PeetTalk
ไม่รู้ว่าผมชอบไปได้ยังไงร้ายขนาดนี้ แต่ตอนนั้นมันก็เป็นความชอบแบบเด็กๆ
อคิณเคยช่วยชีวิตผมไว้ตอนกำลังจะจมน้ำ ผมว่ายน้ำไม่เป็น แต่เพราะความเป็นเด็กผมจึงอยากลงไปเล่นที่สระน้ำใหญ่ อคิณก็อยู่ในเหตุการณ์ และที่สำคัญมันเป็นคนชวนผมให้ลงเล่นน้ำ แต่ผมรู้ว่าตอนนั้นตอนที่ผมกำลังจะจมน้ำ อคิณเองก็พยายามจะช่วยผม จนเราเกือบจะจมน้ำด้วยกันทั้งคู่ โชคดีที่มีคนเดินผ่านมาและช่วยได้ทัน ผมจึงรอดมาได้จนทุกวันนี้
อคิณโดนคุณท่านดุที่พาผมไปเที่ยวเล่น ทั้งๆที่เคยห้ามไว้แล้ว ตั้งแต่วันนั้นมา มันก็เกลียดผมเข้าไส้ที่ทำให้มันโดนทำโทษ หาว่าคุณท่านรักผมมากกว่า ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาพวกเราก็ทะเลาะและมีเรื่องชกต่อยกันทุกวัน จนป้านิ่มต้องส่งผมไปอยู่ที่โรงเรียนประจำ แต่สุดท้ายผมก็ได้เข้าเรียนมัธยมที่เดียวกันอีก คุณท่านเป็นคนส่งเสียให้ผมเรียนจนถึงทุกวันนี้ ผมได้เรียนที่ดีๆ มีเงินใช้ทุกวันนี้ก็เพราะท่าน แต่ตอนนั้นที่ผมกลับมาเรียนมัธยมฯ มันก็ยังจำผมไม่ได้ มีเพียงแค่ผมไม่เคยลืมมัน
ผมเป็นเด็กกำพร้า พ่อแม่เสียตั้งแต่ผมยังเด็ก ป้านิ่มซึ่งเป็นพี่สาวแท้ๆของแม่ผมจึงไปรับผมมาเลี้ยงไม่อยากให้ผมไปอยู่ที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า ป้านิ่มเองก็ไม่ได้ร่ำรวยอะไรหาเช้ากินค่ำแกมีลูกหนึ่งคนเป็นพี่ผมห้าปีชื่อว่า "พี่ภีม” ตอนนี้พี่ภีมอยู่กับลุงแช่มซึ่งเป็นสามีของป้านิ่ม แกเจ็บออดๆแอดๆ ป้านิ่มจึงรับภาระหนักเป็นเสาหลักของครอบครัว สุดท้ายแกก็มาทำงานเป็นแม่บ้านที่กรุงเทพฯมาเป็นแม่บ้านที่ตระกูลวนารมย์ และได้พาผมมาด้วย
ใช่ครับ บ้านที่ผมอยู่ตอนนี้ คือบ้านของนายอรรคพันธ์ วนารมย์ คุณท่านใจดีและช่วยเหลือป้านิ่มและผมมาโดยตลอด ส่งเสียให้ผมได้เรียนสูงๆที่ดีๆ ป้านิ่มสอนผมเสมอให้ทดแทนพระคุณท่าน ทำตัวดี พูดจาดี และห้ามมีเรื่องกับลูกชายคนเดียวของวนารมย์ ผมจึงต้องอดทนและยอมมันมาโดยตลอด ส่วนผมพิชญะ เกื้ออรุณ แปลกไหมละครับว่าทำไมผมต้องยอมมัน ก็เพราะบุญคุณที่ค้ำหัวผมอยู่ตอนนี้ ไม่ใช่ว่าผมชอบมัน หรืออยากอยู่ใต้อาณัติของมันซะเมื่อไหร่ แต่เพราะผมเป็นหนี้บุญคุณตระกูลวนารมย์ ต่างหาก
จนตอนนี้ป้าผมที่ทำงานหนักมาตลอดทั้งชีวิตก็เจ็บออดๆแอดๆเหมือนกับลุง จึงขอกลับไปอยู่ที่ภูเก็ต ผมจึงต้องกลับมาทั้งๆที่เรียนเหลือแค่ปีสุดท้าย แต่เพราะคำฝากฝังของป้าให้มาทำงานที่บ้านวนารมย์ มาช่วยคุณท่าน ซึ่งท่านรัก เอ็นดู ชอบนิสัย และความตั้งใจของผม ท่านอยากให้มาช่วยงานที่บริษัทด้วย ผมเองก็ไม่ได้หวังอะไรจากวนารมย์ ไม่ได้ต้องการทรัพย์สมบัติ หรือหวังสูงอย่างที่อคิณกล่าวหาแต่อย่างใด ที่ผมทำดีตั้งใจเรียนมาจนทุกวันนี้ก็แค่ไม่อยากให้คุณป้าผู้แสนดี และคุณท่านผิดหวังเท่านั้นเอง แค่ท่านเลี้ยงมาเป็นผมทุกวันนี้ ชาตินี้ก็ไม่รู้จะตอบแทนท่านได้หมดหรือเปล่า ส่วนอคิณก็คิดเสมอว่าผมจะมาแย่งทุกอย่างจากเขา จึงชอบหาเรื่องผมทุกครั้งที่เขามีโอกาส รวมทั้งเรื่องเซ็กส์
ผมรู้สึกเหมือนมีอะไรเย็นๆมาสัมผัสโดนใบหน้าและลำตัว จึงค่อยๆลืมตาตื่นขึ้นมา หลังจากออกจากห้องอคิณและกลับมาห้องตัวเองก็หลับต่อเป็นตาย เมื่อดวงตาปรับแสงได้แล้วจึงรู้ว่าความเย็นที่ตนรู้สึกมาจาก"ม่อน" ว่าที่หมอหนุ่ม แล้วเขาเข้ามาในห้องนี้ได้ยังไง พีทรีบดีดตัวลุกขึ้นนั่งอย่างรวดเร็ว จนต้องชะงักเพราะรู้สึกเจ็บช่องทางด้านหลังทำหน้านิ่วทันที
"นอนลงไปก่อน มึงมีไข้กูกำลังเช็ดตัวให้" ม่อนดันตัวอีกคนให้นอนลงไปแล้วเช็ดตัวตัวให้ พร้อมเจลมาวางไว้บนหน้าผากเพื่อลดไข้
"เข้ามาได้ยังไง แล้วเอ่อ... " ผมตะกุกตะกักถามม่อนไป ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะรู้เรื่องผมกับมันมีอะไรกันหรือเปล่า
"มันไปเรียนแล้ว กูเลยเข้ามา กินยาก่อนนะ " ม่อนพูดเสียงเรียบหน้าตานิ่งไม่บ่งบอกความรู้สึกอะไร หรือว่าม่อนจะยังไม่รู้เรื่อง
ผมรับยาเข้าปากดื่มน้ำตามอย่างงงๆ แล้วมองหน้าคนที่มาจับโน้นหยิบนี่เช็คตัวผมด้วยสายตาที่มีคำถามมากมาย
"กูโทรหามึงก็ไม่รับสาย กูเลยมาหา ไอ้กรบอกว่ามึงไม่สบายมาก แถมปลุกเท่าไรก็ไม่ลุกขึ้นมา กูเลยถือวิสาสะเข้ามาเองมึงนอนไข้แดกอยู่ ไม่ว่ากูใช่ไหมที่ถือวิสาสะเข้ามา "
"ครับ"
ผมได้แต่พยักหน้า ผมพึ่งรู้จากไอ้กรนี่แหละว่าม่อนเองก็สนิทกับครอบครัวคุณท่าน ครอบครัวม่อนกับอคิณเป็นญาติห่างๆ แต่ก็ไปมาหาสู่กันอยู่เสมอ ช่วงหลังคุณท่านไปอยู่ที่ต่างประเทศบ่อยๆ เลยไม่ค่อยได้มา ม่อนเองก็เข้าออกบ้านนี้เป็นประจำ จนรู้จักทุกซอกทุกมุม ผมพึ่งมาได้ไม่นานจึงไม่รู้เกี่ยวกับเรื่องนี้
"กูให้ไอ้กรทำข้าวต้มไว้ให้มึง ตื่นแล้วจะกินเลยไหม " ชายหนุ่มขยับผ้าห่มออกให้อย่างอ่อนโยน
"ผมไม่เป็นไรแล้ว ขอบคุณมาก " ผมผลักมือหนาที่กำลังจะเช็ดตัวให้อีกครั้งออกไปเบาๆ
ผมพูดด้วยน้ำเสียงแหบแห้งมองเขาอย่างขอบคุณจริงๆ รู้สึกร้อนตรงขอบตา อาจเพราะร่างกายของผมมันไม่ไหว โดนอคิณทำร้ายเรื่องอย่างว่าต่อเนื่องมาหลายคืน ในใจก็กลัวว่าคนตรงหน้าจะรู้เรื่อง เพราะหากเช็ดตัวให้ผม กระดุมเปิดแยกออกจากกันทุกเม็ด ใบหน้าซีดเซียว ปากบวมเจ่อมีร่องรอยขบกัดตามลำคอและลำตัว แถมยังมีร่องรอยดูดเม้ม รอยกัดเต็มไปหมด ร่องรอยที่อคิณทำไว้ทั่วตัว บ่งบอกให้รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ยังไงชายหนุ่มตรงหน้าก็คงจะรู้แล้ว ผมได้แต่ก้มหน้าต่ำมองมือตัวเอง
"มันทำมึงมานานหรือยัง" มันน่าอัปยศอดสูที่สุดที่มีคนรู้เรื่องแบบนี้ โดยเฉพาะม่อน ผมไม่อยากให้เขารู้เรื่องนี้
"เออ .." ผมได้แต่อึกอักไม่อยากจะพูดอะไรออกไป
"ถ้ามึงไม่อยากตอบไม่ก็ไม่ต้องตอบ"
"ม่อนออกไปได้แล้ว"
ชายหนุ่มชะงักมือที่เช็ดไปตามแขนและแผงอกผม น้ำเสียงพูดขึ้นออกมาด้วยความน้อยใจ
"ทำไมใจร้ายกับกูจังวะ" น้ำเสียงตัดพ้อไม่พอมันยังทำหน้าน่าสงสาร หล่อแล้วยังใจดีจนผมเองยังรูสึกหวั่นไหว
"คุณก็รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นระหว่างผมกับมัน แค่นี้ผมก็อายไม่รู้ว่าจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนแล้ว"
ม่อนถอนใจเบาๆ แต่ก็ยอมพยักหน้าให้กับคนที่หน้าซีดเป็นไก่ต้มตรงหน้า ที่กำลังเม้มปากไว้แน่นด้วยความโกรธและอาย
"วันนี้กูจะกลับ แต่กูไม่ถอยแน่ รู้ใช่ไหมว่ากูคิดยังไงกับมึง" แววตาแสดงความรู้สึกชัดเจน เปิดเปลือยให้ผมรู้ว่ารู้สึกอย่างไร
"แต่เราพึ่งจะรู้จักกันเองนะ...."
"ชอบก็คือชอบ กูไม่สนเหี้ยไรทั้งนั้น เดี๋ยวกูจะให้ไอ้กรเอาข้าวต้มมาให้มึง ถ้ามีไข้อีก อย่าลืมกินยา กูวางไว้บนหัวเตียง"
ผมรับคำแล้วหลับตาลง ม่อนมองหน้าซีดตรงหน้าก่อนจะถอนหายใจยาวๆออกมาอีกครั้ง ก้มลงจูบหน้าผากเนียนเบาๆ ทำผมสะดุ้งมองหน้าอีกคนอย่างตกใจ
"ต่อไปมีอะไร จะร้ายหรือดี กูขอแชร์ความรู้สึกของมึงได้ไหม"
ม่อนพูดเสร็จก็มองจ้องตาผมนิ่ง แววตาฉายไปด้วยความกังวล ชายหนุ่มไม่ได้ต้องการคำตอบตอนนี้ เขาเดินออกไปปิดประตูเบาๆ สักพักไอ้กรก็ยกข้าวต้มกลิ่นหอมคลุ้งขึ้นมาให้ ผมพยายามลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียงอย่างยากลำบาก นิ่วหน้าจนไอ้กรเข้ามาช่วยพยุง ไอ้กรได้แต่มองเจ้านายอีกคนด้วยความสงสาร
คุณพีทของเขาน่ารัก บอบบาง น่าทะนุถนอมขนาดนี้ไม่รู้เจ้านายของเขาใจร้ายรังแกลงได้ยังไง
"ขอบใจนะกร "
"เมื่อกี้คุณหนูโทรมาโมโหอย่างหนักเลยครับ เห็นบอกว่าโทรหาคุณพีทไม่ติด"
"อืม"
ผมพยักหน้ารับรู้ จะติดได้อย่างไรเพราะผมปิดเครื่องหลังจากที่โทรบอกเพื่อนว่าวันนี้จะไม่ได้เข้ามหา'ลัยภาคเช้า จะไปเรียนภาคบ่ายเพราะมีสอบย่อย ไอ้กรมองหน้าแล้วยิ้มบางๆก่อนจะเดินออกไปจากห้องไป ปล่อยให้เจ้านายอีกคนได้พักผ่อน หลังจากนั้นผมก็เปิดเครื่องทันที เพราะไม่อยากจะมีเรื่องกับอีกคน ทันทีที่เปิดเครื่องเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นมาแทบจะทันทีเลยก็ว่าได้
(ทำไมปิดเครื่อง โทรไปเป็นร้อยๆสายแล้ว เป็นเชี้ยไรวะ)
"แล้วคุณมีอะไร" ผมถามกลับอย่างรำคาญใจ ตอนนี้เหนื่อยและอยากพักมากกว่าที่จะมาเสียเวลากับคนโมโหร้าย ไร้เหตุผล
(ก็แค่อยากรู้ว่ามึงจะตายหรือยัง)
"คงยังไม่ตายง่ายๆตอนนี้หรอก" ผมตอบไปเสียงห้วน
(เออดี เพราะกูยังใช้งานมึงยังไม่คุ้มเลย)
(แล้วนี่บ่าย มึงจะให้กูไปรับไหม)
"ไม่ต้อง ผมไปเองได้"
(อืม)
ปลายสายพูดเสียงเข้มแล้วกดวางสายไปทันที ผมได้แต่มองโทรศัพท์ พอโทรไม่ติดก็โทรเข้าบ้านเพียงแค่จะถามว่าเขาตายไหม นี่คือเหตุผลที่โทรหาเขาสินะ...
มหา'ลัย
ยิ่งเวลาใกล้จะสอบไฟนอลเข้ามาทุกที โต๊ะใต้ตึกเรียนก็มีนักศึกษามาจับจองกันแน่นขนัดเพื่อมาติวกัน บางโต๊ะก็จะมีรุ่นพี่มาติวให้ ดูจอแจวุ่นวายจนแทบไม่มีสมาธิในการอ่านหนังสือ หลังจากที่ผมได้งีบในช่วงเช้าได้กินยาที่ม่อนจัดไว้ให้ บ่ายนี้ผมก็อาการดีขึ้น จึงขับรถมามหา'ลัย วันนี้ผมมีสอบย่อยช่วงบ่ายสาม
"มึงเป็นอะไรหรือเปล่า เเปลกๆ" ไอ้เชี้ยว่านนี่ก็สังเกตผมเก่งเกิน
"เปล่า" กับมันผมต้องปฏิเสธไว้ก่อน อย่าเผลอพลาดเพราะมันกัดไม่ปล่อยแน่
"แล้วเมื่อคืนไอ้เชี้ยคิณมันว่าไรมึงไหม กูเห็นรถมันขับตามหลังมาก่อนที่พวกกูจะกลับ ไหนว่าจะไปนอนคอนโดวะ"
"กูไม่รู้แม่ง!!" ผมก็ไม่รู้จริงๆ ว่าทำไมมันถึงกลับมานอนบ้าน หรือแค่ต้องการจะมีอะไรกับผมเท่านั้น
ใช่!! มันคงกลับมาเพราะเรื่องนี้เท่านั้น
"มึงยังไม่ตอบกูเลยว่ามันทำอะไรมึงไหม แถมเช้านี้มึงก็ไม่มาเรียนอีก"
"เปล่า..ไม่มีอะไร มึงจะซักอะไรกูนักวะ เป็นนายทะเบียนหรือไง"
ผมหลบตาคนขี้สงสัยเบื่อที่จะตอบคำถาม เลยแสร้งก้มลงอ่านชีทสรุปเพื่อกลบเกลื่อน ไอ้นัทกับไอ้มิกซ์เดินมาพอดี พวกมันเห็นผมนั่งอ่านมันจึงเดินมานั่งข้างๆ พวกเราสนิทกัน ไอ้นัทขยับเอาคางมาเกยบ่ารู้เลยว่ามันอ้อนให้ติวให้เพราะไอ้นี่เรียนอ่อนสุด ส่วนไอ้ว่านมันหรี่ตาชำเลืองจ้องจับผิดผมเป็นระยะๆสักพัก ก่อนจะหันไปสนใจหนังสือเพื่อรอสอบในคาบบ่าย
"อ้าวพวกมึง กูจะอ่านหนังสือด้วยขยับไปหน่อยโต๊ะเต็ม"
เสียงไอ้กายดังขึ้น มันเดินมาพร้อมกับกลุ่มเพื่อน และหยุดมองหน้าไอ้ว่านยกยิ้มมุมปากให้อีกคนอย่างกวนๆ และให้ขยับให้มันนั่งด้วย ผมจึงเงยหน้าหันไปมองกลุ่มพวกมันก็แทบสะดุ้งเพราะบังเอิญสบตากับคนตัวใหญ่ที่จ้องเขม็งมาแววตาดุใบหน้าบึ้งตึงขั้นสุด จะดุอะไรนักหนาวะ คนที่ต้องทำหน้าแบบนั้น คือผมต่างหาก
"เต็มเชี้ยอะไร โน่นตรงโน้นยังว่าง ไปเลยพวกมึงไม่รู้จะเบียดอะไรพวกกูนักหนา" ไอ้ว่านเงยหน้าบอกไอ้กาย สองคนนี้ขัดกันประจำ ไม่เคยจะพูดจาดีเลยสักครั้ง
"แค่ที่นั่งมึงก็ยังหวงนะไอ้ว่าน ไอ้เชี้ย!! ไอ้เตี้ย"
"พ่อง!!มึงสิเตี้ย ไอ้สัส!!" ว่านโมโหเมื่อกายยิ้มยียวนกวนประสาท หลังจากที่ด่าว่ามันเตี้ย ถ้าไอ้ว่านเตี้ย ผมก็คงเป็นคนแคระแล้วละครับ
ว่านยกนิ้วกลางให้อีกคนอย่างไม่พอใจที่มาว่ามันเตี้ย ส่วนไอ้กายเมื่อด่าอีกคนเสร็จก็เดินไปอีกโต๊ะแต่ก็จริงอย่างที่ไอ้ว่านบอก โต๊ะก็ว่างไม่รู้มันจะมาเบียดพวกผมทำไม
ผมนั่งติวให้ไอ้นัท ให้มันลองทำข้อสอบจนมันพอจะจำได้ มันหันมายิ้มและขอบคุณ หลังจากนั้นทั้งโต๊ะก็เงียบเพราะทุกคนตั้งใจอ่านหนังสือก่อนควิช จนถึงเวลาสอบ นักศึกษาทุกคนก็ลุกเดินขึ้นไปยังอาคารห้องสอบ ผมใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมงก็เดินออกจากห้องพร้อมกับกลุ่มเพื่อน ส่วนกลุ่มอคิณเดินออกมาก่อนแล้ว แต่ผมกลับรู้สึกเย็นวาบทางด้านหลัง จึงหันกลับไปดูรู้สึกเหมือนมีคนจ้องมอง พวกอคิณมันยังไม่ไปไหนยังนั่งอยู่ใต้อาคารเรียน
"มองอะไรนักหนาวะ" ผมบ่นพึมพำ
"ไปกินข้าวกัน กูหิวแล้วใช้สมองเยอะไปหน่อย" ไอ้นัทชวนเพื่อนก่อน
"อย่างมึงนี่นะ มีสมองใช้ด้วยเหรอวะ" ไอ้มิกซ์ขำเพื่อน
"ไอ้สัสมิกซ์" ไอ้นัทไล่เตะมิกซ์ระหว่างทางเดินไปลานจอดรถ วันนี้นัดกันไว้ว่าจะไปนั่งกินหมูกระทะร้านหลังมหา'ลัย
"กูถามจริงเถอะมึงมีอะไรปิดบังกูหรือเปล่าวะ" ไอ้เชี้ย!!นี่ไม่ลืม
"มึงมาเป็นพ่อกูเลยไหม" ผมมองมันตาขวาง แต่มันก็ยังคงจ้องจับผิดผมต่อ
"ได้ก็ดี" มันตอบกลับมาพลางยักไหล่กวนตีนผม
"ไอ้สัสว่าน!!!"
"ก็กูเห็นว่าไอ้อคิณมันรังควาญมึงไม่เลิกะ ถ้าไม่มีอะไรก็ดี"
"ไม่รู้แม่งง!!" ผมทำเสียงหงุดหงิดใส่ ไอ้ว่านจึงเลิกเซ้าซี้ก่อนจะไปขึ้นรถและขับออกไปร้านหมูกระทะหลัง มหา'ลัย
ตี๊ด ตี้ด เสียงข้อความดังขึ้น
"เห็นรถขับออกไป มึงไปไหน" ผมก้มลงมองโทรศัพท์ตัวเองข้อความโชว์หราหน้าจอ
"ตอบให้กูที" ผมหันไปบอกว่านที่นั่งข้างๆ มองจอโทรศัพท์
"ม่อนเหรอ มึงไปสนิทกับมันตอนไหนวะ "
"ค่อยเล่าทีหลังละกัน ตอบไปว่าร้านหมูกะทะ" ว่านมองหน้าผม
"มึงมีความลับกับกูอีกแล้วนะไอ้เชี้ยพีท เมื่อสามปีที่แล้วก็ครั้งหนึ่งละ มาตอนนี้อีกถ้ามึงมีอะไรก็บอกกูได้นะ มึงจะมีเพื่อนไว้ทำเชี้ยไรวะ " ว่านพูดมองตรงออกไปบนถนน มันไม่ได้หันมามองหน้าผมสักเลยนิดเดียว แต่ผมรู้ว่าแววตาของมันมีคำถามมากมายที่รอคำตอบจากผม
"ไว้กูพร้อมเมื่อไหร่กูจะบอกมึงคนแรกเลย" ผมพูดบอกมันเสียงเบา หลังจากนั้นก็ไม่มีเสียงใครพูดอะไรอีกจนถึงร้านหมูกะทะ