บทที่ 4/1

1888 Words
•┈┈┈┈┈┈• "..." "..." ภายในรถเงียบสงบไร้เสียงพูดคุยไม่ต่างจากตอนขามาสักเท่าไหร่แต่จะต่างกันก็ตรงที่ตอนนี้ไม่มีเสียงเพลงคลอเบาๆ อีกทั้งอ้อนรักยังรู้สึกอึดอัดจนไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรงๆ ซะด้วยซ้ำ หลายครั้งที่เธอลอบมองป้องปรัชญ์ที่กำลังขับรถอยู่แม้สีหน้าของเขาจะเรียบเฉยแต่รอบๆ ตัวกลับแผ่รังสีอารมณ์คุกรุ่นออกมาอยู่ตลอดเวลา ตั้งแต่อ้อนรักและป้องปรัชญ์ขึ้นรถและเขาก็ขับออกจากห้างสรรพสินค้าทั้งคู่ก็ไม่พูดคุยอะไรกันเลย อ้อนรักรับรู้ได้จากอารมณ์ของป้องปรัชญ์ว่าเขาคงจะรู้สึกหงุดหงิดและอาจจะโกรธเคืองเธออยู่ไม่น้อยที่ห้ามปรามเขาไม่ให้ทำอะไรสองแม่ลูกคู่นั้นที่ผลักเธอจนล้มหัวฟาดเก้าอี้ แม้ป้องปรัชญ์จะโกรธสองแม่ลูกคู่นั้นมากเพียงใดแต่สุดท้ายแล้วเขาก็ยอมให้กับอ้อนรักที่เรียกร้องขอเขากลับบ้านในตอนนั้น ป้องปรัชญ์ยอมรับว่าทันทีที่เขาเห็นดวงตาแดงก่ำของอ้อนรักที่เรียกร้องอยากจะกลับบ้านใจของเขามันก็อ่อนยวบทันที ตัวเขาคนก่อนที่ตายไปแล้วนั้นไม่เคยมีความรู้สึกใจอ่อนอย่างนี้กับอ้อนรักเลยสักครั้ง ต่างจากเขาในตอนนี้ที่ไม่ว่าจะเห็นอ้อนรักร้องไห้สักกี่ครั้งใจของเขาทั้งอ่อนทั้งปวดหนึบจนบางครั้งยังรู้สึกหงุดหงิดตัวเองเลยว่าอะไรมันจะขนาดนั้นกัน โกรธสองแม่ลูกนั่นก็โกรธ โกรธตัวเองที่ใจอ่อนให้กับอ้อนรักก็โกรธ โกรธจนรู้สึกหงุดหงิดอยากจะระบายกับอะไรสักอย่างแต่เมื่อเห็นอ้อนรักนั่งตัวสั่นอยู่เขาก็ได้แต่สงบสติอารมณ์และควบคุมอารมณ์รุนแรงของตัวเองเอาไว้เท่านั้น เพราะตอนนี้สิ่งสำคัญคือเขาจะทำให้อ้อนรักกลัวเขาไม่ได้ "ยังปวดหัวอยู่หรือเปล่า? เจ็บตรงไหนไหม? " คำถามที่ทำลายความเงียบและฝ่ามือใหญ่ของป้องปรัชญ์ที่เอื้อมจับหลังหัวของอ้อนรักในตอนที่เธอยังไม่ทันตั้งตัวทำให้เธอหดคอหนีมือเขาอย่างลืมตัวแต่เมื่อตั้งสติได้และป้องปรัชญ์ก็ไม่ได้ดึงมือกลับเธอก็ยอมให้เขาจับหัวแต่โดยดี แม้จะรู้สึกเกร็งๆ แต่เมื่อมือใหญ่ๆ ของป้องปรัชญ์แตะสำรวจความปูดบนหัวด้วยสัมผัสแผ่วเบาอ้อนรักก็เลิกเกร็งไปเอง "ยังปวดตุ้บๆ นิดหน่อย…" อ้อนรักตอบเสียงแผ่ว มือที่ประสาตรงหน้าตักบีบเข้าหากันแน่น ตอนนี้เธอไม่รู้ว่าป้องปรัชญ์อยู่ในอารมณ์ระดับไหนฉะนั้นการทำตัวดีๆ ว่านอนสอนง่ายในเวลานี้คือสิ่งที่อ้อนรักควรทำเพราะเขาจะได้ไม่เอาความกรุ่นโกรธพวกนั้นมาลงที่เธอเหมือนอย่างที่เมื่อก่อนเขาชอบทำ "แต่ยังไงก็ต้องไปโรงพยาบาลก่อน ให้หมอตรวจเช็กสมองหน่อยก็ยังดี" อ้อนรักอยากจะบอกเหลือเกินว่าหัวโนกว่านี้ก็เคยมาแล้วและที่สำคัญคนที่ทำให้เธอหัวปูดกว่านี้ก็คือเขานั่นแหละที่ครั้งหนึ่งผลักเธอจนแผ่นหลังและหลังหัวกระแทกเข้ากับผนังอย่างแรง แม้จะไม่ได้ถึงขั้นเลือดตกยางออกแต่ก็ทำเอาเธอหัวโนนอนหงายไม่ได้ตั้งหลายวัน เมื่อไม่สามารถขัดขวางความต้องการของป้องปรัชญ์ได้เธอก็ได้แต่ปล่อยเลยตามเลยยอมไปตรวจสมองสแกนอะไรต่างๆ นานาตามกระบวนการรักษาของทางโรงพยาบาลและเมื่อผลตรวจออกมาว่าสมองเธอไม่พบสิ่งผิดปกติป้องปรัชญ์ก็ดูโล่งใจไม่น้อยที่เธอไม่ได้เป็นอะไร "แล้วทำไมตอนนั้นไม่รอฉันก่อน? " เมื่อกลับมานั่งในรถอีกครั้งป้องปรัชญ์ก็เอ่ยปากถึงช่วงเวลานั้นที่จู่ๆ อ้อนรักก็หายไป "จะเข้าร้านหนังสือ" "..." เป็นคำตอบที่ฟังแล้วรู้สึกอยากจะฟาดก้นของอ้อนรักขึ้นมาทันที...เธอรีบออกจากร้านเพียงเพราะว่าจะเข้าร้านหนังสือเนี่ยนะ! "คราวหลังถ้าจะไปไหนต้องบอกฉันก่อนเข้าใจไหม? " เพราะตอนที่หันกลับไปแล้วไม่เจออ้อนรักยืนอยู่ข้างๆ เขาก็รู้สึกกลัวขึ้นมาทันที กลัวว่าอ้อนรักจะหนีเขาไปแม้ว่าเธอจะยังเด็กอยู่ก็ตาม "อื้อ ต่อไปจะบอก" การที่อ้อนรักตอบรับป้องปรัชญ์ทันทีโดยไม่มีการครุ่นคิดสักนิดทำให้เขาถึงกับยกยิ้มพึงพอใจไม่น้อย อย่างน้อยเขาก็หวังว่าครั้งหน้าเขากับอ้อนรักจะได้ออกมาด้วยอีกบ่อยๆ ʕᵔᴥᵔʔ นานหลายสัปดาห์แล้วที่การกระทำของป้องปรัชญ์ดูแปลกไปในสายตาของปรียาที่จับจ้องสังเกตพฤติกรรมของหลานชายด้วยความสงสัย ตอนแรกเธอก็แค่เอะใจที่ป้องปรัชญ์พาอ้อนรักไปโรงพยาบาลแม้ว่าตอนนั้นเขาจะบอกว่าไม่อยากให้อ้อนรักตายคาบ้านก็ตามทั้งๆ ที่ปกติแล้วป้องปรัชญ์ไม่เคยแยแสอ้อนรักเลย แต่ทว่าช่วงนี้ป้องปรัชญ์นั้นเปลี่ยนไปจนสังเกตเห็นได้ หลายครั้งที่ปรียาเห็นว่าหลานชายเธอไม่ได้รังแกอ้อนรักแล้วต่างจากเมื่อก่อนที่เขามักจะกลั่นแกล้งอ้อนรักอยู่บ่อยๆ และช่วงนี้ทุกเย็นหลังจากที่ป้องปรัชญ์กลับจากมหาลัยเขามักจะขลุกตัวอยู่ในห้องหนังสือและกว่าจะออกมาก็ช่วงเวลาค่ำๆ แต่ที่น่าตกใจสำหรับปรียาเลยก็คือเมื่อไม่กี่วันก่อนเธอเห็นว่าอ้อนรักออกมาห้องหนังสือของป้องปรัชญ์ซึ่งแม้แต่เธอคนเป็นอายังไม่มีสิทธิ์เข้าไปได้เลยถ้าหากยังไม่ได้รับอนุญาตจากเขาแต่นี่...อ้อนรักกลับอยู่ในห้องหนังสือซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนตัวที่ป้องปรัชญ์หวงแหนมาก ถึงแม้จะสงสัยในการกระทำที่แปลกไปของป้องปรัชญ์มากเพียงใดแต่ปรียาก็ไม่สามารถทำอะไรได้อยู่ดีนอกจากสังเกตดูต่อไปเท่านั้นเพราะเธอก็ยังไม่รู้ว่าเพราะอะไรป้องปรัชญ์ถึงเลิกรังแกอ้อนรักแล้วอีกทั้งยังดูเข้าหาอ้อนรักเองด้วย "แม่คะ แม่ว่านังอ้อนมันแต่งตัวดูดีขึ้นไหมคะ? " ‘นารา’ เด็กสาววัยสิบสี่ปีลูกสาวของปรียากับธนันพูดกระซิบกระซาบกับคนเป็นแม่ระหว่างที่ทานอาหารมื้อเช้าร่วมกับสมาชิกทุกคนในบ้านยกเว้นป้องปรัชญ์เพียงคนที่ไปมหาลัยแล้วเพราะวันนี้มีเรียนช่วงเช้าแต่ถึงจะไม่มีเรียนป้องปรัชญ์ก็ไม่มานั่งร่วมทานอาหารเช้ากับครอบครัวมานานแล้ว "นั่นน่ะสิ ช่วงนี้แม่เห็นมันใส่เสื้อผ้าใหม่ตลอดเลยนะ มันเอาเงินจากไหนไปซื้อเสื้อผ้า ลำพังแค่เงินเดือนที่มันได้ก็น้อยนิดอยู่แล้ว หรือว่า..." ท้ายประโยคปรียาเงียบไปก่อนจะทำตาโตเมื่อนึกขึ้นได้ว่าที่อ้อนรักมีเสื้อผ้าดีๆ อย่างนี้ใส่ก็อาจจะเป็นเพราะป้องปรัชญ์ซื้อให้ก็ได้ เพราะเมื่อหลายวันก่อนปรียาเห็นมีคนมาส่งของที่บ้านแต่คนรับของเป็นป้องปรัชญ์และหลังจากนั้นอ้อนรักก็ได้ใส่เสื้อผ้าใหม่มาโดยตลอด ปรียาจ้องอ้อนรักตาเขม็งโดยที่อ้อนรักไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังตกเป้าสายตาและหัวข้อสนทนาของสองแม่ลูกจนธนันสามีของปรียาต้องสะกิดขาภรรยาของเขาให้หยุดนินทาอ้อนรักกลางโต๊ะอาหารและที่สำคัญคือพวกเธอกำลังทำตัวเสียมารยาทต่อหน้าประมุขของบ้านอย่างปัทวีที่ได้แต่ทอดถอนใจอย่างเบื่อหน่าย เขาเบื่อทุกคนที่นั่งร่วมโต๊ะอาหารกับเขา ไม่ว่าจะเป็นน้องเขยอย่างธนันก็ดีหรือแม้แต่ 'คณิน' ลูกชายคนโตวัยสิบหกปีของปรียาที่เอาแต่เล่นเกมในโทรศัพท์และบางครั้งก็สบถถ้อยคำหยาบคายออกมาทั้งที่ตอนนี้คือเวลาทานอาหารแต่ก็ไม่รู้จักเวล่ำเวลาว่าควรจะหยุดเล่นเกมได้แล้ว "ขอตัวก่อนนะคะ พอดีว่าฉันนัดกับเพื่อนไว้" วรัลยาภรรยาหลวงของปัทวีโพล่งขึ้นมากลางโต๊ะอาหารด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งตามประสาคนถือตัวพร้อมทั้งรวบช้อนกับส้อมวางลงบนจานข้าวที่พร่องลงไปเพียงนิดก่อนจะใช้กระดาษทิชชูเช็ดปากตัวเองเบาๆ บ่งบอกเป็นนัยๆ ว่าเธออิ่มแล้ว แต่ทว่าก่อนที่วรัลยาจะเดินออกจากโต๊ะอาหารก็ยังไม่วายปรายตามองสองแม่ลูกช่างนินทาด้วยสายตาระอากับพฤติกรรมขี้นินทาไร้ซึ่งความเกรงใจนั้นทำเอาปรียาที่เห็นถึงกับรู้สึกไม่พอใจขึ้นมาทันทีแต่ก็ทำอะไรไม่ได้เมื่อวรัลยาเดินสะบัดก้นจากไปแล้ว ปัทวีเองก็รู้สึกว่าอาหารเช้ามื้อนี้กลับไม่อร่อยขึ้นมาเสียอย่างนั้น นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่สองแม่ลูกนินทาอ้อนรักกลางโต๊ะอาหาร แม้เขาจะไม่เห็นว่าอ้อนรักเป็นลูกสาวและไม่เคยดูดำดูดีเธอเลยสักครั้งแต่เขาก็ไม่ชอบที่คนในบ้านนินทากันเองอย่างนี้ รู้ว่ามันเลี่ยงไม่ได้แต่อย่างน้อยก็ไม่ควรเอาพูดกลางโต๊ะอาหารทำให้เสียบรรยากาศทานอาหารเช้า ปัทวีไม่แปลกใจว่าทำไมลูกชายของเขาอย่างป้องปรัชญ์ถึงไม่เคยมานั่งร่วมทานอาหารพร้อมกับพวกเขาเลยเหตุผลก็คงเป็นเพราะอย่างนี้นั่นแหละ "พี่ปัทอิ่มแล้วเหรอครับ? " ธนันเอ่ยถามพี่เขยด้วยความสงสัยเมื่อเห็นว่าปัทวีลุกขึ้นจากเก้าอี้ คนถูกถามไม่ได้ตอบคำถามของธนันแต่กลับเลื่อนสายตามองน้องสาวและหลานสาวตัวเองด้วยสายตาแบบเดียวกับที่วรัลยามองก่อนหน้านี้และจบสายตาไว้ที่คนสุดท้ายอย่างคณินที่ยังคงเล่นเกมอยู่และไม่ได้สนใจอะไรเลยว่าบรรยากาศภายในโต๊ะอาหารตอนนี้มันกร่อยเสียจนเรียกได้ว่าอึดอัดและปัทวีก็ไม่สามารถจะนั่งทานอาหารต่อได้อีกแล้ว นาราหลบสายตาของคนเป็นลุงไม่กล้าสบสายตาตำหนิของเขาในขณะที่ปรียาก็รู้ตัวแล้วว่าเป็นเพราะเธอกับลูกสาวถึงทำให้ทุกคนต้องลุกออกจากโต๊ะอาหารทั้งๆ ที่เพิ่งเริ่มทานยังไม่ถึงนาทีเสียด้วยซ้ำ ครั้นลุกขึ้นหมายจะพูดขอโทษแต่ทว่าปัทวีก็ไม่ได้รอฟังแล้ว เขารับเสื้อสูทจากพ่อบ้านที่ยื่นให้อย่างรู้หน้าที่ก่อนจะเดินขึ้นรถและออกจากบ้านไปอีกคน "จะอะไรกันนักกันหนา! ฉันทำให้ทุกคนต้องอารมณ์เสียขนาดนั้นเลย!" ธนันลอบถอดหายใจเอือมระอาก่อนจะรวบช้อนลงบนจานอีกคน สายตาของเขามองตำหนิภรรยาตัวเองอย่างไม่คิดปิดบัง "คราวหลังถ้าไม่อยากให้ทุกคนอารมณ์เสียเหมือนอย่างวันนี้ ผมว่าคราวหลังคุณหุบปากแล้วกินข้าวเงียบๆ ดีกว่านะ" •┈┈┈┈┈┈•
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD