เหว่ยอ๋องถูกฮ่องเต้เรียกพบอย่างเร่งด่วน เพราะก่อนหน้านี้ การประชุมที่ท้องพระโรง เหล่าขุนนางรวมตัวกัน กราบทูลเรื่องการใช้ป้ายทองอย่างไม่เหมาะสม ของคุณหนูใหญ่ตระกูลลู่ อีกทั้งยื่นฎีกาให้ฮ่องเต้ยึดป้ายทองคืนวังหลวง
“ถวายพระพรเสด็จพ่อ” เมื่อมาถึงห้องทรงอักษร ฮ่องเต้ก็ว่างฎีกาที่อ่านลง ก่อนจะถอนใจออกมา
“วันนี้เหล่าขุนนาง ต่างรวมตัวกันยื่นฎีกา อยากให้ยึดป้ายทองคืน เพราะมีคนเห็นว่า คุณหนูใหญ่วางอำนาจ นำไปใช้อย่างไม่เหมาะสม เจ้าตรวจตราอยู่ด้านนอก เห็นข่าวนี้บ้างหรือไม่?”
“เห็นพ่ะย่ะค่ะ” ฮ่องเต้มองโอรสของตนอย่างเบื่อหน่าย เขาจะตอบให้มันยาวกว่านี้ได้หรือไม่ ใบหน้าดูเย็นชาคล้ายคนไร้ชีวิต
“อย่างไรเล่ามา”
เหว่ยอ๋องเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ฮ่องเต้ฟังอย่างละเอียด
“ฮ่า ๆ นางพูดเช่นนี้จริงหรือฮ่า ๆ” ฮ่องเต้หัวเราะออกมาอย่างชอบใจ นางก็แค่เพียงปกป้องตนเองและน้องสาว ท่านหญิงเสียอีกที่ดูแล้ว จะเป็นคนใช้อำนาจกับผู้อื่น อย่างไม่เหมาะสม
“ที่จริงคนผิดและทำให้สตรีมีปัญหากัน ก็คือบุตรชายของท่านเสนากู้ กู้เว่ยหยางพ่ะย่ะค่ะ หลังจากเกิดเหตุการณ์ในวันนั้น ข่าวลือต่าง ๆ น่าจะเป็นฝีของเขาอีกเช่นกันพ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้มองเขาอย่างแปลกใจ เหตุใดวันนี้เขาพูดประโยคยาว ๆ ได้
“และดูเหมือนตอนนี้คหบดีลู่ จะยกกิจการทั้งหมดและการดูแลจวนให้คุณหนูใหญ่อีกด้วยพ่ะย่ะค่ะ” คราวนี้ฮ่องเต้ยิ่งแปลกใจ เขาเอ่ยเล่าขึ้นมาเอง โดยที่เขาไม่ต้องเอ่ยถาม เหว่ยอ๋องไม่รู้ตัวเลยสักนิด ว่าถูกพระบิดาจับสังเกตอยู่
“เจ้ารู้เรื่องนี้ได้อย่างไร?”
“ก็ข้าให้คนไปสืบ…เอ่อคือ ข้าฟังจากข่าวที่ร่ำลือกันพ่ะย่ะค่ะ” ฮ่องเต้หรี่ตามองเหว่ยอ๋อง ที่มีอาการเลิ่กลั่กอย่างเสียอาการ โอรสเขาวันนี้ดูแปลกไปจริง ๆ
“หากเขามอบทุกอย่างให้นางดูแล ต่อไปหากอยากได้ทุนสนับสนุน ก็ต้องคุยกับนางสินะ”
“น่าจะเช่นนั้นพะ่ย่ะค่ะ”
เขาก็พอได้ยินข่าวมาบ้าง เรื่องที่ลู่เฉิงไม่มีหัวทางการค้าเท่าใดนัก แต่ที่เขาทนทำมาได้หลายปีเพราะไม่มีทางเลือก เขาแต่งสตรีถึงสามคน แต่ไม่มีใครให้กำเนิดบุตรชายสักคน แต่ว่าการมอบทุกอย่างให้บุตรีคนโตดูแล เขามั่นใจได้อย่างไรว่า นางจะพาตระกูลลู่ไปรอดตลอดรอดฝั่ง และจะไม่พากันจ่มลงเสียก่อน ในฐานะที่เขารู้จักลู่เฉิงมานาน เขารู้สึกเป็นห่วงจริง ๆ
“งานชมบุปผาปีนี้ ระบุให้เชิญคุณหนูตระกูลมาร่วมด้วย” ฮ่องเต้หันไปสั่งหวังกงกง ที่ยืนอยู่ด้านข้าง
“พ่ะย่ะค่ะ”
“เสด็จพ่อข้ากลัวว่า งานเลี้ยงจะกลายเป็นสงครามย่อย ๆ ได้ พ่ะย่ะค่ะ” ฮ่องเต้ขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจ ว่าเหตุใดถึงต้องมีสงคราม ก็แค่งานเลี้ยง
“หวังกงกงท่านลองบอกข้าหน่อย ความหมายของเหว่ยอ๋องคือ?”
“ฝ่าบาท เหล่าขุนนางยกย่องตนเองว่าอยู่เหนือตระกูลพ่อค้า บุตรสาวของเหล่าตระกูลขุนนาง ก็มองว่าตระกูลพ่อค้านั้นต่ำต้อย เพราะฉะนั้น ต้องมีการพูดจาเหน็บแนม กันเกินขึ้นอย่างแน่นอนกระหม่อมเชื่อว่า ทางด้านคุณหนูตระกูลลู่ ก็คงไม่ยอม ให้ใครมาด้อยค่า ตระกูลของตนเช่นกันพ่ะย่ะค่ะ”
“คงไม่ถึงขนาดนั้นหรอกมั้ง เอาตามที่ข้าบอกนี่แหละ ข้าก็อยากเห็นหน้าตา บุตรสาวของลู่เฉิงเหมือนกัน”
“พ่ะย่ะค่ะ” แม้หวังกงกงจะไม่เห็นด้วย แต่ก็ไม่อาจขัดพระประสงค์ขององค์เหนือหัวได้ เหว่ยอ๋องก็ได้แต่คิดว่า บิดาของเขาช่างดื้อรันเสียจริง
เขาเองแม้จะเป็นคนที่เงียบขรึมและไม่ค่อยพูดมากนัก แต่หลังจากเห็นคุณหนูใหญ่ในวันนั้น ความคิดของเขาก็เปลี่ยนไป นางเป็นเพียงสตรีวัย17ปี ที่สวยสดงดงาม
รูปร่างบอบบางดั่งไผ่หลิว แต่กลับดุดันและแข็งแกร่ง เขาถึงกับใจเต้นแรงเมื่อเห็นใบหน้างาม เขาบอกไม่ถูกว่า ความรู้สึกนี้คืออะไร
แต่สิ่งที่เขารู้สึกได้อย่างชัดเจนคือ อยากดูแลและปกป้องนาง หลังจากวันนั้น เขาได้ให้คนไปสืบเรื่องราวของนาง ถึงได้รู้ว่า ข่าวที่ออกมาในตอนนี้ เหมือนมีคนตั้งใจใส้ร้าย ให้นางกลายเป็นสตรีที่ร้ายกาจ แต่ว่าแบบนี้ก็ดี จะได้ไม่มีใครมายุ่งกับนาง
วันต่อมาบัตรเชิญงานเลี้ยงบุปผาก็มาถึงตระกูลลู่ ลู่เฉิงรับมาเปิดอ่านอย่างไม่เข้าใจ ว่าเหตุใดปีนี้ทางวังหลวง ถึงต้องการให้เขา พาบุตรสาวเข้าร่วมงาน ไม่ว่าจะเป็นบุตรสาวจากฮูหยินใหญ่ และบุตรจากฮูหยินรอง เขารู้ดีว่าเหล่าขุนนางเหยียดตระกูลพ่อค้าเช่นไร การไปร่วมงานครั้งนี้ เขามีความกังวลอยู่ไม่น้อยเลย
“มีอะไรหรือเจ้าคะท่านพ่อ สีหน้าดูไม่ดีเลย”
ลู่เฉิงยื่นบัตรเชิญมาให้ลู่เสียนอ่าน ก่อนนางขมวดคิ้วเข้าหากัน
“พวกข้าก็ต้องไปด้วยหรือเจ้าคะ?”
“ข้าก็ยังนึกสงสัยและแปลกใจ ปกติมีเพียงพ่อที่เข้าร่วม ไม่ว่าจะมีงานอะไร แต่ว่างานเลี้ยงบุปผา เจ้าก็รู้ว่าหมายถึงอะไร แต่ทุกปีบุตรสาวของตระกูลขุนนาง ถูกรับเชิญทุกตระกูล ยกเว้นตระกูลลู่ ข้ากลัวว่าพวกเจ้าอาจถูกกลั่นแกล้งเอาได้”
“เราคงทำได้เพียง ระมัดระวังตัวเองให้ดีเจ้าค่ะ”
“ก็คงต้องอย่างนั้น” ลู่เฉิงถอนใจออกมาอย่างหนักใจ