คาหนังคาเขา

1757 Words
รถมินิคูเปอร์สีขาวขับฝ่าการจราจรอันหนาแน่นใจกลางกรุง ท่ามกลางแสงแดดร้อนระอุในยามเที่ยง หญิงสาวร่างเล็กกะทัดรัดที่นั่งอยู่หลังพวงมาลัยกำลังฮัมเพลงตามเสียงดนตรีจังหวะเร้าใจที่เธอเปิดเอาไว้ดังกระหึ่มลั่นห้องโดยสาร ทันทีที่ล้อทั้งสี่จอดนิ่งสนิทอยู่กลางสี่แยกไฟแดง ดวงตาสุกสกาวคู่งามก็หันไปจ้องมองของที่วางอยู่บนเบาะโดยสารด้านข้าง ก่อนยกยิ้มออกมาอย่างมีความสุข ฉัตรชยาไล่สายตามองตัวอย่างเล่มหนังสือนิยายของเธอที่กำลังจะตีพิมพ์ในอีกไม่นาน ซึ่งเธออุตส่าห์ถ่อไปรับตัวอย่างหนังสือนี้มาด้วยตัวเอง เนื่องจากไม่สามารถติดต่อผู้ช่วยส่วนตัวได้ ตอนแรกก็แอบหงุดหงิดหัวเสียไม่น้อย เพราะช่วงหลังมานี้ แอริน ผู้ช่วยคนสนิทมักทำงานขาดตกบกพร่องและไม่สามารถติดต่อได้อยู่บ่อยครั้ง ทำให้งานที่ควรจะได้รับการแบ่งเบาออกไป กลับกลายมาเป็นภาระของฉัตรชยาเสียเอง “เฮ้อ...พี่จะทำยังไงกับเธอดีนะยัยแอร์” เสียงหวานบ่นพึมพำกับตนเอง เพราะใจจริงเธอก็ไม่อยากใช้ไม้แข็งกับผู้ช่วยสาว เนื่องจากแอรินคือรุ่นน้องที่สนิทสนมกันมาอย่างยาวนานตั้งแต่สมัยเรียนระดับอุดมศึกษา ซึ่งก่อนหน้านี้หล่อนก็ทำงานขยันขันแข็ง มีประสิทธิภาพมาโดยตลอด ขณะที่ยังคิดไม่ตกนั้น ดวงตาคู่สวยก็เหลือบไปมองถุงกระดาษสีชมพูหวานแหวว ก่อนจะเอื้อมไปหยิบสิ่งของที่อยู่ด้านในนั้นออกมา การ์ดรูปทรงสี่เหลี่ยมสีน้ำเงินเข้มพับครึ่งส่งกลิ่นหอมฟุ้ง ด้านหน้ามีตัวอักษรสีขาวตกแต่งด้วยกลิตเตอร์ระยิบระยับ 'Invite you to celebrate our wedding' 'Chatchaya & Passakorn' ฉัตรชยาจ้องมองการ์ดแต่งงานของเธอและแฟนหนุ่มที่กำลังจะมีขึ้นในอีกสามเดือนข้างหน้า “เฮ้อ...นี่ก็อีกคน อุตส่าห์นัดเอาไว้แล้วนะว่าวันนี้ต้องไปเอาการ์ด” เสียงหวานพร่ำบ่นออกมา ก่อนรอยยิ้มบนใบหน้าจะค่อย ๆ เลือนรางจางหายไป เธอโทรหาภาสกรตั้งแต่เช้า เพื่อเตือนแฟนหนุ่มถึงนัดหมายในวันนี้ แต่ทว่าก็ไม่สามารถติดต่อได้ อันที่จริงก็ติดต่อไม่ได้ตั้งแต่เมื่อคืนวาน ซึ่งเธอก็เข้าใจว่างานของเขานั้นค่อนข้างรัดตัว ด้วยตำแหน่งผู้จัดการสาขา วันหยุดแบบนี้คงนอนหลับใหลไม่ได้สติ ป่านนี้คงยังไม่ตื่นเป็นแน่ เมื่อคิดได้แบบนั้น ฉัตรชยาจึงตัดสินใจไปหาแฟนหนุ่มที่บ้านหลังใหม่ ซึ่งทั้งคู่ร่วมกันซื้อเอาไว้เมื่อไม่นานมานี้ เพื่อใช้เป็นเรือนหอ เมื่อสัญญาณไฟเขียวปรากฏขึ้น รถมินิคูเปอร์คันงามก็ขับเคลื่อนไหลไปตามยวดยานพาหนะคันอื่น ๆ ขับไปได้ประมาณห้านาที เธอก็หมุนพวงมาลัยเลี้ยวเข้าโครงบ้านหมู่บ้านหรูใจกลางกรุง ก่อนล้อทั้งสี่จะจอดนิ่งสนิทอยู่ที่หน้าบ้านเดี่ยวหลังหนึ่ง พอมองเข้าไปด้านในก็เห็นรถซีดานของแฟนหนุ่มจอดอยู่ในโรงจอดรถ “อยู่จริง ๆ ด้วย” สิ้นเสียงหวาน มือบางก็เอื้อมไปคว้าถุงกระดาษสีชมพู ก่อนเปิดประตูลงจากรถ เดินไปกดรีโมตเปิดประตูรั้ว จากนั้นก็เดินฮัมเพลงเบา ๆ เข้าไปอย่างสบายอารมณ์ ทว่าเสียงฮัมเพลงหวาน ๆ พลันหายไปโดยฉับพลัน เมื่อนัยน์ตาคู่สวยไปสะดุดเข้ากับรองเท้าส้นสูงสีชมพูวางเคียงคู่กับรองเท้าหนังสีดำของผู้ชาย ร่างบางยืนนิ่งดั่งถูกสาป อีกทั้งยังชาวาบไปทั้งตัวราวกับมีน้ำอุณหภูมิเย็นเยือกซัดสาดเข้ามา พร้อมหัวใจดวงน้อยที่เต้นระส่ำด้วยความหวาดหวั่น รองเท้าส้นสูงคู่นี้ช่างดูคุ้นตา เพราะมันคือ Valentino Rockstud สีชมพูอ่อน แบบเดียวและสีเดียวกับที่เธอซื้อให้เป็นของขวัญวันเกิดแอรินเมื่อเดือนที่แล้ว ฉัตรชยาสูดลมหายใจเข้าลึกจนสุดปอด พยายามรวบรวมสติให้กลับคืนมา ก่อนค่อย ๆ เอื้อมมือไปเปิดประตูช้า ๆ ทันทีที่บานประตูเปิดอ้าออก ไอเย็นจากเครื่องปรับอากาศก็เข้าปะทะกายบาง และภาพที่ปรากฏตรงหน้าก็ทำเอาหัวใจที่กำลังเต้นอย่างโหมกระหน่ำพลันหยุดลงในบัดดล บนพื้นกระเบื้องลายหินอ่อนมีเศษซากเสื้อผ้าของชายหญิงกระจัดกระจายเป็นทางไปจนถึงขั้นบันได ฉัตรชยาเดินตามชิ้นส่วนอาภรณ์นั้นไป ประหนึ่งสองพี่น้องแฮนเซลกับเกรเทลเดินตามเศษขนมปัง เมื่อเธอเดินไปถึงชั้นสองของบ้านก็พบว่าประตูห้องนอนมาสเตอร์เปิดแง้มเอาไว้ ไม่เพียงเท่านั้นยังมีเสียงครวญครางระหว่างชายหญิงเล็ดลอดออกมา “อ๊ะ อ๊ะ...พี่ภาสขา...” ชื่อเสียงเรียงนามของแฟนหนุ่มที่ทะลุเข้าในโสตประสาท ทำเอาฉัตรชยาเกือบหลุดร้องออกมาด้วยความตกใจ ทว่าเธอก็ยกมือขึ้นปิดปากเอาไว้ได้ทัน ฉัตรชยาผลักบานประตูเข้าไป พบกับเตียงนอนขนาดคิงไซต์ภายในห้องหออยู่ในสภาพยับย่น ไม่บอกก็รู้ว่าก่อนหน้านี้เคยเกิดอะไรขึ้นบ้าง ดวงตาคู่งามเริ่มร้อนผ่าวอย่างไม่อาจควบคุม ก่อนที่น้ำตาแห่งความเจ็บช้ำหลั่งรินออกมาอย่างไม่ขาดสาย ก่อนหันไปจ้องมองบานประตูห้องน้ำปิดสนิทที่มีเสียงกิจกรรมร่วมรักของชายโฉดหญิงชั่วดังแว่วมา “อ๊ะ...อื้อ...พี่ภาสเบา ๆ หน่อยสิคะ อดอยากปากแห้งอะไรขนาดนั้น ช่วงนี้เราทำกันทุกวันเลยนะ” “ก็น้องแอร์รัดพี่แน่นแบบนี้จะให้พี่เบาได้ยังไงคะทูนหัว” “โอ๊ย...พี่ฉัตรไม่ดูแลพี่ภาสเลยเหรอคะเนี่ย...อ๊ะ...” “อย่าไปพูดถึงเลยรายนั้น น่ารำคาญ อยากเก็บพรหมจรรย์ไว้ในคืนเข้าหอ” ฉัตรชยาได้ยินแบบนั้นก็พลันกระจ่างแจ้งแก่ใจ ในตอนแรกเธอไม่อยากจะคิดว่าหญิงชั่วคนนั้นคือแอริน ทว่าบทสนทนาที่เธอได้ยินเต็มสองรูหู ก็ทำให้เธอตาสว่าง ดวงตาแดงก่ำจ้องมองห้องนอนที่เธอออกแบบตกแต่งด้วยตนเอง ตลอดจนเครื่องเรือนและของประดับทุกชิ้นที่เธอเลือกเองกับมือ ก่อนที่เธอจะตวัดนัยน์ตาหม่นเศร้ากลับไปที่บานประตูห้องน้ำอีกครั้ง และในเสี้ยววินาทีต่อมาก็แปรเปลี่ยนเป็นความโกรธขึ้งเข้ามาแทนที่ ภายในห้องนั้นคือชายโฉดที่เธอรัก และหญิงชั่วที่เธอเอ็นดูเหมือนน้องนุ่ง ในเมื่อกล้าทำกันถึงขนาดนี้ เธอก็จะตอบแทนให้สาสม เมื่อคิดได้แบบนั้น มือบางก็ปล่อยถุงกระดาษร่วงหล่นลงพื้น ยกสองมือขึ้นปาดคราบน้ำตา และเก็บกลืนก้อนสะอื้นลงคอไปจนสิ้น ก่อนสาวเท้าเข้าไปในห้องแต่งตัว คว้าไม้เบสบอลที่วางพิงอยู่ตรงมุมห้องมาไว้ในมือ พอกลับออกมาอีกครั้งเธอก็จัดการง้างไม้เบสบอลและหวดลงไปบนเครื่องเรือนต่าง ๆ เสียงดังสนั่น ก่อนหันไปฟาดโคมไฟตั้งพื้นแตกละเอียด จากนั้นก็เดินไปซัดกระจกหน้าต่างจนแตกกระจาย เสียงดังโครมครามทำให้ภาสกร และแอรินตกอกตกใจ รีบวิ่งออกมาดู โดยที่ทั้งคู่มีเพียงแค่ผ้าเช็ดตัวสีขาวบดบังความอนาจารเอาไว้ “เฮ้ย! ฉัตรทำบ้าอะไรเนี่ย” ภาสกรทำท่าจะพุ่งเข้าคว้าตัวฉัตรชยา ทว่าเธอยกไม้เบสบอลขึ้นชี้หน้าแฟนหนุ่ม “อย่าเข้ามานะถ้าไม่อยากหน้าแหก ก่อนจะถามว่าฉัตรทำบ้าอะไร ถามตัวเองก่อนไหมว่าพวกมึงทำเหี้ยอะไรกันอยู่ !” ฉัตรชยาผรุสวาทออกมาด้วยความเดือดดาล ทำเอาภาสกรตกใจถอยหลังไปหนึ่งก้าว ส่วนแอรินก็ยืนตัวสั่นเทาเกาะแขนชายหนุ่มเอาไว้ด้วยความหวาดกลัว “ฉัตรใจเย็น ๆ ก่อนนะ ค่อย ๆ คุยกันเถอะ เรื่องนี้พี่อธิบายได้” “จับได้คาหนังคาเขาแบบนี้ ยังจะหน้าด้านมาอธิบายอะไร เป็นอุบัติเหตุทางเพศเหรอ? หรือว่ารู้เท่าไม่ถึงการณ์?” “โธ่...ฉัตร...ฟังพี่ก่อนสิครับ...หืม...” ภาสกรอ้อนวอนพร้อมทำท่าจะก้าวเข้าไปหาแฟนสาว ทว่าฉัตรชยาถลึงตาดุใส่ และยกแขนง้างไม้เบสบอลขึ้นเหนือศีรษะ “อยากหัวแตกก็ลองดู” ว่าจบเธอก็สาวเท้าไปข้างหลัง ย่อตัวลงหยิบการ์ดแต่งงานในถุงกระดาษขึ้นมาโยนขึ้นลอยไปบนอากาศ ก่อนการ์ดเหล่านั้นจะตกลงมากระจัดกระจายเต็มห้อง บางส่วนตกลงมาข้างกาย เธอก็รีบสาวเท้าเข้าไปกระทืบลงไปอย่างไม่ปรานี “เฮ้ย! ฉัตร...ทำไมทำแบบนี้ล่ะ เดี๋ยวก็พังหมดหรอก จะไม่พอแจกแขกนะ” ได้ยินแบบนั้น ฉัตรชยาถึงกับหัวเราะในลำคอ “นี่ยังคิดว่าฉัตรจะแต่งกับพี่ได้ลงอีกเหรอ พอกันที ! เราจบกัน !” ว่าจบฉัตรชยาก็หยิบสมาร์ตโฟนขึ้นมากดถ่ายภาพตรงหน้าระรัว ทำเอาภาสกรตกใจจะเข้ามาคว้าโทรศัพท์มือถือของเธอเอาไว้ แต่ก็ติดตรงที่ไม้เบสบอลในมือเธอ ด้านแอรินที่ยืนทำหน้าเศร้าราวกับจะร้องไห้ ก็รวบรวมความกล้าก้าวออกมาข้างหน้า “พี่ฉัตรขา...ใจเย็น ๆ ก่อนนะคะ แอร์ขอร้อง เรื่องทั้งหมดเป็นความผิดของแอร์เองค่ะ แอร์ขอโทษ อย่าไปโทษพี่ภาสเลยนะคะ” หล่อนเอ่ยออกมาด้วยเสียงสั่นเครือพลางยกมือไหว้อ้อนวอน ฉัตรชยาแสยะยิ้มออกมาด้วยความรังเกียจเดียดฉันท์ ไม่คิดว่าเธอจะเลี้ยงงูเห่าเอาไว้ข้างกาย “เอากองไว้ตรงนั้น ฉันไม่รับ แล้วต่อไปนี้เธอกับฉันก็จบกัน ฉันไล่เธอออก” สิ้นเสียงประกาศกร้าวของฉัตรชยา เธอก็เหวี่ยงไม้เบสบอลลงพื้นจนเกิดเสียงดังสนั่น ก่อนถอดแหวนหมั้นบนนิ้วนางข้างซ้ายเขวี้ยงทิ้งลงพื้น จากนั้นเธอก็หันหลังเดินออกมา โดยไม่สนใจเสียงร้องเรียกของภาสกรที่พยายามจะวิ่งตามมา ทว่าก็โดนแอรินรั้งตัวเอาไว้ และนั่นจึงทำให้เธอไม่เห็นสีหน้าของแอรินที่แปรเปลี่ยนไป จากใบหน้าเศร้าสร้อยราวกับเสียอกเสียใจหนักหนากลายเป็นแสยะยิ้มร้ายดั่งผู้ชนะ
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD