หนึ่งเดือนถัดมา ในช่วงเช้าของวันเดินทางสู่เมืองเลห์ลาดัก ประเทศอินเดีย มุนินทร์และไตรภพผู้เป็นสามีขับรถมารับฉัตรชยาที่คอนโดมิเนียมก่อนที่ทั้งสามจะออกเดินทางไปยังสนามบินสุวรรณภูมิ พอไปถึงทั้งสามคนก็ไปรวมตัวกับเพื่อนร่วมทริปอีกกว่าสิบชีวิตเพื่อเตรียมตัวเข้าเช็กอิน
“อ้าว อาจารย์ยังไม่มาเลยนี่หว่า” ไตรภพร้องออกมา ก่อนจะหันมาทางภรรยาคนสวย “รอแป๊บนึงนะที่รัก เดี๋ยวพี่โทรตามก่อน”
มุนินทร์พยักหน้ารับ พร้อมยิ้มสดใส ก่อนหันมาทางฉัตรชยาที่กำลังยืนมองด้วยความข้องใจ และอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากถาม
“อาจารย์อะไรเหรอแก”
“ก็...จะว่ายังไงดีล่ะ เป็นช่างภาพชื่อดังท่านหนึ่งที่พี่ตั้วเขาเครซี่หนักมาก เพิ่งจะได้ทำความรู้จักกันเมื่อไม่นานมานี้ แล้วก็สถาปนาให้เขาเป็นอาจารย์เสร็จสรรพ”
“อ๋อ...” ฉัตรชยาพยักหน้ารับรู้ ก่อนหันไปหาที่นั่งรอกับกลุ่มเพื่อนร่วมทริป และหยิบสมาร์ตโฟน
ขึ้นมาเล่นไปพลางเพื่อฆ่าเวลาระหว่างรอสมาชิกคนสุดท้าย
เธอไถหน้าจอสี่เหลี่ยมท่องโลกโซเชียล เช็กข้อความและคอมเมนต์ในเพจนักเขียน ก่อนจะเข้าไปแอบส่องเพจของเจตนิพัทธ์ด้วยความเคยชิน ซึ่งช่วงนี้ชายหนุ่มไม่ค่อยมีความเคลื่อนไหวเท่าไรนัก เนื่องจากต้องรีบเคลียร์ธุระที่คั่งค้างเพื่อเตรียมตัวออกเดินทางไปต่างประเทศเช่นเดียวกัน แต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังส่งข้อความมาพูดคุยกับเธอทุกวันไม่เคยขาด และกลายเป็นกิจวัตรประจำวันของ
ฉัตรชยาไปโดยปริยาย
“นั่นไง...อาจารย์มาแล้วที่รัก”
เสียงของไตรภพดึงความสนใจของฉัตรชยาออกจากหน้าจอสี่เหลี่ยม เธอเงยหน้าขึ้นไปมองตามทิศทางที่มุนินทร์และสามีกำลังโบกไม้โบกมือส่งสัญญาณให้คนที่เพิ่งมาถึง ดวงตาคู่งามมองฝ่าฝูงชนคราคร่ำภายในสนามบิน ก่อนไปสะดุดเข้ากับใบหน้าหล่อเหลาที่เธอคุ้นเคย แม้หลายเดือนมานี้จะพูดคุยกันผ่านทางข้อความเท่านั้น ทว่าภาพของเขากลับติดตรึงในความทรงจำอีกทั้งยังแจ่มชัดจนน่าแปลกใจ
“ขอโทษครับที่มาช้า รอนานไหมครับ”
เจตนิพัทธ์หันไปกล่าวกับสมาชิกทุกคน ก่อนดวงตาคู่คมจะมาบรรจบลงที่ฉัตรชยา ทำเอาคนถูกมองที่ยังไม่ทันตั้งตัวถึงกับใบหน้าเห่อร้อน ไม่รู้จะประดิษฐ์หน้าอย่างไรเมื่อได้เผชิญหน้ากันกะทันหันแบบนี้
“ไม่นานเลยครับอาจารย์ ในเมื่อมากันครบแล้วงั้นพวกเราไปเช็กอินกันเถอะครับ” ไตรภพกล่าวจบ ฉัตรชยาจึงอาศัยจังหวะนั้นรีบคว้ากระเป๋าสะพายหลังใบใหญ่ขึ้นจากพื้น ด้วยหวังจะเดินตามไปสมทบกับมุนินทร์และไตรภพ
แต่ทว่า...
เจตนิพัทธ์สาวเท้าก้าวเข้ามาประชิดเธออย่างรวดเร็ว และดึงกระเป๋าสะพายใบโตของเธอไปถือแทน
“คุณเจต! ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ฉัตรถือเองได้” ฉัตรชยาร้องออกมาพลางมองกระเป๋าสะพายหลังใบมหึมาที่อยู่บนบ่าของชายหนุ่ม
“งั้นคุณฉัตรช่วยผมถือกระเป๋ากล้องนะครับ” ว่าจบก็ยื่นกระเป๋าใส่กล้องถ่ายภาพใบกะทัดรัดให้ฉัตรชยารับไว้ จากนั้นเขาก็เอากระเป๋าของเธอมาสะพายด้านหน้า ก่อนที่สองขาแกร่งจะก้าวยาวเดินนำออกไป
ฉัตรชยารีบซอยเท้าเดินตามให้ทันชายหนุ่ม จนกระทั่งก้าวขึ้นมาเดินเคียงข้างกัน
“ฉัตรคุยกับคุณว่าฉัตรจะไปอินเดีย แต่คุณไม่เห็นบอกเลยว่าไปทริปเดียวกับฉัตร”เจตนิพัทธ์ยกยิ้มมุมปากเล็กน้อย ก่อนจะหันมากล่าวตอบคนตัวเล็ก
“ตอนแรกที่คุณตั้วชวน ผมยังไม่ได้ตัดสินใจเลยครับ เพราะไม่แน่ใจว่าจะว่างหรือเปล่า แต่พอคุณตั้วบอกว่าคุณฉัตรจะไปด้วยผมก็ตอบตกลงทันที”
คำตอบของเขาพร้อมสายตาอบอุ่นที่จ้องมองมา ทำหัวใจดวงน้อยเต้นระส่ำอย่างไม่อาจควบคุม และพาลทำเลือดในกายสูบฉีดอย่างรุนแรงจนเธอสัมผัสได้ถึงความร้อนลวกบนใบหน้า
ฉัตรชยารีบหันหน้าหนี และเร่งสาวเท้าเดินหนีไปหามุนินทร์ที่อยู่ข้างหน้า จากนั้นหญิงสาวก็เกาะติดเพื่อนรักไม่ยอมห่าง ด้วยไม่อยากให้ชายหนุ่มเห็นใบหน้าแดงก่ำของเธอ
กระทั่งได้เวลาขึ้นเครื่อง ฉัตรชยาและมุนินทร์จำต้องแยกกันไปนั่งตามหมายเลขที่นั่งของตน และเมื่อเธอเดินมาถึงที่นั่งริมหน้าต่างของเธอ ก็พบว่าเจตนิพัทธ์กำลังนั่งส่งยิ้มละมุนอยู่ตรงที่นั่งติดกันกับเธอ
ฉัตรชยาค่อย ๆ เดินเข้าไปหย่อนสะโพกลงนั่งตัวแข็งทื่อ ทำเอาชายหนุ่มมองตาละห้อย ก่อนจะเอ่ยออกมา
“ถ้าคุณฉัตรอึดอัดที่ต้องนั่งกับผม เดี๋ยวผมเปลี่ยนที่กับคุณนินทร์ก็ได้ครับ” ได้ยินแบบนั้น
ฉัตรชยาก็รีบส่ายศีรษะปฏิเสธระรัว
“เปล่านะคะคุณเจต ฉัตรไม่ได้อึดอัดเลย เพียงแต่ปกติเราจะคุยกันผ่านข้อความ ฉัตรก็เลยทำตัวไม่ถูกเวลาต้องมาคุยกันตัวเป็น ๆ แบบนี้ อีกอย่างหนึ่งฉัตรเป็นคนคุยไม่ค่อยเก่ง เพราะว่าฉัตรมีเพื่อนน้อยค่ะ เวลาจะคุยกับใครที่ไม่ค่อยสนิทก็เลยจะออกเกร็ง ๆ” ฉัตรชยาว่าจบก็ยิ้มแห้งออกมา
"ผมอยากทำความรู้จัก อยากสนิทกับคุณฉัตรให้มากกว่านี้นะครับ แต่ไม่ใช่ในฐานะเพื่อน" สิ้นเสียงทุ้มนัยน์ตาคู่สวยก็พลันเบิกโพลง ด้วยไม่คิดว่าเจตนิพัทธ์จะเปิดฉากจู่โจมรวดเร็วขนาดนี้
“คือว่า...”
“ผมเข้าใจนะครับ ถ้าคุณฉัตรยังลังเล เพราะผมก็พอรู้มาบ้างว่าคุณเพิ่งเลิกกับแฟนไป ผมไม่คิดจะเร่งรัดเลยครับ แค่อยากให้รับไว้พิจารณา”
ได้ยินแบบนั้นดวงหน้าสวยก็เผลอยิ้มเล็ก ๆ ออกมา ความซื่อตรงของเขาทำให้เธอรู้สึกสบายใจอย่างบอกไม่ถูก
“ขอบคุณนะคะที่เข้าใจ ฉัตรจะลองเก็บไปคิดดูค่ะ”
“ขอบคุณมากครับ แค่นี้ก็ชื่นใจแล้ว” เขาเอ่ยออกมาพร้อมรอยยิ้มอบอุ่นเต็มใบหน้า
“ห้ามเร่งจริง ๆ นะคะ ฉัตรไม่อยากรู้สึกกดดัน” เธอหันมายกมือชี้หน้าเขา พร้อมทำหน้าตาขึงขัง ช่างดูน่ารักน่าชังเสียจนเจตนิพัทธ์หลุดขำออกมา
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า สัญญาเลยครับ ด้วยเกียรติของลูกผู้ชาย”
ทว่าเสียงหัวเราะของชายหนุ่ม เริ่มทำให้ผู้โดยสารบางคนหันมามองเป็นเชิงตำหนิ ฉัตรชยาจึงรีบสะกิดเขา และยื่นหน้าเข้าไปกระซิบกระซาบตักเตือน นั่นจึงทำให้การสนทนาของทั้งคู่เป็นอันต้องจบลง
ตลอดการเดินทางบนนกเหล็กลำยักษ์ร่วมสี่ชั่วโมง เจตนิพัทธ์คอยดูแลเอาใจใส่ฉัตรชยาตลอดเวลา อีกทั้งยังชวนพูดคุยกันเบา ๆ จนกระทั่งเธอคลายความประหม่าลงไปมาก
ราวสี่ชั่วโมงผ่านไป เครื่องบินก็ลงจอดที่
ท่าอากาศยานนานาชาติอินทิรา คานธี กรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย ทุกคนก็จะต้องต่อเครื่องอีกประมาณหนึ่งชั่วโมงครึ่งเพื่อไปสู่เมืองเลห์ลาดัก ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางของการเดินทางท่องเที่ยวในครั้งนี้
เมื่อใกล้ถึงที่หมาย เจตนิพัทธ์ก็หันมาสะกิดฉัตรชยาที่กำลังนั่งหลับด้วยความอ่อนเพลียให้ตื่นขึ้น หญิงสาวหันมามองชายหนุ่มข้างกายด้วยอาการงัวเงีย
“หันไปมองนอกหน้าต่างสิครับ”
ฉัตรชยาที่กำลังสะลึมสะลือยังไม่ตื่นเต็มตาเท่าไรนักหันไปทางหน้าต่างที่อยู่ฝั่งซ้ายมืออย่างว่าง่าย และภาพที่ปรากฏตรงหน้าก็ทำดวงตาคู่หวานที่กำลังปรือปรอยพลันเบิกกว้างในบัดดล
ภาพภูเขาสูงใหญ่สลับซับซ้อนที่ถูกปกคลุมไปด้วยหิมะขาวโพลนช่างงดงามราวกับภาพฝัน เธอไม่เคยเห็นธรรมชาติที่ถูกสรรค์สร้างได้อย่างสวยงามเช่นนี้มาก่อนเลยในชีวิต
ฉัตรชยามองวิวทิวทัศน์ด้วยความตื่นตาตื่นใจ ดวงตาคู่สวยถูกตรึงเอาไว้กับทัศนียภาพเบื้องล่างราวกับต้องมนต์สะกด
ส่วนชายหนุ่มที่นั่งข้างกันหาได้สนใจธรรมชาติแต่อย่างใด เพราะดวงตาคู่คมนั้นกำลังจ้องมองเสี้ยวหน้าอ่อนหวานที่ประดับด้วยยิ้มสดใส ช่างงดงามกว่าเป็นไหน ๆ ซึ่งนั่นก็ทำให้เขาไม่อาจละสายตาจากเธอไปได้เลย