“คุณหนูใหญ่นี่ มีข่าวให้ได้ยินทุกวันเลย” เจียวลู่กุนซือหนุ่มที่นั่งดวนหมากกระดาน กับรองแม่ทัพฉือลี่เฉี่ยวเอ่ยขึ้น ส่วนเหว่ยอ๋องนั่งอ่านตำราด้วยใบหน้านิ่งสงบ
“วันนี้ข่าวบอกว่านางยึดจวนไปเป็นของนางทั้งหมด”
“ข้าว่าเจ้าควรเปลี่ยนอาชีพ”
“ทำไมหรือ?”
“ก็ดูเจ้าเกาะติดสถานการณ์ ข่าวคุณใหญ่ทุกวัน” ฉือลี่เฉี่ยวเอ่ยเย้าสหายคนสนิท
“ข้ายอมรับ แต่ในฐานะที่ข้าเป็นกุนซือ ตระกูลลู่ต้องมีไส้ศึกเป็นแน่ ข่าวที่ออกมาเหมือนรู้เรื่องภายในจวนเป็นอย่างดี”
“เจ้าวิเคราะห์ได้ดี” ฉือลี่เฉี่ยวก็คิดแบบนั้นเหมือนกับเจียวลู่
“ข้าอยากรู้ว่านางจะจัดการ กับข่าวเหล่านี้หรือไม่ หรือว่าจะปล่อยเลยตามเลย” เจียวลู่มองหมากในกระดานพร้อมครุ่นคิด แต่ความคิดก็ต้องสะดุดลง เมื่อบ่าวในจวนอ๋องเข้ามารายงาน
“ท่านอ๋องฮองเฮาให้ทางร้านอาภรณ์ มาวัดตัวท่านอ๋อง ท่านกุนซือ และท่านรองแม่ทัพ เพื่อต้อนรับการมาเยื่อน ของคณะทูตพ่ะย่ะค่ะ”
“อืม” เขาพยักหน้าอนุญาต
แต่ว่าคนที่บ่าวในจวนพาเข้ามา ทำเอาสามบุรุษถึงกับลมหายใจสะดุด คุณหนูใหญ่ลู่เสียน นางมาด้วยตนเองเลยหรือ และนั่นคงเป็นคุณหนูรองลู่อัน และคุณหนูสามลู่เจิน
“ถวายบังคมท่านอ๋องเพคะ”
“อืม”
“ทางวังหลวงให้หม่อมฉันมาวัดตัวเพคะ”
“อืมได้สิ” เขารีบลุกขึ้นมายืน ลู่เสียนรีบนำสายวัด เข้าไปวัดอย่างคล่องแคล่ว แต่แล้วเขากลับประหม่าอย่างบอกไม่ถูก ยิ่งเห็นนางใกล้ขนาดนี้ ใจเขายิ่งเต้นแรง นี่เขาเป็นอะไรไป
พอนางมาวัดรอบคอ ลมหายใจยิ่งเป่ารดใบหน้าของเขา กลิ่นกายของนางช่างหอมละมุน ดวงตาของนางก็โตเหมือนกับกวางน้อย จมูกโด่งรับกับใบหน้ารูปไข่ ริมฝีปากบางกระจับได้รูป ยามเลือดนี้ในกายของเขา สูบฉีดเร็วผิดปกติ เขารู้สึกว่าคล้ายจะมีเลือดไหลออกมาจากจมูกของเขา
ลู่เสียนเห็นเช่นนั้นก็ไม่ได้ตกใจ นางรีบดึงผ้าเช็ดหน้าของนางมาเช็ดให้เขาท่านที กลิ่นหอมของผ้าเช็ดหน้า ยิ่งทำให้เขาจิตใจปั่นป่วน หนักกว่าเดิม
“ท่านอ๋อง พระองค์ไม่สบายหรือเพคะ ใบหน้าท่านซีดมาก เงยหน้าไว้เพคะ”
“ข้ารู้สึกเวียนหัวนิดหน่อย”
“เช่นนั้นนั่งลงก่อนเพคะ”
“คุณหนูใหญ่ให้ท่านอ๋องนั่งพักก่อน มาวัดข้าเถอะ” เจียวลู่เอ่ยขึ้นอย่างหมั่นไส้ท่านอ๋อง บุรุษด้วยกันเหตุใดจะดูไม่ออกกัน ทำเป็นเงียบขรึมที่จริงก็แอบพอใจนาง
“ให้นางไปวัดเจ้า นางต้องดูแลข้า”
“ข้านึกว่าท่านเป็นท่านอ๋อง ที่แท้เป็นนักแสดงนี่เอง” เจียวลู่ยังคงเอ่ยเย้าเขาไม่เลิก
“เจ้าหน้าเหม็น หุบปากเน่า ๆ ของเจ้าซะ”
“คุณหนูรองข้าพร้อมแล้ว”
“เจ้าค่ะ” ลู่อันรีบเขามาวัดร่างกายอย่างกระตือรือร้น ที่ลู่เสียนพานางมาด้วย เพราะว่าอยากให้นางเรียนรู้งานเอาไว้ โดยมีลู่เจินเป็นคนคอยจดลงในสมุด
“โอ้โฮ หน้าอกท่านกุนซือตึงเปรี๊ยะเลยเจ้าค่ะ” ลู่อันร้องขึ้นมา
“จริงเหรอ? ไหนขอข้าดูหน่อย” ลู่เสียนได้ยินก็ทำท่าจะลุกขึ้นไป แต่เหว่ยอ๋องกลับดึงแขนนางเอาไว้
“หน้าอกข้าตึงหรือไม่เจ้าลองวัดดูหน่อย” ลู่เสียนอมยิ้ม ท่านอ๋องผู้นี้หน้าตาหล่อเหล่าและสง่างาม แต่ใบหน้าดูเงียบขรึมจนดูเย็นชา ไม่น่าเชื่อว่าจะมีมุมนี้เหมือนกัน
“หม่อมฉันจับได้มั้ยเพคะ?” บุรุษงานดีนี้เช่นนี้ ได้โอกาสก็เอาให้คุ้ม
“อืม” ลู่เสียนฉีกยิ้มอย่างพอใจ ตั้งแต่ทะลุมิติมา นี่มันครั้งแรก ที่นางรู้สึกตื่นเต้นมากขนาดนี้ นี่มันอะไรหุ่นแน่นปึก หน้าท้องเป็นลอนอย่างคนออกกำลังกาย อย่างสม่ำเสมอ งือบุรุษผู้นี้ข้าจองได้มั้ย
“ท่านอ๋อง”
“หืม”
“ท่านมีคนในใจหรือยังเพคะ?”
“ยังไม่มี”
“หม่อมฉันขอจองได้มั้ยเพคะ?”
“อืม” เหว่ยอ๋องไม่รู้ว่านางหยอกเย้าเขาเล่น หรือว่าจริงจัง แต่ว่ายามนี้เขาเขินอายจนใบหูแดงก่ำ เจียวลู่ที่ยามนี้ ความรู้สึกก็ไม่แตกต่างจากเหว่ยอ๋อง เขามองสตรีตรงหน้า คล้ายคนตกหลุมรัก คุณหนูรองนางช่างงดงาม
“คุณหนูรอง ท่านมีคนในดวงใจหรือยัง?”
“ยังเจ้าค่ะ”
“ข้าขอจับจองได้หรือไม่?” ลู่อันไม่รู้ว่า จะตอบออกไปเช่นไร จึงหันไปถามลู่เสียน
“พี่หญิงข้าจะตอบอย่างไรดีเจ้าคะ?”
“ตอบไปว่า ให้จองทั้งตัวและหัวใจ” ลู่อันได้ยินก็ยิ้มเขิน พี่ใหญ่ท่านร้ายกาจเกินไปแล้ว ส่วนเจียวลู่และเหว่ยอ๋อง ยืนนิ่งงันคำตอบ สตรีเกี้ยวพาบุรุษ ได้อย่างเปิดเผยเช่นนี้เลยหรือ พวกเขาเพิ่งจะเคยเห็น พวกนางร้ายทั้งพี่ทั้งน้องเลยจริง ๆ
“ทูลท่านอ๋อง องค์หญิงเสด็จมา พร้อมท่านหญิงและคุณหนูฉือลี่อิง พ่ะย่ะค่ะ” ทหารองครักษ์ในจวน รีบเข้ามารายงาน
เหว่ยอ๋องและเจียวลู่พอได้ยินว่าใครมา ก็รู้สึกเบื่อหน่าย ลี่อิงเป็นน้องสาวของลี่เฉี่ยว ที่หมายปองเหว่ยอ๋อง และดูเหมือนฮองเฮา จะอยากได้นางมาลูกสะใภ้ ส่วนองค์หญิงจื้อเหม่ยฮวา มีใจชอบพอเจียวลู่ ซึ่งเขามองนาง เป็นเพียงน้องสาวเท่านั้น
“ถวายพระพรท่านอ๋อง”
“อืม” เหว่ยอ๋องพยักหน้ารับด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง
“เสด็จพี่ สตรีพวกนี้เป็นใครหรือเพคะ?” องค์หญิงเห็นสตรีสามนาง ที่หน้าตาไม่คุ้นเคยก็รีบเอ่ยถาม
“เป็นคุณหนูตระกูลลู่ พวกนางมาวัดตัว เพราะฮองเฮาสั่งตัดชุดใหม่ ให้พวกข้าสามคน ใส่ในวันต้อนรับคณะทูต”
องค์หญิงกวาดสายตามอง พวกนางทั้งสามคนทันที เพราะเพิ่งฟังเรื่องเล่า จากท่านหญิงฟู่เหลียนฮวา สายตาที่มองออกไป จึงเต็มไปด้วยความเหยียดหยาม