บทที่ 6/2

1687 Words
•┈┈┈┈┈┈• "หะ…หายใจไม่ออก" น้ำเสียงอู้อี้ติดงอแงของคนในอ้อมกอดทำให้ป้องปรัชญ์ได้สติรีบคลายท่อนแขนออกทันทีก่อนจะก้มหน้ามองใบหน้างอง้ำของอ้อนรักที่แสดงออกถึงความไม่พอใจที่เขาเผลอกอดเธอแน่นมากไปหน่อย แต่ป้องปรัชญ์กลับอดหัวเราะไม่ได้ด้วยความเอ็นดูก่อนจะใช้ปลายนิ้วชี้ตัวเองเคาะปลายจมูกรั้นของอ้อนรักเบาๆ หยอกล้อเด็กน้อยที่มองเขาตาขวาง "โห่ เดี๋ยวนี้กล้ามองใส่ฉันตาขวางแล้วหรือไง? " "..." อ้อนรักไม่รู้ว่านั่นคือคำพูดหยอกล้อของป้องปรัชญ์ เธอรีบก้มหน้าหลบสายตาเขาทันที ความจริงแล้วเธอไม่ได้ตั้งใจจะมองเขาด้วยสายตาอย่างนั้น แต่ก่อนหน้านี้ตอนที่เธอถูกเขากอดอยู่มันแน่นมากจริงๆ จนในที่สุดก็ทนไม่ไหวและต้องเอ่ยปากบอกเขาก่อนที่ตัวเองจะขาดใจตาย "แค่ล้อเล่นน่ะ ไม่เห็นต้องกลัวฉันขนาดนั้นเลย" คำพูดตัดพ้อทว่าเจือด้วยเสียงหัวเราะในลำคอทำให้อ้อนรักมองป้องปรัชญ์ด้วยความแปลกใจอยู่ไม่น้อยเพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เขาพูดหยอกล้อกับเธอ แม้ว่าเธอจะแยกไม่ค่อยออกก็ตามทีแต่เมื่อถูกฝ่ามือหนาของป้องปรัชญ์ลูบหัวเบาๆ อยู่อย่างนั้นในใจของอ้อนรักพลันเกิดความรู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาทันที อ้อนรักปฏิเสธไม่ได้ว่าตอนนี้ชอบฝ่ามือของป้องปรัชญ์ที่เดี๋ยวนี้มักจะลูบหัวของเธออยู่บ่อยๆ จนบางครั้งเธอเคลิ้มหลับคามือของเขาก็ยังเคยมาแล้ว "เจ็บมั้ย? " มือที่กำลังม้วนเส้นผมยาวนุ่มสลวยของอ้อนรักเล่นอยู่นั้นพลันชะงักไปเพียงนิดก่อนจะทำเป็นเหมือนไม่มีอะไรเกิดเมื่ออ้อนรักแตะบาดแผลตรงมุมปากของเขาด้วยสัมผัสแผ่วเบา ใบหน้าที่สลดลงจนแลดูเศร้าและแฝงไปด้วยความรู้สึกผิดจนทำให้คนมองอย่างป้องปรัชญ์รู้สึกไม่ดีตามเธอไปด้วย และในจังหวะที่อ้อนรักกำลังจะลดมือลงจากบาดแผลปากแตกของป้องปรัชญ์เจ้าตัวก็รีบคว้าข้อมือของเธอเอาไว้ก่อนจะเอียงใบหน้าเข้าหาฝ่ามือของเธอที่สัมผัสกับซีกแก้มร้อนผ่าวของเขา "มันไม่ได้เจ็บขนาดนั้นสักหน่อย ไม่ต้องทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ได้ไหม? " ป้องปรัชญ์พูดเสียงอ่อนพอๆ กับใจของเขา ทั้งๆ ที่เมื่อก่อนทำเธอร้องไห้จนนับไม่ถ้วนก็ไม่เคยรู้สึกอะไร แต่มาตอนนี้แค่เธอทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ใจเขาก็เหมือนมีมือที่มองไม่เห็นบีบรัดเอาไว้จนเจ็บไปหมด สายตาคู่คมของป้องปรัชญ์จ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่มีม่านน้ำตาบางๆ ของอ้อนรักเพราะเขาอยากให้เธอเชื่อว่าเขาไม่ได้รู้สึกเจ็บอย่างที่เธอกังวลอยู่แต่ถึงอย่างนั้นก็อดที่จะสงสัยไม่ได้กับสายตาที่เธอจ้องมองกลับมา "กังวลขนาดนี้...เธอเป็นห่วงฉันเหรอ? " ป้องปรัชญ์ไม่ได้คาดหวังในคำตอบจากอ้อนรักอยู่แล้วแต่เมื่อเธอพยักหน้าหนักๆ สองสามครั้งด้วยสีหน้าจริงจังใสซื่อไร้เดียงสาและวินาทีนั้นหัวใจของป้องปรัชญ์พลันรู้สึกลิงโลดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนและนี่ก็เป็นครั้งแรกเลยก็ว่าได้ที่อ้อนรักบอกว่าเป็นห่วงเขาและเหมือนจะเป็นห่วงเขามากด้วยไม่อย่างนั้นจะนั่งหน้าเศร้าน้ำตาคลออย่างนี้เหรอ? อย่างน้อยการที่เขาเจ็บตัวในวันนี้มันก็ไม่ได้สูญเปล่าเสียทีเดียวเพราะอย่างน้อยก็ได้รู้ว่าอ้อนรักนั้นมีความเป็นห่วงเป็นใยเขาอยู่ไม่น้อยเลย "เรื่องเมื่อกี้...ที่ถูกผู้ชายคนนั้นตบ..." อ้อนรักที่หลีกเลี่ยงการเรียกปัทวีว่าพ่อมาโดยตลอดเว้นคำพูดไว้เพียงแค่นั้นและก้มหน้าหลบสายตาของป้องปรัชญ์ที่ยังคงกอบกุมมือของเธอตรงข้างแก้มเขาเอาไว้ก่อนจะเป็นฝ่ายพูดขึ้นมาบ้าง "เรื่องนั้นที่เกิดขึ้นมันไม่ใช่ความผิดของเธอ" ป้องปรัชญ์ตอบคำถามดักคออ้อนรักเหมือนกับรู้ว่าเธอจะถามอะไรและเขาไม่อยากจะให้เธอคิดมากว่าตัวเองเป็นต้นเหตุของเรื่องที่เกิดขึ้น ก็จริงอยู่ที่เรื่องทั้งหมดมันเกี่ยวกับอ้อนรักแต่ป้องปรัชญ์ก็ไม่เคยคิดว่าที่เขาต้องถูกปัทวีตบนั้นเป็นเพราะมีสาเหตุมาจากอ้อนรัก เป็นเขาเองที่ยียวนกวนประสาทพ่อตัวเองจนถูกปัทวีตบหน้าและมันไม่ใช่ความผิดของอ้อนรักเลย แต่ถ้าเป็นเขาคนก่อนคงจะโทษอ้อนรักและโกรธเคืองเธอจนต้องรังแกเพื่อระบายอารมณ์ให้เธอร้องไห้จนสาแก่ใจแต่เขาในตอนนี้กลับไม่คิดอย่างนั้นแล้ว อะไรที่เขาสามารถทำเพื่อเธอได้แล้วคิดว่ามันดีต่อเธอ...เขาก็จะทำและจะทำทุกอย่างด้วย อ้อนรักในช่วงชีวิตเดิมของเขานั้นเป็นคนที่อยู่ในมุมมืดและอยู่ในจุดต่ำสุดของห่วงโซ่อาหารภายในบ้านตติยรักษ์ ตั้งแต่เด็กจนโตอ้อนรักไม่อาจเปิดเผยตัวตนกับใครได้ว่าแท้จริงแล้วเธอเองก็เป็นทายาทอีกคนของตระกูล แม้ว่าจะเกิดจากเมียน้อยแต่เธอก็ไม่ควรถูกละเลยเพิกเฉยจนกลายเป็นคนที่ถูกลืมและไม่เคยมีใครเห็นความสำคัญของเธอเลย เขาคนก่อนก็เป็นหนึ่งในนั้นที่ไม่สนใจว่าอ้อนรักจะรู้สึกยังไง ไม่เคยสนใจว่าความหวังดีที่เธอหยิบยื่นให้ในตอนนั้นมันคือคำเตือนจากเธอที่ไปล่วงรู้ความจริงอะไรบางอย่างเกี่ยวกับอดีตคนรักของเขาทั้งๆ ที่เธอพยายามเตือนเขาแล้วแต่เขากลับมองว่าคำเตือนนั้นมันคือความน่ารำคาญ แต่เมื่อได้รับโอกาสแก้ตัวใหม่อีกครั้งเขาจะพยายามแก้ไขสิ่งผิดพลาดที่เคยทำไว้ต่ออ้อนรัก เขาจะชดเชยทุกอย่างให้กับเธอรวมถึงจะดึงเธอให้ออกจากเงามืดที่ไม่มีใครให้ความสำคัญนั้นด้วย "เลิกคิดมากได้แล้ว ฉันบอกว่ามันไม่ใช่ความผิดของเธอเลย" ป้องปรัชญ์พูดย้ำอีกครั้งก่อนจะโยกหัวของอ้อนรักเบาๆ ด้วยความเอ็นดูและดูเหมือนว่าใบหน้าที่เศร้าสลดจะแปรเปลี่ยนเป็นบูดบึ้งเมื่อเธอรู้ตัวแล้วว่ากำลังถูกป้องปรัชญ์กลั่นแกล้งเพราะเขาเอาแต่โยกหัวเธอไม่หยุดเลย! "ปล่อยเลยนะ!" "ไม่ แต่ถ้าลองเรียกฉันว่า 'พี่' ฉันจะปล่อย" "ไม่เรียก!" ยังไงเธอก็ไม่เรียกเขาว่าพี่แน่ๆ ตราบใดที่เขายังไม่สามารถทำให้เธอเชื่อใจได้เต็มร้อย หลายเดือนที่ผ่านมาอ้อนรักก็สงสัยในตัวของป้องปรัชญ์มาโดยตลอด เธอไม่รู้ว่าตอนนี้เขากำลังคิดจะทำอะไรแต่ที่รู้ๆ ก็คือทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาทำ...มันดันเผลอทำให้เธอเชื่อใจเขาไปแล้วเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ เมื่อหลายเดือนก่อนอ้อนรักยังคิดว่าการที่ป้องปรัชญ์พยายามเข้าหาเธอและทำดีด้วยนั้นอาจจะเป็นแผนที่เขาวางไว้เพื่อต้องการแกล้งเธอในอนาคต แต่ตอนนี้เธอเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าสิ่งที่เขาทำไปทั้งหมดนั้น...ยังเป็นการกลั่นแกล้งอยู่อีกเหรอ? ถ้ามันคือแผนกลั่นแกล้งเธอจริงๆ และเขาต้องถูกปัทวีตบหน้าฉาดใหญ่อย่างนั้นมันคงจะเป็นการกลั่นแกล้งที่แนบเนียนและลงทุนเจ็บตัวมากเลยล่ะและถ้าวันหนึ่งเขาเกิดทำลายความเชื่อใจที่อ้อนรักมีให้ต่อเขาขึ้นมา...เธอก็คงไม่สามารถเชื่อใจใครในโลกนี้ได้อีกแล้วเพราะขนาดคนเป็นพี่ชายของเธอยังเลือดเย็นกับเธอได้มากขนาดนี้เลย ʕᵔᴥᵔʔ "ลมอะไรหอบมึงมาหากูได้ครับเนี่ย? ช่วงนี้หายไปเลยนะมึง ไม่มาให้กูเห็นหน้าเห็นตาหลายเดือนละนะ" ‘กองทัพ’ รุ่นพี่คนสนิทในคณะที่เรียนมหาลัยเดียวกับป้องปรัชญ์เอ่ยปากแซะแกมบ่นหนุ่มหล่อรุ่นน้องที่กำลังหย่อนตัวนั่งหน้าเคาน์เตอร์บาร์เครื่องดื่มที่มีเขารับหน้าที่เป็นบาร์เทรนเดอร์สำหรับค่ำคืนนี้และน้อยนักที่จะมีคนรู้ว่าเจ้าของผับแท้จริงแล้วเป็นเพียงแค่เด็กมหาลัยปีสุดท้ายเท่านั้น ร้านเหล้าแห่งนี้อยู่ละแวกเดียวกับมหาลัยที่กองทัพกับป้องปรัชญ์เรียนอยู่และด้วยความที่กองทัพเป็นสายรหัสของป้องปรัชญ์ทำให้ต้องพบเจอกันอยู่หลายครั้งแต่ด้วยความถูกชะตาล้วนๆ จึงทำให้ทั้งสองคนสนิทกันมากจนกองทัพถึงขั้นยอมให้เด็กที่อายุไม่ถึงเกณฑ์อย่างป้องปรัชญ์เข้าผับเขาได้โดยไม่ต้องตรวจบัตรประชาชนแต่อย่างใดซึ่งถ้าเป็นเด็กคนอื่นที่อายุไม่ถึงก็อย่าหวังจะได้เข้า แต่น่าแปลกที่ช่วงระยะเดือนสองเดือนหลังมานี้กองทัพไม่เคยเห็นหัวหนุ่มรุ่นน้องคนสนิทโผล่หัวมาที่ร้านเลยทั้งที่เมื่อก่อนป้องปรัชญ์เป็นขาประจำร้านเหล้าของเขาและมาเที่ยวแทบทุกคืนพร้อมกับหิ้วหญิงกลับไม่เคยซ้ำหน้า "ช่วงนี้ติดบ้านน่ะ" คำตอบที่ดูไม่น่าจะเป็นไปได้ทำเอากองทัพถึงกับต้องหรี่ตามองหนุ่มรุ่นน้องคล้ายกับว่าเขาไม่เชื่อในสิ่งที่ป้องปรัชญ์พูดสักเท่าไหร่เพราะความสนิทสนมกันทำให้กองทัพรู้ว่าป้องปรัชญ์เป็นคนที่ไม่ค่อยชอบอยู่บ้านสักเท่าไหร่ซึ่งมันก็มีปัจจัยหลายๆ อย่างที่ทำให้ป้องปรัชญ์ต้องเข้ามาสิงอยู่ที่ผับของเขาบ่อยๆ บางคืนยังนอนค้างที่ห้องพักของผับก็ยังมีเว้นแต่ช่วงระยะหลังๆ นี่แหละที่ป้องปรัชญ์ไม่มาที่ผับของเขาเลย "ติดบ้านหรือติดเมีย เอาดีๆ " •┈┈┈┈┈┈•
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD