•┈┈┈┈┈┈•
อ้อนรักตอบกลับทันควันด้วยน้ำเสียงจริงจังและแววตาขึงขังที่ป้องปรัชญ์เห็นเป็นครั้งแรกทำให้เขารู้สึกแปลกใจไม่น้อย แล้วอีกอย่างคืออ้อนรักไม่ได้กลัวสองแม่ลูกคู่นั้นสักหน่อยเพียงแต่เธอสู้แรงของพวกเธอไม่ไหวเท่านั้นเอง
ด้วยสรีระและพละกำลังของเธอไม่มากพอจะต่อกรกับอีกฝ่ายที่มีด้วยกันถึงสองคนแล้วแต่ละคนก็ตัวโตกว่าเธอมากนักจะให้เธอเอาอะไรไปสู้
"ไม่ได้กลัวแล้วเธอร้องไห้ทำไม? "
เพียงเท่านั้นมือเล็กๆ ใต้ฝ่ามือใหญ่ของป้องปรัชญ์ที่กำแน่นอยู่แล้วยิ่งเผลอกำแน่นมากกว่าเดิม แววตาวูบไหวคู่นั้นเริ่มฉ่ำวาวคลอด้วยม่านน้ำตาบางๆ และนั่นทำให้ป้องปรัชญ์เห็นว่าอ้อนรักกำลังจะร้องไห้อีกครั้ง
มือที่เคยกอดประคองเอวบางของอ้อนรักเอาไว้ยกขึ้นหวังจะลูบแผ่นหลังเล็กเพื่อปลอบประโลมเธออีกครั้งแต่ทว่ากลับชะงักค้างอยู่กลางแผ่นหลังเมื่ออ้อนรักพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือและป้องปรัชญ์ก็ไม่คาดคิดว่านั่นคือเหตุผลที่ทำให้เธอร้องไห้ดีดดิ้นจะเป็นจะตายใส่สองแม่ลูกจนแทบจะขาดใจ
"เสื้อ...เสื้อที่นายน้อยซื้อให้ถูกกรีดขาดหมดเลย ฮึก"
"..."
"จะ…จะถูกตีไหม? นายน้อยจะตีกันหรือเปล่า? ฮึก"
"เดี๋ยวนะ เดี๋ยวก่อน"
ป้องปรัชญ์ยกมือขึ้นห้ามปรามอ้อนรักที่เหมือนกำลังจะเข้าใจอะไรเขาผิดไปหรือว่าความจริงแล้วเป็นเขาเองที่กำลังเข้าใจเธอผิดไป? หรือว่าเราอาจจะกำลังเขาผิดกันทั้งคู่?
"อย่าบอกนะว่าที่เธอร้องไห้เมื่อกี้เพราะกลัวว่าฉันจะตีเธองั้นเหรอ? "
"อื้อ"
"ไม่ได้ร้องไห้เพราะถูกสองแม่ลูกนั่นรังแก? "
"ไม่ใช่"
อ้อนรักเบือนหน้าหนีไม่กล้าสบตาป้องปรัชญ์เพราะกลัวความผิดตัวเองที่ไม่รักษาเสื้อที่เขาซื้อให้ดีๆ
"ฉันจะตีเธอไปเพื่ออะไรล่ะอ้อน? "
ป้องปรัชญ์ถามอย่างอ่อนใจและใจเย็นอย่างที่สุด เขาพยายามหาเหตุผลมารองรับว่าทำไมเขาต้องตีเธอด้วยในเมื่อเธอไม่ได้ทำอะไรผิดเสียหน่อย
"กะ…ก็ทำเสื้อขาด"
"แล้วเธอเป็นคนทำขาดหรือไง? "
"ไม่"
"นั่นสิ แล้วเธอจะกลัวฉันตีทำไมในเมื่อเธอไม่ได้เป็นคนทำเสื้อขาด? "
"..."
เมื่อได้ยินป้องปรัชญ์พูดอย่างนั้นอ้อนรักก็เงียบไป หัวคิ้วเรียวขมวดมุ่นเข้าหากันคล้ายกับคนที่กำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่างอยู่ก่อนจะอ้าปากพูดอีกครั้งอย่างกล้าๆ กล้าๆ
"กะ…ก็ตอนนั้นนายน้อยบอกว่าจะตี"
ป้องปรัชญ์เข้าใจในสิ่งที่อ้อนรักพูดทันทีก่อนจะนึกย้อนกลับไปเมื่อวันที่เขาซื้อเสื้อผ้าให้กับอ้อนรักที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง
ตอนนั้นเขาขู่อ้อนรักว่าถ้าหากไม่ใส่เสื้อผ้าที่เขาซื้อให้เขาจะตีเธอแต่ไม่คิดว่าเธอจะคิดเป็นจริงเป็นจังขนาดนี้ แต่เขาก็ยอมรับว่าตอนนั้นคิดน้อยไปหน่อยถึงพูดอย่างนั้นออกไป เพราะที่ผ่านมานั้นเขารังแกกลั่นแกล้งเธอมาตลอด ไม่แปลกใจถ้าเธอจะเชื่อว่าเขาจะตีเธอจริงๆ ตามคำขู่ที่เขาไม่ได้จริงจังตั้งแต่อยู่แล้ว
"ตอนนั้นฉันก็แค่ขู่เธอเพราะกลัวว่าเธอจะไม่ใส่เสื้อที่ฉันซื้อให้ก็เท่านั้นเอง ซื่อบื้อจริงๆ เลย ร้องไห้งอแงคิดว่าฉันจะตีเธอเพราะแค่เสื้อขาดเนี่ยนะ? "
"กะ...ก็ไม่รู้นี่..."
น้ำเสียงอ้อมแอ้มที่ตอบกลับมาเรียกรอยยิ้มบางเบาเอ็นดูจากป้องปรัชญ์ได้ไม่ยากก่อนที่เขาจะจับต้นแขนเล็กๆ ของอ้อนรักเอาไว้และบีบเบาๆ เพื่อร้องเรียกอ้อนรักให้ฟังเขา
จากเหตุการณ์ที่อ้อนรักถูกสองแม่ลูกอย่างปรียาและนารารังแกมันทำให้เขารู้แล้วว่าถ้าอ้อนรักยังเป็นคนใช้ในสายตาของคนในบ้านตติยรักษ์เธอก็จะต้องถูกรังแกอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ ไม่มีสิทธิ์มีเสียงกับคนในบ้าน แต่เมื่อไหร่ที่เธออยู่เหนือกว่าทุกคนในบ้านตติยรักษ์ได้ก็จะไม่มีใครกล้ารังแกเธออีกแล้วต่อให้เธอมีตำแหน่งพ่วงท้ายคำว่าลูกเมียน้อยก็ตาม
ฉะนั้น...ถ้าอ้อนรักยังอยากอยู่ในบ้านหลังนี้รอดโดยที่ตัวเองไม่ต้องถูกคนอื่นรังแกเธอจะต้องเป็นคนที่อยู่เหนือกว่าทุกคนในบ้านและเขาจะเป็นคนผลักดันเธอเอง
"ฟังฉันดีๆ นะอ้อนรัก"
"..."
"เงยหน้าขึ้นแล้วมองฉัน"
เป็นอีกครั้งที่ป้องปรัชญ์ถือวิสาสะกอบกุมพวงแก้มนุ่มของอ้อนรักเอาไว้ในฝ่ามือใหญ่ทั้งสองข้างของเขาเพื่อให้เธอเงยหน้าขึ้น
ดวงตาคู่คมที่จ้องมองกันด้วยสายตาจริงจังอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อนทำให้อ้อนรักรู้สึกหวั่นใจขึ้นมาทันทีแต่เมื่อไม่เห็นแววตาคุกคามใดๆ จากเขาจึงทำให้รู้สึกวางใจได้ในระดับหนึ่งแต่ก็ไม่ได้หลบตาเขาแต่อย่างใด
"รู้ใช่ไหมว่านอกจากพ่อฉันแล้วใครหน้าไหนในบ้านหลังนี้ก็ไม่สามารถทำอะไรฉันได้? "
แม้อ้อนรักจะไม่เข้าใจว่าทำไมป้องปรัชญ์ต้องถามเธออย่างนั้นแต่เธอก็รู้ดีว่าคนที่กุมอำนาจทุกอย่างของตติยรักษ์ในตอนนี้คือใคร นอกจากปัทวีผู้เป็นประมุขของบ้านแล้วก็มีป้องปรัชญ์ลูกชายของเขานี่แหละที่มีอำนาจรองลงมาจากคนเป็นพ่อ
"รู้"
"แล้วเธอก็รู้ใช่ไหมว่าในอนาคตข้างหน้าอำนาจทุกอย่างของตติยรักษ์จะอยู่ในกำมือฉัน? "
"รู้"
"ถ้ารู้ขนาดนี้แล้วเธอยังไม่คิดที่จะใช้ประโยชน์จากฉันอีกเหรอ? "
"...!!"
อ้อนรักที่ได้ยินป้องปรัชญ์พูดแบบนั้นถึงกับตกใจเพราะเธอไม่คาดคิดมาก่อนเลยว่าเขาจะเสนอตัวเองและยอมเป็นโล่ให้กับเธอถึงขนาดนี้
ทั้งๆ ที่เขาเองก็ไม่ได้ผลประโยชน์อะไรจากการเป็นโล่ให้เธอ ทั้งชีวิตนี้อ้อนรักไม่มีอะไรเลยอีกทั้งยังเด็กจนไม่สามารถหาประโยชน์อะไรได้ ไม่ต่างจากที่คนในบ้านตติยรักษ์พูดว่าเธอเป็นกาฝากของบ้าน...ที่มาเกาะครอบครัวนี้กินไปวันๆ
สายตาคลางแคลงใจที่แสดงออกอย่างชัดเจนของอ้อนรักทำให้ป้องปรัชญ์รีบขายตัวเองต่อทันทีเพื่อให้เธอเห็นว่าเขามีประโยชน์ต่อเธอมากแค่ไหนถ้าหากมีเขาอยู่ข้างๆ เธอไปเรื่อยๆ
"ฉันยินดีและเต็มใจให้เธอใช้ประโยชน์จากฉันได้ทุกอย่างตามที่เธอต้องการ ไม่ว่าเธอจะทำอะไรหรืออยากได้อะไรฉันจะเป็นคนหามาให้เธอทุกอย่างและฉันให้คำสัญญาว่าฉันจะเป็นคนปกป้องเธอจากทุกคนที่คิดทำร้ายเธอ"
"..."
อ้อนรักไม่ได้ตอบอะไรกลับไป ตอนนี้เธอมึนงงสับสนกับการกระทำและคำพูดของป้องปรัชญ์ แม้เธอจะเป็นเด็กอายุแค่แปดขวบ ความคิดเล่ห์เหลี่ยมอะไรก็ไม่มีแต่อย่างน้อยเธอก็รู้ว่าเขาเกลียดเธอมากแค่ไหน แต่มีช่วงระยะหลังๆ นี้เท่านั้นที่ป้องปรัชญ์ปฏิบัติตัวกับเธอต่างจากเดิมลิบลับ
การที่เขาพยายามทำตัวดีและทำดีกับเธอแบบนั้นอย่างกะทันหันมันทำให้เธอรู้สึกว่าเขาไม่น่าไว้ใจเอาเสียเลย
เขาอาจจะกำลังมีแผนการอยู่ก็ได้ถึงมาทำดีกับเธออย่างนี้ ยิ่งมาพูดว่ายอมให้เธอใช้ประโยชน์จากเขาได้โดยที่เขาเต็มใจยิ่งฟังมันก็ยิ่งน่าสงสัยอยู่ดี
ประสบการณ์ที่ถูกกลั่นแกล้งมานานหลายปีทำให้อ้อนรักไม่หลงเชื่อป้องปรัชญ์ง่ายๆ ซึ่งเขาก็รู้ดีว่าการจะซื้อใจจากอ้อนรักไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ฉะนั้นเขาถึงได้ยอมเธอทุกอย่าง ยอมแม้กระทั่งเอาตัวเองเป็นโล่ให้เธอใช้ประโยชน์ ทั้งหมดนี่ก็เพื่อแสดงให้เธอเห็นว่าในขณะที่ทุกคนในบ้านตติยรักษ์ชิงชังเธอแต่เขาเป็นเพียงคนเดียวที่เลือกจะอยู่เคียงข้างเธอ
"ฉันรู้ว่าที่ผ่านมาฉันทำตัวแย่กับเธอไว้เยอะมากจนเกินจะให้อภัย แต่ฉันขอร้องให้เธอมอบโอกาสแก้ตัวให้ฉันสักครั้งได้ไหม? "
"..."
"ฉันสัญญาว่านับแต่ตั้งนี้ไปฉันจะไม่กลั่นแกล้งและรังแกเธอแล้วอีก ฉันจะทำดีกับเธอทุกอย่าง ขอแค่เธอให้โอกาสฉันพิสูจน์ตัวเองว่าฉันไม่คิดทำร้ายเธออีกแล้วจริงๆ "
"..."
เมื่อเห็นว่าปฏิกิริยาของอ้อนรักนิ่งเฉยอีกทั้งสายตาที่มองกันยังเต็มไปด้วยความหวาดระแวงไม่เชื่อใจก็ทำเอาป้องปรัชญ์ใจเสียไม่น้อยแต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังร้องขอโอกาสจากอ้อนรักอย่างไม่ลดละความพยายาม
"แค่ครั้งเดียว...ฉันขอโอกาสจากเธออีกครั้งแล้วฉันจะทำให้เธอรู้ว่าโอกาสที่เธอให้ฉันในครั้งนี้มันไม่สูญเปล่า..."
•┈┈┈┈┈┈•