปทำอะไร”ซูหว่านมองเขาอยู่พักหนึ่งสุดท้ายจึงพูดขึ้น
“มีคนพยายามกดดันบริษัท พวกเขาต้องการให้ฉันขายหุ้น”
“แล้วคุณจะขายไหม”
“ไม่”
คำตอบของเธอรวดเร็วและชัดเจนพยัคฆ์พยักหน้า
“ดี”
“คุณไม่คิดว่าฉันดื้อเหรอ”
“คนที่ยอมทุกอย่างต่างหากที่น่ากังวล”ซูหว่านหัวเราะเบา ๆ
“คุณพูดเหมือนรู้เรื่องธุรกิจ”
“ผมเคยทำงานมาบ้าง”
“ทำงานอะไร”พยัคฆ์มองเธอแล้วยิ่มน้อย ๆ
“ลงทุนเล็ก ๆ น้อย ๆ”
ซูหว่านไม่ได้ถามต่อโดยเธอไม่รู้ว่า “เล็ก ๆ น้อย ๆ” ของชายคนนี้ คือการตัดสินใจที่สามารถเปลี่ยนทิศทางของตลาดทั้งโลกได้