•┈┈┈┈┈┈•
ทันทีที่รถคันหรูจอดสนิทตรงบริเวณหน้าบ้าน ประตูรถฝั่งที่อ้อนรักนั่งก็ถูกเปิดออกจากฝีมือของเธอก่อนจะโดดลงรถและวิ่งปรู๊ดไปยังบ้านพักด้วยความเร็วที่ดูไม่เหมือนคนที่เพิ่งหายป่วยเลยสักนิด
ป้องปรัชญ์ที่ยังนั่งอยู่ตรงเบาะหลังภายในรถมองตามแผ่นหลังของคนตัวเล็กที่หายเข้ากลีบเมฆไปแล้วด้วยความเหนื่อยใจ
ขนาดเขานั่งมาเงียบๆ ตลอดทางไม่ได้คุยกับอ้อนรักเลยสักคำเดียวเธอก็ยังคงกลัวเขาเหมือนเดิมอยู่ดี แต่สิ่งหนึ่งที่ป้องปรัชญ์รู้ก็คืออ้อนรักคุยกับทุกคนในรถยกเว้นเขาเพียงคนเดียวเท่านั้น ไม่ว่าปริมหรือพ่อบ้านจะชวนเธอคุยเรื่องอะไรเธอก็จะตอบพวกเขาทุกครั้ง แม้จะเป็นเพียงแค่คำตอบสั้นๆ ก็ตาม
ป้องปรัชญ์เองก็พอจะรู้นิสัยของอ้อนรักอยู่บ้างว่าเธอเป็นคนไม่ค่อยพูดมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว เป็นคนยิ้มยากและเก็บตัวไม่สุงสิงกับใคร แม้กระทั่งตอนโตเธอก็ยังคงเป็นอย่างนั้นอยู่
ตัวเขาคนก่อนไม่เคยสนใจอ้อนรักอยู่แล้วจึงไม่คิดจะแก้ปัญหาใดๆ ทั้งนั้น แต่สำหรับเขาในตอนนี้นั้นกลับมองว่าอ้อนรักควรจะเป็นเด็กที่มีชีวิตชีวามากกว่านี้ เธอควรเป็นเด็กวัยแปดขวบที่ร่าเริงสมวัยไม่ใช่เด็กน้อยที่เก็บตัวเงียบอย่างเช่นทุกวันนี้
"ป้าขอตัวไปดูอ้อนรักก่อนนะคะ"
ปริมบอกคนเป็นนายและรีบเปิดประตูรถลงจากรถอีกคนทำให้ทั้งรถเหลือเพียงเขากับพ่อบ้านสองคนเท่านั้นที่รู้สึกอัดอึดใจเหลือเกิน ตั้งแต่นั่งรถกลับจากโรงพยาบาลพ่อบ้านสังเกตป้องปรัชญ์อยู่หลายครั้ง ถึงเขาจะไม่ได้พูดกับอ้อนรักเลยสักคำแต่สายตาคู่คมเรียบนิ่งกลับมองอ้อนรักไม่วางตา
พ่อบ้านไม่รู้จริงๆ ว่าตอนนี้ป้องปรัชญ์กำลังคิดอะไรอยู่ หรือว่าวิธีนี้จะเป็นวิธีกลั่นแกล้งอ้อนรักแบบใหม่?
เขาอาจจะทำดีด้วยเพื่อหลอกให้เด็กน้อยตายใจแต่สุดท้ายก็จะทำร้ายจิตใจอย่างทารุณอย่างนี้เหรอ? ถ้าหากป้องปรัชญ์คิดจะทำอย่างนั้นจริงๆ มีหวังอ้อนรักที่เปราะบางอยู่แล้วเป็นทุนเดิมคงจะแตกสลายได้อย่างง่ายดายหากถูกทำร้ายจิตใจอย่างทารุณและก่อนที่พ่อบ้านจะคิดอะไรเลอะเทอะมากไปกว่านี้คนที่เงียบอยู่นานตั้งแต่อยู่โรงพยาบาลก็เอ่ยปากทำลายบรรยากาศอึดอัดภายในรถ
"ไปลิสต์รายการมาว่าอ้อนรักชอบอะไรบ้างไม่ชอบอะไรบ้างและฉันต้องได้รายการทั้งหมดภายในคืนนี้"
"ครับ"
แม้จะไม่เข้าใจว่าสิ่งที่ป้องปรัชญ์สั่งให้เขาทำนั้นจะเอาไปทำอะไรแต่พ่อบ้านก็ทำได้เพียงแค่รับคำสั่งเท่านั้น ป้องปรัชญ์ก้าวขายาวๆ ลงจากรถก่อนจะเดินเข้าไปในบ้านที่ตอนนี้มีหญิงวัยกลางคนหน้าตาสละสลวยคนหนึ่งกำลังนั่งอยู่ตรงโซฟากลางบ้านคล้ายกับว่าเธอกำลังรอเขาอยู่
"ได้ข่าวว่านังลูกเมียน้อยมันไม่สบาย ป้องพามันไปส่งที่โรงพยาบาลอย่างนั้นเหรอ? "
น้ำเสียงเล็กแหลมของคนเป็นอาสาวอย่าง ‘ปรียา’ เอ่ยถามหลานชายตัวเองที่เดินเข้ามาภายในบ้านอย่างไม่สบอารมณ์เมื่อรู้ว่าเขาเป็นคนไปส่งอ้อนรักไปโรงพยาบาลเองกับตัว เมื่อวานเธอได้ยินพวกแม่บ้านต่างพากันพูดถึงเรื่องนี้ก็ยังไม่อยากจะเชื่อแต่ด้วยความสงสัยที่มีอยู่เต็มอกทำให้เธออดทนไม่ไหวจนต้องมาถามให้รู้เรื่อง
ป้องปรัชญ์ลอบถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย เขาคิดไว้อยู่แล้วล่ะว่ากลับมาต้องถูกคนเป็นอาซักถามถึงเหตุผลที่เขาไปส่งอ้อนรักที่โรงพยาบาลทั้งๆ ที่ปกติแล้วไม่เคยสนใจอ้อนรักเลยไม่ว่าจะเป็นหรือตายยังไง และดูเหมือนว่าคนเป็นอาจะพกความสอดรู้สอดเห็นมาเต็มเปี่ยม ไม่อย่างนั้นจะมานั่งดักรอเขาตรงหน้าบ้านหรือไง?
"ก็เด็กมันไม่สบายผมก็ต้องพาไปส่งโรงพยาบาลแค่นั้นเอง จะปล่อยให้ตายคาบ้านมันก็ไม่ใช่เรื่องไหม? "
คำตอบที่ฟังยังไงก็รู้ว่าป้องปรัชญ์กำลังหงุดหงิดทำให้ปรียาไม่กล้าเอ่ยปากถามอะไรต่อ เพราะกลัวว่าถ้าถามไปจะเป็นการกระตุ้นต่อมหงุดหงิดที่จุดติดง่ายของเขาเข้า เธอรู้นิสัยของหลานชายคนนี้ดีว่าเป็นคนที่ขี้หงุดหงิดและโมโหร้ายมากแค่ไหน ฉะนั้นการหุบปากเงียบจึงเป็นสิ่งที่เธอควรทำในตอนนี้แม้ว่าในใจนั้นอยากจะรู้เหตุผลของเขามากว่าทำไมคนอย่างป้องปรัชญ์ถึงต้องไปส่งอ้อนรักที่ไม่สบายถึงโรงพยาบาล
เมื่อเห็นท่าทีว่าป้องปรัชญ์ไม่คิดจะสนใจเธอแม้แต่นิดเดียวอีกทั้งยังเดินขึ้นห้องไปแล้วปรียาก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องอยู่ต่อเช่นกันก่อนจะเดินกลับบ้านเล็กของเธอที่อยู่ในอาณาบริเวณรั้วเดียวกับบ้านหลังใหญ่หลังนี้ที่อยู่กันเพียงสามคนพ่อแม่ลูกเท่านั้น ในขณะที่ครอบครัวเธอมีทั้งหมดสี่คน
ปรียาเป็นน้องสาวพ่อแม่เดียวกับปัทวี เธอกับพี่ชายเกิดมาในตระกูลเก่าแก่ร่ำรวยอย่างตติยรักษ์ที่มุ่งแต่จะสืบสกุลให้ยังคงอยู่อีกทั้งยังบ้าอำนาจที่มีมาตั้งแต่รุ่นปู่รุ่นทวดยันรุ่นลูกและการเลือกคู่ครองที่เหมาะสมก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยเสริมความมั่นคงให้กับตระกูลอีกทั้งยังสามารถขยายธุรกิจเพื่อทำเม็ดเงินเสริมสร้างความมั่งคงให้กับตระกูล
เรียกได้ว่าตติยรักษ์นั้นเป็นตระกูลที่บ้าอำนาจและบ้าเงินอย่างแท้จริง…
พี่ชายของเธออย่างปัทวีถูกจับคลุมถุงชนกับหญิงสาวที่มีฐานะเท่าเทียมกันอย่าง ‘วรัลยา’ ในขณะที่น้องสาวอย่างเธอนั้นต่อต้านการคลุมถุงชนและดื้อรั้นที่จะแต่งกับคนรักอย่าง ‘ธนัน’ ซึ่งเป็นเพียงผู้ชายธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น ช่วงขณะหนึ่งเธอตัดสินใจออกไปใช้กับธนันแต่ทว่าไปได้ไม่กี่ปีเท่านั้นธุรกิจส่งออกของเขานั้นกลับพังไม่เป็นท่า อีกทั้งยังมีหนี้สินติดตัวอีกทำให้เธอกลืนคำว่าศักดิ์ศรีลงท้องและบากหน้ากลับมาที่บ้านตัวเองเพื่อพึ่งใบบุญจากคนในตระกูล
แต่ทว่าเมื่อกลับมาแล้วพ่อแม่ของเธอนั้นกลับบอกให้เธอย้ายไปอยู่ที่บ้านเล็กซึ่งเป็นบ้านที่ไม่มีคนอาศัยอยู่ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้เธอเคยอาศัยอยู่ที่บ้านหลังใหญ่มาก่อน แต่เมื่อเธอมีสามีและลูกน้อยเพิ่มเข้าถึงสองคนป้องปรัชญ์ที่เป็นลูกชายเพียงคนเดียวของพี่ชายเธอกลับบอกว่าเขาไม่ชอบให้บ้านเสียงดังน่ารำคาญทำให้พ่อแม่ของเธอที่รักหลานชายคนโตอย่างป้องปรัชญ์ถึงกับเอ่ยปากให้ครอบครัวเธอย้ายไปอยู่ที่บ้านหลังเล็กเสีย
แม้จะรู้สึกน้อยใจและเจ็บใจที่ถูกปฏิบัติตัวไม่เหมือนเดิมแต่เธอก็ไม่มีทางเลือก นอกเสียจากอยู่ที่บ้านหลังเล็กเท่านั้น ถ้าไม่อยู่ที่นี่เธอเองก็ไม่รู้ว่าจะไปอยู่ที่ไหนแล้ว ยังดีที่พ่อแม่เธอไม่ได้ใจร้ายเกินไปพวกท่านมอบหน้าที่การงานตำแหน่งหนึ่งในธุรกิจครอบครัวให้กับสามีของเธอที่ต้องกล้ำกลืนรับตำแหน่งน้อยๆ นั้นเอาไว้ เพราะถ้าไม่ทำงานเขาก็จะไม่มีเงินเดือนเลี้ยงปากท้องลูกเมียที่นับวันก็ยิ่งโตขึ้นเรื่อยๆ
เงินเดือนที่ได้นั้นถือว่าเยอะกว่าพนักงานทั่วไปแต่ถ้าเทียบกับพี่ชายของเธอในตอนนั้นที่เป็นถึงรองประธานบริษัทแล้วนั้นเงินเดือนกลับแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ปรียาเก็บความขมขื่นและน้อยเนื้อต่ำใจนั้นเอาไว้นานหลายปีจนกระทั่งพ่อแม่ของเธอตายจากเธอถึงได้ชูคอมีอำนาจในบ้านหลังนี้ขึ้นมาบ้าง
ธนันจากที่เคยดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการก็เลื่อนมาเป็นผู้จัดการในขณะที่ปัทวีพี่ชายของเธอนั้นเลื่อนตำแหน่งเป็นประมุขใหญ่ของบ้านไปโดยปริยายอีกทั้งยังเป็นประธานบริษัทที่ควบคุมและดูแลทุกอย่างอีกด้วย ปรียาเคยสงสัยว่าแล้วตำแหน่งรองประธานที่ยังเว้นว่างไว้อยู่นั้นทำไมถึงไม่ให้สามีของเธอไปเสียแต่ว่าปัทวีกลับบอกว่าเขาเว้นว่างไว้เพื่อป้องปรัชญ์เท่านั้นทั้งๆ ที่เขานั้นยังเรียนอยู่แท้ๆ
นับตั้งแต่นั้นมาปรียาก็ได้แต่เก็บความน้อยเนื้อต่ำใจเอาไว้ให้ลึกสุดใจ ถึงเธอจะมีตำแหน่งเป็นเจ้านายคนหนึ่งของบ้าน มีหน้ามีตาขึ้นมาบ้างแต่ทว่ามีเพียงปัทวีและป้องปรัชญ์เท่านั้นที่เธอไม่สามารถอยู่เหนือพวกเขาได้ ชีวิตและครอบครัวของเธอก็ไม่ต่างกับอยู่ในอุ้งมือของสองพ่อลูกที่สามารถกำหนดกฎเกณฑ์ทุกอย่างได้
แม้จะรู้สึกน้อยใจและแค้นใจแต่เธอก็ยังต้องอยู่ในบ้านหลังนี้ต่อไป…เพื่อสักวันหนึ่งมรดกสักชิ้นจะตกเป็นของเธอบ้าง แต่แล้ววันหนึ่งใครจะไปคิดล่ะว่าจู่ๆ จะมีผู้หญิงและเด็กน้อยวัยสี่ขวบเข้ามาอยู่ในบ้านอีกทั้งยังเป็นเมียน้อยของพี่ชายเธอที่วางไข่ทิ้งไว้ แต่ยังดีที่เธอนั้นสามารถกดขี่และข่มเหงสองแม่ลูกกาฝากให้อยู่ในห่วงโซ่อาหารที่ต่ำสุดของบ้านได้โดยที่พวกเธอไม่มีสิทธิ์จะอ้าปากเรียกร้องใดๆ ได้ทั้งนั้น ซึ่งสองแม่ลูกก็เป็นอย่างนั้นมาตลอดหลายปีแม้ว่าแม่ของอ้อนรักจะจากไปแล้วก็ตาม
แต่ตอนนี้นั้น…ปรียากลับรู้สึกว่าหลานชายอย่างป้องปรัชญ์กำลังทำตัวกับอ้อนรักแปลกไป…
•┈┈┈┈┈┈•