บทที่ 5/3

1334 Words
•┈┈┈┈┈┈• เหล่าบรรดาอาจารย์ทั้งหลายคนที่ได้ยินก็ต่างพากันตกใจ เท่าที่รู้มาก็คือปัทวีมีลูกชายเพียงคนเดียวเท่านั้นและไม่เคยทราบมาก่อนเลยว่าความจริงแล้วเขามีลูกสาวด้วย แต่ถึงแม้จะสงสัยมากแค่ไหนก็ไม่มีใครกล้าถามเรื่องส่วนตัวพวกนั้นนอกจากเก็บความสงสัยเอาไว้ในใจเท่านั้น เพียงแค่ป้องปรัชญ์เอ่ยปากบอกว่าอยากให้น้องสาวเข้าเรียนที่นี่ผู้อำนวยการชาวต่างชาติก็รีบจัดการเดินเรื่องทุกอย่างให้ทันที ส่วนเรื่องหลักฐานการสมัครเรียนต่างๆ ของอ้อนรักป้องปรัชญ์จะให้คนเอามายื่นให้ในภายหลังซึ่งผู้อำนวยการก็ไม่ติดปัญหาอะไร จะมีก็แต่อ้อนรักเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ตอนนี้มึนงงสับสนไปหมดกับเรื่องราวปุ๊บปั๊บที่เกิดขึ้น เธอไม่รู้ตัวเลยว่าตัวเองได้กลายเป็นเด็กนักเรียนโรงเรียนอินเตอร์แห่งนี้ได้ยังไงในระยะเวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้เธอยังเดินอยู่ริมฟุตพาทเพื่อไปโรงเรียนที่อยู่ละแวกบ้านอยู่เลย แต่ตอนนี้กลับโผล่หน้ามาอยู่โรงเรียนอินเตอร์แห่งนี้ที่ครั้งหนึ่งป้องปรัชญ์เองก็เคยเรียนที่นี่มาก่อน อีกทั้งยังสวมใส่ชุดยูนิฟอร์มสุดน่ารักของทางโรงเรียนแล้วเรียบร้อยด้วย "น่ารักจังเลยค่ะน้องอ้อน" "ขะ...ขอบคุณค่ะ" นานทีจะมีคนชมทำให้อ้อนรักอดเขินไม่ได้ เธอก้มหน้าลงมองพื้นและเกาแก้มตัวเองเบาๆ อย่างคนประหม่า ท่าทีแสนน่ารักน่าเอ็นดูของเธอตกอยู่ในสายตาของป้องปรัชญ์ที่นั่งไขว่ห้างตรงโซฟาหน้าห้องลองชุดยูนิฟอร์มเพื่อรอเธอลองชุดที่จำเป็นต้องสวมใส่ตลอดปีการศึกษาเกรดสามหรือเทียบเท่ากับชั้นประถมสาม ปกติแล้วทางโรงเรียนมีรูปแบบยูนิฟอร์มและสีที่ต่างกันเพื่อแยกระดับชั้นระดับเกรดของนักเรียนแต่ละชั้นปี ป้องปรัชญ์กวาดสายตาคู่คมมองร่างกายผอมบางของอ้อนรักอย่างพึงพอใจเมื่อเห็นว่าเธอเหมาะกับยูนิฟอร์มนี้มากกว่าชุดนักเรียนทั่วไปที่เคยสวมใส่ ตอนนี้อ้อนรักกลายเป็นนักเรียนของโรงเรียนอินเตอร์แห่งนี้แล้วเรียบร้อยโดยมีป้องปรัชญ์คอยจัดการเรื่องทุกอย่างให้และเธอสามารถเข้าเรียนต่อเกรดสามได้เลยโดยไม่มีปัญหาอะไรเลย เรียกได้ว่าแอบใช้อำนาจเส้นสายของพ่อเล็กน้อยเพื่อให้อ้อนรักสามารถเข้าเรียนได้โดยไม่มีปัญหาแต่อย่างใด "ถ้ามีปัญหาอะไรในโรงเรียนหรือถูกรังแกเธอต้องมาบอกฉันทันทีเลยนะ เข้าใจไหม? " "อื้อ" นั่นคือคำพูดกำชับสุดท้ายก่อนที่ป้องปรัชญ์จะทิ้งเธอเอาไว้ที่โรงเรียนส่วนเขาที่มีเรียนตอนสิบโมงก็แวะไปมหาลัยทันที ตกเย็น… "พวกมึง…กูมีของใหม่อยากให้ลองว่ะเย็นนี้ไปบ้านกูปะ? " คณินที่กำลังพ่นควันบุหรี่ขึ้นกลางอากาศหันหน้ามองคนถามที่กวาดตามองเพื่อนๆ ทั้งสี่คนด้วยสายตาแพรวพราวมีความนัยบางอย่างและต่อให้ไม่ต้องขยายความเพิ่มทุกคนในกลุ่มต่างก็รู้ว่าเพื่อนคนนี้หมายถึงอะไรถ้าไม่ใช่ ‘ยาเสพติด’ ที่พวกเขาเคยลองกันอยู่หลายครั้งแม้แต่คณินเองก็เช่นกัน "พ่อแม่มึงไม่อยู่เหรอ? " ก้นบุหรี่ในมือของคณินถูกหย่อนลงในขวดน้ำขวดหนึ่งที่วางอยู่ใกล้ๆ คนถูกถามพยักหน้ารับยิ้มกริ่มบ่งบอกว่าบ้านของเขาในวันนี้ทางโล่งสะดวกแน่นอนเมื่อไร้ผู้ปกครองอยู่บ้าน "ไปอังกฤษกับพี่สาวว่ะ" "เชี่ย งั้นรออะไรล่ะวะ? ไปดิๆๆ " เพื่อนๆ หลายคนต่างลงเสียงกันว่าจะไปที่บ้านของคนชวน คณินเองก็ไม่ติดอะไรเพราะเขาก็ชอบที่จะไปบ้านเพื่อนคนนี้เช่นกัน แต่ในขณะที่เขาหมุนตัวเท้าแขนกับราวระเบียงหวังจะรับลมแต่สายตาของเขาที่มองลงไปยังเบื้องล่างนั้นกลับสะดุดเข้ากับร่างร่างหนึ่งที่แสนคุ้นตา "นั่นมัน…" ท้ายประโยคเบาหวิวจนแทบไม่ได้ยิน สายตาของคณินพยายามจดจ้องมองดูเจ้าของร่างเล็กนั่นอีกครั้ง จากที่ตอนแรกนึกว่าจำผิดคนแต่เมื่อเห็นรถสปอร์ตคันหรูคุ้นตาขับเข้ามารับเด็กสาวคนนั้นถึงในโรงเรียนคณินก็มั่นใจแล้วว่าคนที่เขาเห็นอยู่นั้นคืออ้อนรักจริงๆ และคนที่มารับเธอก็ไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็นลูกพี่ลูกน้องของเขานั่นเอง…ป้องปรัชญ์ "หึ" คำพูดแฝงความนัยนั้นมีเพียงคณินเข้าใจเพียงคนเดียว เสียงแค่นหัวเราะที่ดังจากเขาทำให้เพื่อนๆ สองสามคนที่ได้ยินต่างพากันมองหน้าเขาด้วยความสงสัยแต่คณินที่รู้ตัวอยู่แล้วว่าถูกเพื่อนจับจ้องก็หันกลับไปยักไหล่ให้กับพวกเขาคล้ายกับจะบอกว่าไม่มีอะไร ทำให้เพื่อนๆ ละความสนใจจากเขาและหันไปสูบบุหรี่กันต่อจากนั้นไม่นานพวกเขาก็ยกโขยงกันไปยังบ้านของคนที่เชื้อเชิญ "เรียนวันนี้เป็นไงบ้าง? " ทันทีที่อ้อนรักขึ้นรถและยังไม่ทันจะคาดเบลล์ป้องปรัชญ์ก็สาดคำถามใส่เธอทันทีพร้อมกับทะยานรถสู่ถนนเส้นทางหลักตรงไปยังบ้านตติยรักษ์ ตลอดทางที่ป้องปรัชญ์ขับรถกลับบ้านจะมีเสียงเจื้อยแจ้วของอ้อนรักพูดคุยกับเขาอยู่ตลอดเวลา ต่างจากปกติที่เขากับเธอคุยกันแทบจะนับคำได้แต่วันนี้นั้นต่างออกไปเมื่ออ้อนรักคุยกับเขามากกว่าทุกๆ วันที่ผ่านมา สิ่งแปลกใหม่ที่อ้อนรักเจอ สังคมใหม่ที่เธอเพิ่งเคยสัมผัสทำให้เธอพูดออกมาอย่างไหลลื่น แม้จะมีเรื่องที่ไม่ชอบใจบ้างในบางเรื่องแต่เธอก็พูดมันออกมาให้เขาฟังและเพื่อไม่ให้บทสนทนาระหว่างเขาและเธอหายไปป้องปรัชญ์จึงต้องคอยถามเธอเป็นพักๆ จนกระทั่งรถจอดสนิทเมื่อถึงบ้านแล้วอ้อนรักที่เปิดประตูเตรียมจะลงก็หันมาเรียกป้องปรัชญ์ด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาและถ้าสังเกตดีๆ จะเห็นว่าใบหูเล็กๆ ของอ้อนรักนั้นแดงระเรื่อขึ้นมา "นายน้อย…" "หืม? " "เรื่องย้ายโรงเรียน…ขอบคุณนะ" ปึ้ง! "..." ป้องปรัชญ์ที่ได้ยินคำว่าขอบคุณจากอ้อนรักเป็นครั้งแรกในชีวิตทั้งตายแล้วและยังไม่ตายอย่างตอนนี้ก็ถึงกับนิ่งอึ้งจนพูดอะไรไม่ออกอยู่หลายวินาที กว่าจะรู้สึกตัวก็ตอนที่เด็กน้อยลงจากรถวิ่งกลับบ้านพักไปแล้วและทิ้งให้เขาเอาแต่ยิ้มไม่หุบอยู่คนเดียวด้วยความขัดเขินที่หาไม่ได้จากคนอย่างเขา ป้องปรัชญ์เองก็รู้ดีว่าอ้อนรักก็น่าจะเขินไม่แพ้กันไม่อย่างนั้นเธอจะรีบวิ่งลงจากรถทันทีที่พูดจบงั้นเหรอ? แต่ถึงยังไงก็ถือว่าเป็นเรื่องดีที่อ้อนรักไม่ต้องมาเห็นเขาในมุมที่เขินจนแทบบ้าเพียงเพราะแค่เธอพูดคำว่าขอบคุณเขาเท่านั้น "หุบยิ้มสิวะไอ้ป้อง!" ป้องปรัชญ์ผู้เสียอาการจนกู่ไม่กลับถึงกับต้องตบแก้มตัวเองอยู่หลายครั้งเพื่อให้ตัวเองหุบยิ้มแต่ทว่าเพียงไม่กี่วินาทีเท่านั้นปากของเขามันก็หยักยิ้มขึ้นมาอีกครั้งอย่างไม่อาจหักห้ามได้จึงได้แต่ปล่อยเลยตามเลยตามอารมณ์และความรู้สึกดีที่เกิดขึ้นในใจ... เรียกได้ว่าเป็นการพัฒนาความสัมพันธ์ที่พึงพอใจในระดับนึง...แต่ก็แค่ระดับนึงเท่านั้นเพราะในอนาคตเขาหวังจะกระชับความสัมพันธ์กับอ้อนรักให้สลักลึกถึงใจจนเธอไม่สามารถขาดเขาได้ในชีวิตเลยล่ะ •┈┈┈┈┈┈•
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD