เพราะไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรออกไปดี ฉันจึงเลือกที่จะเงียบนั่งนิ่งเป็นผู้ฟังที่ดี แม้ใจลึกๆ จะอยากบอกให้เลิกกันก็ตาม(คนเรามันก็มีด้านมืดกันทุกคนอยู่แล้ว ฉันเองก็ไม่ยกเว้น)
“อยากได้อะไรกูก็ตามใจทุกอย่าง กะอีกแค่กูไปเที่ยวกับพวกมึงมันจะอะไรนักหนาวะ กูโคตรหมดความอดทนแล้วว่ะ อยากเลิกนัก แม่ง.. ก็เลิกไปเลย จะได้จบๆ” สงครามมันเริ่มโมโหมากขึ้น น้ำเสียงเริ่มแข็งกระด้างมันคงหงุดหงิดมากเต็มที เพราะเดิมทีมันก็เป็นคนอารมณ์ร้อนเป็นทุนเดิมอยู่ พอมันตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ ไม่แปลกหรอกที่คนขี้โมโหและอารมณ์ร้อนอย่างมันจะโวยวายออกมา
นี่ก็ถือว่ามันยอมมากแล้ว เพราะตั้งแต่รู้จักกันมา มันไม่เคยให้ใครมาออกคำสั่งกับมันได้เลย......เจ๊เพ-ลินนี่คือคนแรกเลยละ
ฉันคิดเงียบๆ ก็ไม่รู้ว่าจะพูดอะไร จะให้บอกมันออกไปว่าที่เจ๊เพ-ลินทำแบบนั้นเพราะไม่อยากให้มันมาเจอกับฉัน ก็กลัวมันจะหาว่าไปใส่ร้ายแฟนมัน ฉันจึงเงียบนั่งฟังมันพูดไปเรื่อยๆ ดีกว่า
“นี่กูก็ยอมลินอย่างที่ไม่เคยยอมใครมาก่อน ยอมจนกูไม่เป็นตัวของตัวเองแล้ว กูโคตรอึดอัดเลยกับความรู้สึกแบบนี้”
มันยังระบายความในใจให้ฉันฟังเรื่อยๆ และฉันก็ยังทำหน้าที่เป็นผู้ฟังที่ดีเหมือนเดิม สงครามมันเอามือนวดวนๆ ที่หัวคิ้วตัวเอง มันพิงไปที่พนักของโซฟาแหงนหน้าขึ้น มือยังนวดเบาๆ ที่หัวคิ้วอยู่อย่างนั้น
เห็นอาการมันอย่างงี้ฉันก็อดเป็นห่วงมันไม่ได้ จึงลองพูดเรื่องฉันกับเจ๊เพ-ลินให้มันฟังอีกครั้ง
“คราม แกเคยถามเขาไหมว่าเพราะอะไรเขาถึงไม่อยากให้มึงไปเที่ยวกับพวกกู หรือเขาไม่ชอบใครรึเปล่า” ฉันลองถามมันออกไป
สงครามมันหยุดคิดนิดหนึ่งก่อนจะส่ายหน้าไปมา
“กูเคยถามไปแล้วแต่ลินก็เงียบไม่ตอบ จนบางทีกูก็รู้สึกว่าลินเอาแต่ใจเกินไป”
พอลองถามไปแล้วครามมันก็ไม่ได้โมโหอะไร มันยังคงตอบเรื่อยๆ ฉันจึงได้ทีรีบถามต่อ
“คราม มึงรู้ใช่ไหมว่ากูกับเจ๊เพ-ลินไม่ลงรอยกันสักเท่าไร ถึงจะไม่ถึงกับทะเลาะกันเวลาเจอหน้า แต่ก็ไม่อยากมองหน้ากันด้วยซ้ำ แล้วมึงคิดว่ากูจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เจ๊เพ-ลินไม่อยากให้มึงไปเที่ยวกับเพื่อนๆ รึเปล่า เพราะเจ๊เพ-ลินเองก็รู้ว่าแก๊งเพื่อนๆ ของมึงนั้นมีกูอยู่ด้วย”
เพราะได้โอกาสพูดแล้วฉันจึงพูดความในใจทั้งหมดออกไป ไอ้กลัวว่า เพื่อนจะเข้าใจผิดก็กลัวอยู่หรอก แต่ความอยากถามมันมีมากกว่าเลยถามออกไปให้มันชัดเจนไปเลย ก็ดีกว่ามานั่งคิดไปเอง
สงครามมันนิ่งไปหลังจากที่ฉันถามออกไป ฉันเองก็นิ่งเหมือนกัน แต่คงเป็นนิ่งกันคนละอารมณ์ คนหนึ่งนิ่งเพื่อคิดตาม ส่วนฉันนิ่งเพื่อรอคำตอบ
“กูไม่คิดว่าลินจะคิดแบบนั้น และลินก็ไม่เคยพูดอะไรเกี่ยวกับมึงเลย กูว่ามึงคิดมากไป” ครามมันมองมาที่ฉัน คิ้วมันขมวดเข้าหากันจนเป็นโบ
“กูก็แค่ลองสันนิษฐานดู ไม่มีอะไรก็ดีแล้ว” พออีกคนตอบมาแบบนั้น ฉันก็ไม่รู้จะพูดอะไรต่อ
“งั้นมึงก็ค่อยๆ คิดแล้วกัน” ฉันตบบ่ามันเบาๆ เป็นการให้กำลังใจก่อนจะลุกขึ้นตั้งท่าเดินไปที่โต๊ะกินข้าวอีกครั้ง
“กินข้าวกันเหอะ กูหิวแล้ว”
“มึงกินก่อนเลย กูไปสูบบุหรี่แป๊บ” คนตัวสูงบอกพร้อมลุกขึ้นเดินไประเบียงที่มันเคยไปสูบบุหรี่ประจำเวลามาห้องฉัน
“ฮือ เดี๋ยวกูแกะใส่จานรอ”
ฉันซื้อของกินง่ายๆ มา ก็พวกอาหารตามสั่งทั่วไปแหละ อร่อยและถูกดี
สักพักคนตัวสูงก็เดินมาที่โต๊ะ ฉันที่นั่งรอที่เก้าอี้หันหน้าขึ้นไปมอง คนที่เดินเข้ามา สงครามมันคงไปล้างหน้ามาเพราะยังมีหยดน้ำติดอยู่ที่หน้ามัน ฉันจึงเอื้อมไปหยิบทิชชูที่วางอยู่ข้างๆ ส่งให้
“มีอะไรกินบ้าง กูไม่ได้กินข้าวตั้งแต่เมื่อวานแล้ว” พอเลื่อนเก้าอี้ นั่งลง คนตัวสูงก็ถามออกมา
“มึงเอาอะไรระหว่างผัดกะเพราเนื้อหรือตับ” ความจริงฉันกับครามเรากินอะไรเหมือนๆ กัน คือกินได้ทั้งสองอย่าง ใครเลือกอะไรที่เหลืออีกคนก็กินได้
“กูเอาเนื้อ มีไข่ดาวด้วยไหม กูหิวมากอ่ะกลัวไม่อิ่ม” เพราะปกติมันจะกินไข่ดาวทุกครั้ง แต่ไม่ใช่ว่าฉันไม่ซื้อนะแต่ที่ร้านไข่หมดต่างหาก
“ที่ร้านไข่หมดน่ะ เลยไม่ได้ซื้อมาด้วย งั้นรอแป๊บ เดี๋ยวกูไปทอดไข่ให้ เอาไม่สุกเหมือนเคยนะ” ฉันบอกออกไปพร้อมกับแกะข้าวใส่จาน
พอฉันเทผัดกะเพราเนื้อใส่จานให้คนตัวสูงเสร็จ จึงลุกขึ้นเดินไปในครัวเพื่อทอดไข่ดาวให้คนตัวสูง ก่อนจะได้ยินเสียงสั่งออเดอร์ตะโกนตามหลังมาอีก
“ของกูเอา 2 ใบนะ”
เอะ!!ทำไมเสียงมันดังอยู่ข้างๆ ฉัน ในเมื่อครามมันนั่งกินอยู่ที่โต๊ะ ด้วยความสงสัย ฉันที่กำลังจะตอกไข่ใส่กระทะจึงหันไปมองยังที่มาของเสียง
ครามมันยืนถือจานรอเหมือนเด็กอยู่ข้างๆฉัน
ซ่าส์ ซี่ๆๆๆๆๆ เสียงน้ำมันกระเด็นดังขึ้นอย่างแรง
“เหี้ยะ!!!” ความตกใจที่อยู่ๆ คนตัวสูงก็ยืนอยู่ข้างๆ ทำให้ฉันไม่ทันระวัง ไข่ไก่หลุดมือลงกระทะทั้งเปลือก น้ำมันเลยกระเด็นใส่มือฉันเต็มๆ
ด้วยความตกใจ ครามกระชากแขนฉันหลบน้ำมันทั้งที่มืออีกข้างยังถือจานอยู่ ตัวฉันลอยเข้าไปปะทะกับอกแน่นๆ ของมัน สถานการณ์ตอนนี้คือฉันกับคนตัวสูงเราเหมือนยืนกอดกัน เรานิ่งกันทั้งคู่ มันเหมือนภาพถูกStop ไว้ชั่วคราว ก่อนที่เสียงน้ำมันแตกจะดึงสติของอีกคนกลับมา ครามมันจึงผละออกจากฉันแล้วก้มลงปิดแก๊ส จากนั้นก็ยกกระทะที่มีไข่และเปลือกที่ไหม้ออกจากเตาไปวางไว้ที่อ่างล้างจานแทน
ครามมันเดินกลับมาหาฉัน ตามองที่แขนของฉันทั้งสองข้างก่อนจะถามออกมา
“เจ็บตรงไหนรึเปล่า เมื่อกี้น้ำมันกระเด็นโดนแขนมึงไหม” มันไม่พูดเปล่าแต่จับแขนฉันขึ้นมาดูทีละข้างอย่างตั้งใจ
“มะ ไม่โดน” เมื่อได้สติ ฉันจึงตอบคนตัวสูงออกไป
“แต่ไข่ดาวมึงคงทอดให้ไม่ได้แล้ว เดี๋ยวกูลงไปซื้ออีกร้านให้แล้วกัน”
ก็กระทะไหม้ขนาดนั้นแล้ว ฉันว่าลงไปซื้อเอาน่าจะดีกว่า ร้านอื่นคงน่าจะมีไข่
“ไม่ต้องไปซื้อแล้ว กินเท่านี้แหละ” ครามดันหลังฉันให้เดินไปที่โต๊ะ
“ก็ได้ แต่ถ้ามึงไม่อิ่ม แบ่งเอาของกูไปสิ ยังไงกูก็กินไม่เคยหมดอยู่แล้ว” ฉันดันจานของตัวเองไปให้คนตัวสูง เพื่อจะได้ตักใส่จานตัวเอง แต่ครามมันดันกลับมา พร้อมบอกกลับมาว่า
“มึงกินไปก่อนเลย ถ้าเหลือเดี๋ยวกูกินต่อเอง” ครามมันพูดเสร็จก็ก้มหน้ากินต่อ มันคงไม่ได้คิดอะไร
ตึก ตึก ตึก
แต่ฉันนี้คิดไปไกลมากเลย ที่สำคัญใจฉันเต้นแรงมากกับคำพูดที่คงไม่ได้คิดอะไรของอีกคน