หนึ่งชั่วโมงต่อมา ฉัตรชยาออกจากห้องฉุกเฉิน และถูกนำตัวไปยังห้องพักคนไข้ เนื่องจากเธอมีอาการโรคกระเพาะอาหารอยู่ก่อนแล้ว เมื่อถูกกระตุ้นด้วยความเครียด ประกอบกับเมื่อคืนวานเธอทำงานโต้รุ่งจนถึงเช้า ไม่ได้ทานข้าวทานปลา จึงทำให้อาการกำเริบอย่างรุนแรง อีกทั้งยังมีภาวะโลหิตจางร่วมด้วย เป็นผลให้เธอเป็นลมหมดสติ แพทย์เจ้าของไข้จึงให้หญิงสาวแอดมิตเพื่อดูอาการ
ฉัตรชยาหลับใหลไม่ได้สติไปนานหลายชั่วโมงเนื่องจากฤทธิ์ยา เมื่อเธอตื่นขึ้นมาก็พบกับมุนินทร์ที่กำลังนั่งกอดอกสัปหงกอยู่บนโซฟาตัวยาว
“นินทร์...” เสียงหวานเจือแหบแห้งพยายามแค่นร้องเรียกเพื่อนรักอย่างยากเย็น
มุนินทร์ที่อยู่ในอาการกึ่งหลับกึ่งตื่น พอได้ยินเข้าก็สะดุ้งพรวดขึ้นมา เมื่อเห็นว่าฉัตรชยาฟื้นแล้วก็ลุกขึ้นจากโซฟา และถลาเข้าหาเพื่อนรักอย่างรวดเร็ว
“ฉัตร...กะ...แก...เป็นยังไงบ้าง รู้สึกไม่สบายหรือเจ็บตรงไหนไหม ฉันจะได้เรียกคุณหมอ” มุนินทร์ละล่ำละลักถามเพื่อนสาวด้วยความห่วงใยระคนร้อนใจ
“ไม่รู้สิ มันมึน ๆ อ่ะ บอกไม่ถูก ฉันขอน้ำหน่อยสิ คอแห้งมากเลย”
“ได้ ๆ เดี๋ยวฉันปรับเตียงก่อน” ว่าจบมุนินทร์ก็หันไปกดปุ่มปรับหัวเตียงให้ตั้งขึ้น ก่อนจะหันไปคว้าขวดน้ำดื่มที่วางอยู่บนโต๊ะข้างหัวเตียงมาเปิดเทใส่แก้วน้ำที่วางอยู่ข้างกัน จากนั้นก็หันมายื่นแก้วน้ำให้ฉัตรชยา
หญิงสาวรับแก้วน้ำมาดื่มด้วยความกระหาย เนื่องจากไม่มีอะไรตกถึงท้องเลยตั้งแต่เมื่อคืนวาน เธอดื่มจนน้ำหมดแก้วก็ยื่นแก้วน้ำกลับคืนไปให้มุนินทร์ พลางมองออกไปนอกหน้าต่าง ก็พบว่าท้องฟ้าเริ่มเป็นสีทองอร่าม และดวงอาทิตย์ก็กำลังจะลาลับขอบฟ้าเต็มที
“นี่ฉันนอนไปนานขนาดนั้นเลยเหรอเนี่ย ถึงว่าโคตรหิวเลย”
“เออ มีข้าวต้มของโรงพยาบาล เดี๋ยวฉันเอามาให้” ว่าจบมุนินทร์ก็เดินไปเข็นโต๊ะตรงมุมห้องมาตรงหน้าฉัตรชยา โดยด้านบนมีถาดอาหารวางอยู่
ฉัตรชยามองตามด้วยความซึ้งใจ ในความโชคร้ายนั้น เธอยังมีเพื่อนที่แสนดีคนนี้ที่คบกันมานานนับสิบปีคอยอยู่เคียงข้างเสมอ
“นินทร์ ว่าแต่ฉันมาที่นี่ได้ไง แล้วแกรู้ได้ไงว่าฉันอยู่ที่นี่”
เมื่อสติเริ่มกลับคืนมา ฉัตรชยาก็เกิดคำถามขึ้นมากมาย ทว่าความทรงจำที่แจ่มชัดกลับเป็นเหตุการณ์ที่เรือนหอ นอกเหนือจากนั้นก็ไม่ปะติดปะต่อ จนเธอต้องเอ่ยถามออกมา
“คุณเจตเขาเจอแกบนถนนน่ะ เห็นแกอาการไม่ดีก็เลยจอดรถแวะดูแก พอลงไปถึงแกก็เป็นลมพอดี เขาก็เลยพามาส่งโรงพยาบาล แล้วฉันก็โทรหาแกพอดี คุณเจตรับสาย ฉันถึงได้รู้และรีบตามมานี่แหละ” สิ้นเสียงของเพื่อนรัก คิ้วเรียวสวยก็พลันขมวดเข้าหากัน
“เจตไหน?”
“แกไม่น่าจะรู้จัก เขาเป็นช่างภาพที่ตอนนี้กำลังดัง ฉันก็เพิ่งเคยเจอตัวเป็น ๆ เนี่ยแหละ แต่จำหน้าได้ก็เพราะผัวฉันติดตามผลงานเขาอยู่” มุนินทร์เอ่ยถึงสามีซึ่งเป็นช่างภาพมือสมัครเล่นและเป็นแฟนตัวยงของเจตนิพัทธ์
ฉัตรชยาพยักหน้ารับ ก่อนลองนึกทบทวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังออกจากบ้านเรือนหอ ความทรงจำที่ขาดหายไปก็ค่อย ๆ หลั่งไหลเข้ามาพร้อมภาพใบหน้าหล่อเหลาของชายคนหนึ่งที่ปรากฏขึ้นก่อนสติสัมปชัญญะของเธอจะดับวูบไป
“อืม...ฉันจำได้แล้ว” ว่าจบก็หันไปเปิดฝาถ้วยสเตนเลส ภายในมีข้าวต้มหมูสับหน้าตาจืดชืด ก่อนจะยิ้มแห้งออกมา
“ฉัตร...ตกลงมันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่ ทำไมแกถึงได้อยู่ในสภาพนี้” มุนินทร์ว่าพลางไล่สายตาลงไปยังฝ่าเท้าเล็กของเพื่อนรักที่มีผ้าพันแผลสีขาวห่อหุ้มเอาไว้ทั้งสองข้าง
ฉัตรชยาถอนหายใจยาวออกมา ก่อนตักข้าวต้มใส่ปากหนึ่งคำ
มุนินทร์ซึ่งรอฟังคำตอบ ก็หันไปคว้าแก้วกาแฟของหล่อนที่เหลืออยู่ครึ่งแก้วขึ้นมาดูด
“ฉันไปเจอพี่ภาสกับแอร์มีอะไรกันที่เรือนหอ...”
สิ้นเสียงอันแสนราบเรียบของฉัตรชยา กาแฟที่อยู่ในปากของมุนินทร์แทบจะพุ่งออกมา ทว่าหล่อนก็สามารถกลืนกลับเข้าไปได้ทัน
“แค่ก แค่ก แค่ก”
ฉัตรชยาเห็นแบบนั้นก็รีบเอื้อมมือไปลูบแผ่นหลังของเพื่อนสาวด้วยใบหน้าเรียบเฉย
“ใจเย็น ๆ เดี๋ยวก็ได้แอดมิตอีกคนหรอก”
“แล้วมันทำร้ายแกเหรอ” มุนินทร์เอ่ยถามพร้อมหันไปมองฝ่าเท้าของฉัตรชยา
“เปล่า ฉันโดนกระจกหน้าต่างที่ฉันฟาดจนแตกบาดเองแหละ ฉันเอาไม้เบสบอลหวดห้องหอซะเละเลย”
จากนั้นฉัตรชยาก็เริ่มเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้เพื่อนรักฟังอย่างละเอียด พอได้รื้อฟื้นความทรงจำเลวร้ายที่ไม่อยากจดจำ ดวงตาคู่งามก็เริ่มมีหยาดน้ำตาเอ่อคลอขึ้นมา
“แล้วงานแต่งล่ะ” มุนินทร์เอ่ยถามด้วยสีหน้าเป็นกังวล
“ก็...” จู่ ๆ เสียงหวานก็เริ่มสั่นเครือ ทำให้
ฉัตรชยาจำต้องหยุดพูดไปชั่วขณะ “ฉันคงไม่แต่งแล้ว...”
ว่าจบหยาดน้ำตาแห่งความเศร้าก็ไหลลงจากดวงตาคู่งาม มุนินทร์เห็นแบบนั้นก็ดึงเพื่อนรักเข้ามากอดปลอบ เสียงร่ำไห้ของเพื่อนรักทำให้หล่อนอดร้องตามไม่ได้ สุดท้ายสองสาวก็นั่งร้องไห้กอดกันกลมอยู่ครู่หนึ่ง ผ่านไปหลายนาทีเสียงสะอื้นก็เริ่มบางเบา จนกระทั่งเงียบหายไป
“ฉัตร แกยังมีฉันนะ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นฉันจะช่วยแกเอง ฉันจะสนับสนุนทุกการตัดสินใจของแก แกต้องผ่านมันไปให้ได้ เข้มแข็งเข้าไว้ และไม่ต้องไปเสียน้ำตาให้พวกมันอีก ผู้ชายเลว ๆ ก็แค่เขี่ยทิ้งไป เราทั้งสวยทั้งรวยหาใหม่เมื่อไหร่ก็ได้” มุนินทร์ว่าพลางจับไหล่สองข้างของเพื่อนรัก พร้อมทำหน้าตาขึงขัง
“อืม ขอบใจมากนะ ฉันโชคดีมากเลยที่ยังมีแก”
“ไม่ต้องมาซึ้งหรอก เดี๋ยวก็ร้องไห้อีก แกรีบกินข้าวเถอะ เดี๋ยวฉันว่าจะลงไปซื้อของใช้ส่วนตัวก่อน แล้วก็จะโทรบอกผัวด้วย ป่านนี้เป็นห่วงแย่แล้ว แกจะให้ฉันซื้ออะไรขึ้นมาไหม”
“ไม่เอาอ่ะ แกไปเหอะ”
“โอเค เดี๋ยวฉันรีบไปรีบมานะ”
ฉัตรชยามองตามมุนินทร์ที่เดินไปหยิบกระเป๋าสะพายบนโซฟา ก่อนจะเดินออกจากห้องไป พอได้อยู่เพียงลำพังในห้องสี่เหลี่ยม เธอก็รีบยกสองมือขึ้นตบแก้มเพื่อเรียกสติไม่ให้คิดฟุ้งซ่าน ก่อนจะหันมาตักข้าวต้มที่เริ่มเย็นชืดใส่ปากอีกคำ ความจืดชืดของมันทำเอาหญิงสาวเกิดอาการเบื่ออาหารขึ้นมา ทว่าก็จำต้องฝืนกลืนลงไปเพื่อที่จะได้
รับประทานยาหลังอาหารที่วางอยู่ตรงหน้า แต่พอตักข้าวต้มใส่ปากไปอีกคำ เธอก็วางช้อนลงอย่างหมดเรี่ยวแรง
“เฮ้อ...”
ก๊อก~ก๊อก~ก๊อก~
เสียงเคาะประตูที่ดังขึ้น ทำให้หญิงสาวละสายตาจากถาดอาหารตรงหน้าขึ้นไปมองบานประตูไม้สีขาวสะอาดตา และเมื่อประตูเลื่อนเปิดออก เผยให้เห็นใบหน้าหล่อเหลาของอาคันตุกะผู้มาเยือน ก็ทำเอาร่างบางชะงักไปชั่วขณะ
“อ้าว...คุณ...”
“สวัสดีครับ คุณจำผมได้ใช่ไหมครับ” เจ้าของร่างสูงเอ่ยถามขณะที่กำลังเดินก้าวเข้ามายืนข้างเตียง
“จำได้สิคะ คุณเป็นผู้มีพระคุณของฉัน ขอบคุณมากนะคะ” ฉัตรชยายิ้มออกมาด้วยความซาบซึ้งในน้ำใจของชายหนุ่ม
“ด้วยความยินดีครับ เห็นคุณฉัตรชยาดีขึ้นแบบนี้ผมก็ค่อยสบายใจ อ้อ นี่ครับ ผมซื้อโจ๊กเจ้าอร่อย กับน้ำส้มคั้นสดมาด้วย เผื่อว่าคุณฉัตรชยาจะเบื่ออาหารโรงพยาบาล”ฉัตรชยาหลุดขำออกมา ด้วยสิ่งที่เขาพูดมานั้นราวกับตาเห็น
“ขอบคุณนะคะ คุณช่วยชีวิตฉันไว้อีกแล้ว” ว่าจบก็ผินหน้ามองชามข้าวต้มอันแสนจืดชืด
เจตนิพัทธ์เห็นแบบนั้นจึงรีบยกถาดอาหารของโรงพยาบาลไปวางไว้บนโต๊ะรับประทานอาหารที่อยู่ตรงมุมห้องอย่างรู้งาน
“คุณ...คุณจะทำอะไรคะ”
“เดี๋ยวผมจัดการเองครับ คุณฉัตรชยาจะได้ทานโจ๊ก และทานยา”
“ขอบคุณมากนะคะ รบกวนคุณอีกแล้ว”
“ด้วยความยินดีครับ” เขาว่าพลางจัดการแกะถุงโจ๊กเทใส่ชามด้วยความคล่องแคล่ว
“เอ่อ...คุณไม่ต้องเรียกชื่อเต็มก็ได้นะคะ เรียกฉัตรเฉย ๆ ก็พอ”
“ครับ คุณฉัตร” เขาหันมาตอบรับพร้อมส่งรอยยิ้มอบอุ่น
“ส่วนคุณ...ถ้าจำไม่ผิด เพื่อนของฉันบอกว่าคุณชื่อคุณเจตนิพัทธ์ใช่ไหมคะ เป็นช่างภาพชื่อดัง” ฉัตรชยาเอ่ยถามด้วยอยากชวนคุย ทว่าคำว่าช่างภาพชื่อดังนั้นทำเอาชายหนุ่มหลุดขำออกมา
“ใช่ครับ ผมชื่อเจตนิพัทธ์ เรียกผมว่าเจต
เฉย ๆ ก็ได้ ส่วนตำแหน่งช่างภาพชื่อดังผมไม่ขอรับไว้นะครับ”
“อ้าว...ทำไมล่ะคะ”
“ผมแค่ถ่ายภาพเป็นงานอดิเรกครับ ช่วงนี้บังเอิญมีบางภาพเป็นไวรัลคนก็เลยสนใจมากเป็นพิเศษ ไม่ได้โด่งดังอะไรเลย เดี๋ยวเอาไว้ผมกลับไปทำงานประจำ พอไม่มีภาพมาอัปเดตในเพจ คนก็คงเลิกสนใจไปเองแหละครับ”
ฉัตรชยาเพ่งมองชายหนุ่มที่พูดจาถ่อมตนนำชามโจ๊กและแก้วน้ำส้มมาวางลงบนโต๊ะตรงหน้า
“ขอบคุณค่ะ”
“ว่าแต่...” เจตนิพัทธ์หยุดพูดไปชั่วขณะ ก่อนหันมาหรี่ตามองคนตัวเล็ก และเริ่มกล่าวต่อ “คุณฉัตรเป็นนักเขียนใช่ไหมครับ”
“นี่คุณรู้ได้ยังไงคะ” ฉัตรชยาเอ่ยถามพร้อมเลิกคิ้วสูง
“ผมเห็นหนังสือบนรถคุณ”
“หนังสือ...แค่เห็นหนังสือคุณเจตไม่น่าจะรู้นะคะ” คิ้วเรียวสวยขมวดเข้าหากันพร้อมคำถามที่เกิดขึ้นต่อชายผู้มีพระคุณ
เจตนิพัทธ์ยกยิ้มออกมาเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยไขความข้องใจแก่เธอ
“อันที่จริง ผมเคยเจอคุณฉัตรมาก่อนครับ”
“อะไรนะคะ?” ฉัตรชยาเอ่ยถามพร้อมขยับกายถอยหนีด้วยความไม่ไว้ใจ ทำให้ชายหนุ่มต้องรีบอธิบาย
“อย่าเพิ่งคิดไปไกลสิครับ ผมว่ามันเป็นเรื่องของความบังเอิญครับ คือเมื่อหลายเดือนก่อนผมไปงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ เพื่อขอลายเซ็นคุณฉัตรให้กับน้องสาวที่เป็นแฟนคลับคุณฉัตรครับ”
ฉัตรชยาได้ยินแบบนั้นก็ทำตาโตด้วยความประหลาดใจ ก่อนยิ้มแห้งออกมาที่เผลอคิดในทางที่ไม่ดี
“ขอโทษนะคะ ฉัตรจำคุณเจตไม่ได้จริง ๆ”
“ไม่แปลกหรอกครับ ผมก็เกือบจำคุณฉัตรไม่ได้เหมือนกัน ตอนแรกก็คุ้น ๆ หน้า เพิ่งจะมานึกได้ตอนออกจากโรงพยาบาล ก็เลยตัดสินใจมาเยี่ยมครับ หวังว่าคุณจะไม่มองผมเป็นนายโรคจิตแอบสะกดรอยตามนะครับ” เจตนิพัทธ์แกล้งแซว ทำเอาฉัตรชยายิ้มเขินออกมา
“โธ่...คุณเจตน่ะ ใครจะไปคิดแบบนั้นกันได้ลงคอคะ”
“ได้ยินแบบนั้นผมก็ค่อยสบายใจครับ คุณฉัตรรีบทานโจ๊กเถอะครับจะได้ทานยา”
“ค่ะ”
ระหว่างนั้นสมาร์ตโฟนในกระเป๋ากางเกงของเจตนิพัทธ์ก็ดังขึ้น ชายหนุ่มจึงล้วงขึ้นมาเปิดอ่านข้อความบนหน้าจอสี่เหลี่ยม ก่อนจะยัดเข้ากระเป๋ากางเกงดังเดิม
“ผมคงต้องขอตัวก่อนนะครับ ถ้ามีโอกาสผมจะแวะมาเยี่ยมคุณฉัตรอีก”
“ค่ะ ขอบคุณมากนะคะสำหรับทุกอย่าง”
“ด้วยความยินดีครับ”
สิ้นเสียงทุ้มชายหนุ่มก็หมุนตัวเดินออกจากห้องไป
หลังจากประตูเพิ่งปิดไปได้ไม่กี่อึดใจ มุนินทร์ก็เปิดพรวดพราดเข้ามาอย่างรวดเร็ว
“ไอ้นินทร์ ฉันตกใจหมด”
“โอ๊ย...ขวัญอ่อนไปได้ นี่ ๆ บรรยากาศในห้องเมื่อกี้มันยังไง”
“อะไร บรรยากาศอะไรของแก”
“ก็คุณเจตเขาดูสนใจแกอ่ะ ห่วงใยเอยอะไรเอย”
“นี่แกแอบฟังเหรอ” ฉัตรชยาเอ่ยถามพลางส่งสายตาดุใส่เพื่อนรัก
“แอบเอิบอะไร ตั้งใจฟังเลยย่ะ”
“มันไม่มีอะไรทั้งนั้นแหละ หยุดเพ้อเจ้อได้แล้ว ฉันหิว”
มุนินทร์ทำท่าจะอ้าปากพูดต่อ ทว่าอุปกรณ์สื่อสารในมือของหล่อนดังขึ้นเสียก่อน พอเห็นว่าสามีโทรเข้ามา หล่อนจึงรีบเดินออกไปรับสายที่ระเบียงห้อง ฉัตรชยาจึงได้ลงมือรับประทานโจ๊กแสนอร่อยเสียที