ออกเดินทาง

1451 Words
หนึ่งเดือนถัดมา ในช่วงเช้าของวันเดินทางสู่เมืองเลห์ลาดัก ประเทศอินเดีย มุนินทร์และไตรภพผู้เป็นสามีขับรถมารับฉัตรชยาที่คอนโดมิเนียมก่อนที่ทั้งสามจะออกเดินทางไปยังสนามบินสุวรรณภูมิ พอไปถึงทั้งสามคนก็ไปรวมตัวกับเพื่อนร่วมทริปอีกกว่าสิบชีวิตเพื่อเตรียมตัวเข้าเช็กอิน “อ้าว อาจารย์ยังไม่มาเลยนี่หว่า” ไตรภพร้องออกมา ก่อนจะหันมาทางภรรยาคนสวย “รอแป๊บนึงนะที่รัก เดี๋ยวพี่โทรตามก่อน” มุนินทร์พยักหน้ารับ พร้อมยิ้มสดใส ก่อนหันมาทางฉัตรชยาที่กำลังยืนมองด้วยความข้องใจ และอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากถาม “อาจารย์อะไรเหรอแก” “ก็...จะว่ายังไงดีล่ะ เป็นช่างภาพชื่อดังท่านหนึ่งที่พี่ตั้วเขาเครซี่หนักมาก เพิ่งจะได้ทำความรู้จักกันเมื่อไม่นานมานี้ แล้วก็สถาปนาให้เขาเป็นอาจารย์เสร็จสรรพ” “อ๋อ...” ฉัตรชยาพยักหน้ารับรู้ ก่อนหันไปหาที่นั่งรอกับกลุ่มเพื่อนร่วมทริป และหยิบสมาร์ตโฟน ขึ้นมาเล่นไปพลางเพื่อฆ่าเวลาระหว่างรอสมาชิกคนสุดท้าย เธอไถหน้าจอสี่เหลี่ยมท่องโลกโซเชียล เช็กข้อความและคอมเมนต์ในเพจนักเขียน ก่อนจะเข้าไปแอบส่องเพจของเจตนิพัทธ์ด้วยความเคยชิน ซึ่งช่วงนี้ชายหนุ่มไม่ค่อยมีความเคลื่อนไหวเท่าไรนัก เนื่องจากต้องรีบเคลียร์ธุระที่คั่งค้างเพื่อเตรียมตัวออกเดินทางไปต่างประเทศเช่นเดียวกัน แต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังส่งข้อความมาพูดคุยกับเธอทุกวันไม่เคยขาด และกลายเป็นกิจวัตรประจำวันของ ฉัตรชยาไปโดยปริยาย “นั่นไง...อาจารย์มาแล้วที่รัก” เสียงของไตรภพดึงความสนใจของฉัตรชยาออกจากหน้าจอสี่เหลี่ยม เธอเงยหน้าขึ้นไปมองตามทิศทางที่มุนินทร์และสามีกำลังโบกไม้โบกมือส่งสัญญาณให้คนที่เพิ่งมาถึง ดวงตาคู่งามมองฝ่าฝูงชนคราคร่ำภายในสนามบิน ก่อนไปสะดุดเข้ากับใบหน้าหล่อเหลาที่เธอคุ้นเคย แม้หลายเดือนมานี้จะพูดคุยกันผ่านทางข้อความเท่านั้น ทว่าภาพของเขากลับติดตรึงในความทรงจำอีกทั้งยังแจ่มชัดจนน่าแปลกใจ “ขอโทษครับที่มาช้า รอนานไหมครับ” เจตนิพัทธ์หันไปกล่าวกับสมาชิกทุกคน ก่อนดวงตาคู่คมจะมาบรรจบลงที่ฉัตรชยา ทำเอาคนถูกมองที่ยังไม่ทันตั้งตัวถึงกับใบหน้าเห่อร้อน ไม่รู้จะประดิษฐ์หน้าอย่างไรเมื่อได้เผชิญหน้ากันกะทันหันแบบนี้ “ไม่นานเลยครับอาจารย์ ในเมื่อมากันครบแล้วงั้นพวกเราไปเช็กอินกันเถอะครับ” ไตรภพกล่าวจบ ฉัตรชยาจึงอาศัยจังหวะนั้นรีบคว้ากระเป๋าสะพายหลังใบใหญ่ขึ้นจากพื้น ด้วยหวังจะเดินตามไปสมทบกับมุนินทร์และไตรภพ แต่ทว่า... เจตนิพัทธ์สาวเท้าก้าวเข้ามาประชิดเธออย่างรวดเร็ว และดึงกระเป๋าสะพายใบโตของเธอไปถือแทน “คุณเจต! ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ฉัตรถือเองได้” ฉัตรชยาร้องออกมาพลางมองกระเป๋าสะพายหลังใบมหึมาที่อยู่บนบ่าของชายหนุ่ม “งั้นคุณฉัตรช่วยผมถือกระเป๋ากล้องนะครับ” ว่าจบก็ยื่นกระเป๋าใส่กล้องถ่ายภาพใบกะทัดรัดให้ฉัตรชยารับไว้ จากนั้นเขาก็เอากระเป๋าของเธอมาสะพายด้านหน้า ก่อนที่สองขาแกร่งจะก้าวยาวเดินนำออกไป ฉัตรชยารีบซอยเท้าเดินตามให้ทันชายหนุ่ม จนกระทั่งก้าวขึ้นมาเดินเคียงข้างกัน “ฉัตรคุยกับคุณว่าฉัตรจะไปอินเดีย แต่คุณไม่เห็นบอกเลยว่าไปทริปเดียวกับฉัตร”เจตนิพัทธ์ยกยิ้มมุมปากเล็กน้อย ก่อนจะหันมากล่าวตอบคนตัวเล็ก “ตอนแรกที่คุณตั้วชวน ผมยังไม่ได้ตัดสินใจเลยครับ เพราะไม่แน่ใจว่าจะว่างหรือเปล่า แต่พอคุณตั้วบอกว่าคุณฉัตรจะไปด้วยผมก็ตอบตกลงทันที” คำตอบของเขาพร้อมสายตาอบอุ่นที่จ้องมองมา ทำหัวใจดวงน้อยเต้นระส่ำอย่างไม่อาจควบคุม และพาลทำเลือดในกายสูบฉีดอย่างรุนแรงจนเธอสัมผัสได้ถึงความร้อนลวกบนใบหน้า ฉัตรชยารีบหันหน้าหนี และเร่งสาวเท้าเดินหนีไปหามุนินทร์ที่อยู่ข้างหน้า จากนั้นหญิงสาวก็เกาะติดเพื่อนรักไม่ยอมห่าง ด้วยไม่อยากให้ชายหนุ่มเห็นใบหน้าแดงก่ำของเธอ กระทั่งได้เวลาขึ้นเครื่อง ฉัตรชยาและมุนินทร์จำต้องแยกกันไปนั่งตามหมายเลขที่นั่งของตน และเมื่อเธอเดินมาถึงที่นั่งริมหน้าต่างของเธอ ก็พบว่าเจตนิพัทธ์กำลังนั่งส่งยิ้มละมุนอยู่ตรงที่นั่งติดกันกับเธอ ฉัตรชยาค่อย ๆ เดินเข้าไปหย่อนสะโพกลงนั่งตัวแข็งทื่อ ทำเอาชายหนุ่มมองตาละห้อย ก่อนจะเอ่ยออกมา “ถ้าคุณฉัตรอึดอัดที่ต้องนั่งกับผม เดี๋ยวผมเปลี่ยนที่กับคุณนินทร์ก็ได้ครับ” ได้ยินแบบนั้น ฉัตรชยาก็รีบส่ายศีรษะปฏิเสธระรัว “เปล่านะคะคุณเจต ฉัตรไม่ได้อึดอัดเลย เพียงแต่ปกติเราจะคุยกันผ่านข้อความ ฉัตรก็เลยทำตัวไม่ถูกเวลาต้องมาคุยกันตัวเป็น ๆ แบบนี้ อีกอย่างหนึ่งฉัตรเป็นคนคุยไม่ค่อยเก่ง เพราะว่าฉัตรมีเพื่อนน้อยค่ะ เวลาจะคุยกับใครที่ไม่ค่อยสนิทก็เลยจะออกเกร็ง ๆ” ฉัตรชยาว่าจบก็ยิ้มแห้งออกมา "ผมอยากทำความรู้จัก อยากสนิทกับคุณฉัตรให้มากกว่านี้นะครับ แต่ไม่ใช่ในฐานะเพื่อน" สิ้นเสียงทุ้มนัยน์ตาคู่สวยก็พลันเบิกโพลง ด้วยไม่คิดว่าเจตนิพัทธ์จะเปิดฉากจู่โจมรวดเร็วขนาดนี้ “คือว่า...” “ผมเข้าใจนะครับ ถ้าคุณฉัตรยังลังเล เพราะผมก็พอรู้มาบ้างว่าคุณเพิ่งเลิกกับแฟนไป ผมไม่คิดจะเร่งรัดเลยครับ แค่อยากให้รับไว้พิจารณา” ได้ยินแบบนั้นดวงหน้าสวยก็เผลอยิ้มเล็ก ๆ ออกมา ความซื่อตรงของเขาทำให้เธอรู้สึกสบายใจอย่างบอกไม่ถูก “ขอบคุณนะคะที่เข้าใจ ฉัตรจะลองเก็บไปคิดดูค่ะ” “ขอบคุณมากครับ แค่นี้ก็ชื่นใจแล้ว” เขาเอ่ยออกมาพร้อมรอยยิ้มอบอุ่นเต็มใบหน้า “ห้ามเร่งจริง ๆ นะคะ ฉัตรไม่อยากรู้สึกกดดัน” เธอหันมายกมือชี้หน้าเขา พร้อมทำหน้าตาขึงขัง ช่างดูน่ารักน่าชังเสียจนเจตนิพัทธ์หลุดขำออกมา “ฮ่า ฮ่า ฮ่า สัญญาเลยครับ ด้วยเกียรติของลูกผู้ชาย” ทว่าเสียงหัวเราะของชายหนุ่ม เริ่มทำให้ผู้โดยสารบางคนหันมามองเป็นเชิงตำหนิ ฉัตรชยาจึงรีบสะกิดเขา และยื่นหน้าเข้าไปกระซิบกระซาบตักเตือน นั่นจึงทำให้การสนทนาของทั้งคู่เป็นอันต้องจบลง ตลอดการเดินทางบนนกเหล็กลำยักษ์ร่วมสี่ชั่วโมง เจตนิพัทธ์คอยดูแลเอาใจใส่ฉัตรชยาตลอดเวลา อีกทั้งยังชวนพูดคุยกันเบา ๆ จนกระทั่งเธอคลายความประหม่าลงไปมาก ราวสี่ชั่วโมงผ่านไป เครื่องบินก็ลงจอดที่ ท่าอากาศยานนานาชาติอินทิรา คานธี กรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย ทุกคนก็จะต้องต่อเครื่องอีกประมาณหนึ่งชั่วโมงครึ่งเพื่อไปสู่เมืองเลห์ลาดัก ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางของการเดินทางท่องเที่ยวในครั้งนี้ เมื่อใกล้ถึงที่หมาย เจตนิพัทธ์ก็หันมาสะกิดฉัตรชยาที่กำลังนั่งหลับด้วยความอ่อนเพลียให้ตื่นขึ้น หญิงสาวหันมามองชายหนุ่มข้างกายด้วยอาการงัวเงีย “หันไปมองนอกหน้าต่างสิครับ” ฉัตรชยาที่กำลังสะลึมสะลือยังไม่ตื่นเต็มตาเท่าไรนักหันไปทางหน้าต่างที่อยู่ฝั่งซ้ายมืออย่างว่าง่าย และภาพที่ปรากฏตรงหน้าก็ทำดวงตาคู่หวานที่กำลังปรือปรอยพลันเบิกกว้างในบัดดล ภาพภูเขาสูงใหญ่สลับซับซ้อนที่ถูกปกคลุมไปด้วยหิมะขาวโพลนช่างงดงามราวกับภาพฝัน เธอไม่เคยเห็นธรรมชาติที่ถูกสรรค์สร้างได้อย่างสวยงามเช่นนี้มาก่อนเลยในชีวิต ฉัตรชยามองวิวทิวทัศน์ด้วยความตื่นตาตื่นใจ ดวงตาคู่สวยถูกตรึงเอาไว้กับทัศนียภาพเบื้องล่างราวกับต้องมนต์สะกด ส่วนชายหนุ่มที่นั่งข้างกันหาได้สนใจธรรมชาติแต่อย่างใด เพราะดวงตาคู่คมนั้นกำลังจ้องมองเสี้ยวหน้าอ่อนหวานที่ประดับด้วยยิ้มสดใส ช่างงดงามกว่าเป็นไหน ๆ ซึ่งนั่นก็ทำให้เขาไม่อาจละสายตาจากเธอไปได้เลย
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD