ฉัตรชยาพยายามเก็บกลืนความเศร้าโศกเสียใจนั้นลงไป ไม่ยอมให้น้ำตาไหลออกมา เธอไม่มีวันยอมให้ชายชั่วและหญิงแพศยาได้เห็นความอ่อนแอของเธออย่างแน่นอน
หญิงสาวเดินออกจากบ้านด้วยเท้าเปลือยเปล่า ผ่านรองเท้าส้นสูงแบรนด์เนมของตนเองมาด้วยอาการเหม่อลอย ตลอดทางที่เดินมานั้นมีคราบเลือดสีแดงฉานเปรอะเปื้อนบนพื้นทุกย่างก้าว ด้วยฝ่าเท้าเล็กถูกเศษกระจกหน้าต่างที่แตกกระจายบนพื้นบาดเข้าโดยไม่รู้ตัว แต่ทว่าเธอกลับด้านชาจนไม่รับรู้ถึกความเจ็บปวดแต่อย่างใด
หลังจากขึ้นรถมินิคูเปอร์คู่ใจมาได้ ฉัตรชยาก็ขับออกไปอย่างไม่รู้ทิศทาง
เมื่อพ้นบ้านหลังนั้นออกมาได้สักครู่ หญิงสาวก็ปล่อยโฮออกมาอย่างไม่อาจกลั้น เธอร่ำไห้ปานจะขาดใจจนน้ำตาแทบเป็นสายเลือด เสียงร้องระงมของเธอดังกลบเสียงเพลงที่เปิดค้างเอาไว้ แต่เธอก็ไม่ได้สนใจ และยังคงคร่ำครวญต่อไปอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุด
ภาสกรคือแฟนคนแรกและคนเดียวของเธอ พอถูกขอแต่งงานเธอก็รีบตอบตกลงทันที ตลอดเวลาที่ผ่านมาความสัมพันธ์ของเธอและเขาช่างงดงามดั่งภาพฝัน เหมือนนิยายรักโรแมนติกที่เธอรังสรรค์ออกมาเป็นตัวอักษร
ใครจะไปคิดว่าภาสกรจะเลวทรามได้ถึงเพียงนี้ ทั้งที่กำลังจะแต่งงานกันในอีกไม่กี่เดือน นี่มันคือการคบชู้กันดี ๆ นี่เอง และยิ่งช้ำใจไปกว่านั้น หญิงชู้ก็คือรุ่นน้องที่เธอทั้งรักและเอ็นดู ให้ความไว้วางใจ สุดท้ายก็ร่วมมือกันหักหลังเธออย่างหน้าไม่อาย
“ไอ้ชั่ว! ไอ้เลว! ฮือ...ฮือ...ฮึก...ฮึก”
ฉัตรชยาตะโกนด่าทอพร้อมร่ำไห้สะอึกสะอื้นจนตัวโยน และในไม่กี่วินาทีต่อมาเธอก็เริ่มรู้สึกปั่นป่วนมวนท้อง ประหนึ่งว่ากระเพาะอาหารจะรับรู้ได้ถึงความเครียดอันมากมายมหาศาล ตามมาด้วยอาการคลื่นไส้พะอึดพะอมอยากจะอาเจียนเสียให้ได้ ดวงหน้าสวยเริ่มซีดเซียวและบิดเบี้ยวเหยเก
เมื่ออาการประดังประเดเข้ามาอย่างปัจจุบันทันด่วน ฉัตรชยาจึงหักเลี้ยวเข้าข้างทางกะทันหัน จนรถซีดานสีดำสัญชาติยุโรปที่ขับตามมาเกือบชนท้ายรถของเธอ
หญิงสาวเปิดประตูลงมาได้ก็รีบถลาไปข้างทาง และก้มหน้าลงต่ำโก่งคออาเจียน โดยที่มือข้างหนึ่งยันฝากระโปรงหน้ารถเอาไว้เพื่อช่วยพยุงร่างกาย
ฉัตรชยาอาเจียนจนหมดไส้หมดพุง ก่อน
ค่อย ๆ หยัดกายขึ้นยืนพิงฝากระโปรงรถด้านหน้าเอาไว้ ทว่าดวงตาของเธอในตอนนี้เริ่มพร่าเบลอเต็มไปด้วยดวงดาวระยับระยับ และในเสี้ยววินาทีถัดมาสติสัมปชัญญะของเธอก็ดับวูบลง พร้อมร่างบางที่กำลังจะล้มลงฟาดพื้นถนน
ทว่าโชคดีตรงที่รถซีดานที่ขับตามมาได้จอดรอดูสถานการณ์ และชายหนุ่มที่นั่งอยู่ตรงห้องโดยสารด้านหลังก็เปิดประตูลงมาเพื่อหวังจะถามไถ่ตามประสาเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน
“คุณเจตครับ” พลขับที่เปิดประตูตามลงมาร้องเรียกหวังจะห้ามเจ้านาย
แต่ทว่าเจ้าของร่างสูงก็ไม่ได้สนใจฟัง หนำซ้ำยังรีบสาวเท้าเข้าไปอย่างว่องไว เป็นจังหวะเดียวกันกับที่ฉัตรชยากำลังจะหมดสติพอดี
ชายหนุ่มจึงเข้าคว้าร่างบางเอาไว้ได้ทันอย่างเฉียดฉิว
“คุณ ! คุณครับ ! คุณ !” เขาร้องเรียกคนในอ้อมแขน พร้อมยกมือขึ้นสะกิดแก้มนวลและออกแรงตบเบา ๆ เสี้ยววินาทีแรกที่ได้เห็นดวงหน้างดงาม ชายหนุ่มก็คิ้วกระตุกเข้าหากัน เนื่องจากรู้สึกคุ้นหน้าค่าตาเธออย่างบอกไม่ถูก
“ฮือ...” เสียงหวานสะอื้นออกมา พร้อมดวงตาคู่งามค่อย ๆ เปิดขึ้น
“คุณเป็นอะไร มีโรคประจำตัวอะไรหรือเปล่า” เขาพร่ำถามด้วยความร้อนใจ ก่อนไล่สายตาสำรวจร่างบาง และไปสะดุดเข้ากับสองเท้าเปลือยเปล่าที่เกรอะกรังไปด้วยคราบเลือด “นี่คุณบาดเจ็บเหรอ?”
“ทำไมถึงทำกับฉัตรแบบนี้...”
สิ้นเสียงหวาน ฉัตรชยาก็สิ้นสติโดยสมบูรณ์ ชายหนุ่มพยายามเขย่าเธอให้ฟื้นขึ้นมาทว่าก็ไร้ผล
เธอแน่นิ่งไม่ไหวติงจนน่าเป็นห่วง ชายหนุ่มจึงตัดสินใจอุ้มร่างบางเข้าไปวางในรถมินิคูเปอร์ ก่อนจะปิดประตูและหันมาทางสารถีหนุ่มที่ยืนรออยู่
“เดี๋ยวนายขับตามไปนะ ฉันจะพาเธอไปโรงพยาบาล”
“แต่ว่าเราจะไปไม่ทันเวลานัดนะครับ”
“ชีวิตคนสำคัญกว่า”
ชายหนุ่มหันไปกล่าวเสียงเข้ม ก่อนเดินอ้อมไปขึ้นรถมินิคูเปอร์ฝั่งพลขับ จากนั้นเขาก็รีบเหยียบคันเร่งออกไปอย่างรวดเร็ว มุ่งหน้าสู่โรงพยาบาลเอกชนซึ่งอยู่ไม่ไกล ระหว่างทางเพื่อนสนิทของ
ฉัตรชยาก็โทรเข้ามาพอดี พลเมืองหนุ่มใจดีก็ถือวิสาสะรับสาย และบอกเล่าสถานการณ์คร่าว ๆ ให้เธอได้ฟังเบื้องต้น ก่อนจะวางสายไป
เมื่อถึงโรงพยาบาล ฉัตรชยาก็ถูกนำตัวเข้าห้องฉุกเฉิน โดยมีชายหนุ่มพลเมืองดียืนรออยู่ด้านหน้าพร้อมกระเป๋าและของมีค่าของเธอ
ไม่กี่นาทีต่อมา หญิงสาวคนหนึ่งก็วิ่งเข้ามาด้วยท่าทางกระหืดกระหอบ พอเห็นชายหนุ่มที่ถือกระเป๋าคู่ใจของฉัตรชยาเพื่อนรัก หล่อนก็ปรี่เข้ามาหาเขาอย่างไม่ลังเล
“คุณ...” หล่อนหยุดพักหายใจชั่วขณะ ก่อนจะกล่าวต่อ “คุณพาเพื่อนฉันมาส่งใช่ไหมคะ...
ฉัตรชยา...เพื่อนฉันค่ะ”
“ครับ ใช่ครับ นี่ครับของเพื่อนคุณ” สิ้นเสียงทุ้มชายหนุ่มก็ส่งกระเป๋าแบรนด์เนมราคาแพงยื่นให้หล่อน
“ขอบคุณมากนะคะ เอ่อ พอจะทราบไหมคะว่าเกิดอะไรขึ้น” รับกระเป๋ามาได้ หล่อนก็เอ่ยถามด้วยความร้อนใจ
“บอกตามตรงว่าผมไม่ทราบเลยครับ ตอนไปเจอคุณฉัตรชยาเธอก็แทบไม่มีสติแล้ว โชคดีมากที่ไม่ขับรถจนเกิดอุบัติเหตุ” ได้ยินแบบนั้นหล่อนก็หน้าเสียขึ้นมา
“โธ่เอ๊ย...ยัยฉัตร เกิดอะไรขึ้นกับแกกันแน่”
“คงต้องรอให้เธอฟื้นขึ้นมาครับ”
“ค่ะ ยังไงก็ขอบคุณคุณ...” หล่อนหยุดพูดพลางมองชายหนุ่มรูปงามในชุดสูทสีดำราคาแพง
“ผมเจตครับ เจตนิพัทธ์”
“เอ่อ...คุณเจตที่เป็นช่างภาพใช่ไหมคะ” หล่อนถามพร้อมทำตาโตด้วยความตื่นเต้น
“ใช่ครับ”
“ว่าแล้วเชียวว่าทำไมหน้าคุ้นจัง ที่แท้ก็
อินฟลูฯชื่อดังสายถ่ายภาพท่องเที่ยวนี่เอง สามีของนินทร์เป็นแฟนตัวยงของคุณเลยนะคะ”เจตนิพัทธ์ยิ้มเจื่อนออกมา เมื่อจู่ ๆ ก็ถูกสถาปนาว่ามีชื่อเสียง อันที่จริงเขาถ่ายภาพเป็นงานอดิเรกเสียส่วนใหญ่ จะมีช่วงหลังมานี้ที่เขาพักงานประจำเพื่อเดินทางไปท่องเที่ยวต่างประเทศ ทำให้เพจของเขามีผลงาน
อัปเดตอย่างต่อเนื่องจนเริ่มมีคนติดตามและให้ความสนใจมากขึ้น
“ขอบคุณครับ ผมก็ไม่ได้โด่งดังขนาดนั้นหรอกครับ”
“ค่ะ ยังไงก็ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ ฉันชื่อมุนินทร์ค่ะ”
“ครับ ยินดีเช่นกันครับ ถ้ายังไงผมคงต้องขอตัวก่อน พอดีวันนี้มีนัดสำคัญ”
“ค่ะ ขอบคุณอีกครั้งนะคะที่ช่วยเพื่อนฉันเอาไว้ ถ้าไม่ได้คุณป่านนี้ไม่รู้ยัยฉัตรจะเป็นยังไงบ้าง”
“ครับ ขอตัวนะครับ”
เจตนิพัทธ์โค้งศีรษะลงเล็กน้อย ก่อนเดินออกจากบริเวณหน้าห้องฉุกเฉินไป โดยมีสายตาของมุนินทร์มองตามด้วยความรู้สึกขอบคุณ ก่อนที่หล่อนจะหันกลับมาจ้องมองบานประตูกระจกห้องฉุกเฉิน เฝ้ารอให้เพื่อนรักถูกนำตัวออกมาอย่างปลอดภัย