•┈┈┈┈┈┈•
"พี่ณิน แม่เรียกให้ไปกินข้าวที่บ้านใหญ่"
นาราเอ่ยปากร้องเรียกพี่ชายที่กำลังนั่งเล่นเกมในโทรศัพท์มือถืออย่างขะมักเขม้นสีหน้าของเขาดูเคร่งเครียดจริงจังต่างจากตอนเรียนลิบลับที่ไม่เคยสนใจเลย อีกทั้งนิ้วหัวแม่มือที่กดย้ำๆ ตรงหน้าจอโทรศัพท์ยังระรัวจนดูเกร็งไปหมดเมื่อถึงจุดไคลแม็กซ์ของเกมแต่ทว่าในที่สุดแล้วตัวอักษรภาษาอังกฤษที่ปรากฏบนหน้าจอกลับมีความหมายว่าพ่ายแพ้ทำให้คณินที่กำลังหัวเสียอย่างที่สุดถึงกับปาโทรศัพท์เครื่องหรูอัดกับกำแพงบ้านโดยไม่ได้สนใจเลยว่าโทรศัพท์เครื่องนี้เพิ่งใช้ได้แค่ไม่กี่เดือนเท่านั้น
"ไอ้เหี้ย!! เล่นห่วยแตกฉิบหาย!! ไอ้พวกโง่!!"
คำสบถหยาบคายจากเขาไม่ได้ทำให้นารารู้สึกตกใจหรือแปลกใจแต่อย่างใด เธอรู้ดีถึงพฤติกรรมก้าวร้าวของพี่ชายตัวเองที่มักจะเป็นอย่างนี้บ่อยๆ เมื่อเล่นเกมแล้วไม่ได้ดั่งใจตัวเอง คนเป็นพ่อที่เดินออกมาจากห้องนอนเป็นพฤติกรรมเอือมระอาของคนเป็นลูกแล้วอดที่จะตำหนิไม่ได้
"ไม่ว่าแกมันโง่เองหรอกเหรอถึงได้เล่นเกมแพ้สู้พวกนั้นไม่ได้"
"ก็โทรศัพท์มันห่วยแตกไงพ่อ! เล่นแล้วมันชอบค้างจะให้ณินชนะพวกมันได้ยังไง!"
คณินเป็นพวกเข้าข่ายสุภาษิตที่เรียกว่าแพ้แล้วพาลอย่างแท้จริง เขาไม่เคยโทษตัวเองที่มีฝีมือการเล่นไม่เก่งเหมือนกับคู่แข่งจนทำให้เล่นเกมแพ้แต่กลับโทษโทรศัพท์ที่เขาใช้เล่นเกมทั้งๆ ที่มันคือรุ่นใหม่ล่าสุดที่เจ้าตัวคุยนักคุยหนาว่ามันดีอย่างนั้นดีอย่างนี้จนสุดท้ายก็ไปงอแงกับคนเป็นแม่เพื่อให้เธอซื้อโทรศัพท์รุ่นนี้ให้กับเขา แต่สุดท้ายเมื่อตัวเองเล่นเกมแพ้ก็ดันไปโทรศัพท์ว่าไม่ดี...
ธนันที่เห็นว่าลูกชายมีพฤติกรรมก้าวร้าวจึงเอ่ยปากตำหนิห้ามปรามเขาแต่ต่างกับปรียาที่ให้ท้ายลูกๆ อยู่เสมอจนธนันเองก็คร้านจะพูดในสิ่งที่ปรียาทำเช่นกัน
"ใจเย็นๆ สิณิน อย่าโมโหไปเลยนะ เดี๋ยวแม่ซื้อโทรศัพท์เครื่องใหม่ให้ เครื่องนี้มันอาจจะไม่ดีก็ได้ถึงทำให้ลูกเล่นเกมแพ้"
"นั่นน่ะสิแม่ แม่ต้องซื้อโทรศัพท์เครื่องใหม่ให้กับผมนะ"
"ได้สิ ทานมื้อเช้าเสร็จแม่จะพาณินไปซื้อเลยดีไหม? "
"ดี! ณินเล็งโทรศัพท์เอาไว้รุ่นนึงแม่ รับรองว่าถ้าณินใช้เครื่องนี้เล่นต้องไม่แพ้แน่ๆ!"
เมื่อได้ยินว่าคนเป็นแม่จะซื้อโทรศัพท์ให้กับเขาใหม่ ความอารมณ์ร้ายก็จางหายไปทันทีแทนที่ด้วยความรู้สึกตื่นเต้นที่จะได้โทรศัพท์ใหม่
อาการกระดี๊กระด๊าออกนอกหน้าของคณินทำให้นาราถึงกับกลอกตามองบนด้วยความหมั่นไส้ ส่วนธนันก็ได้แต่ส่ายหน้าเอือมระอากับการเลี้ยงลูกแบบตามใจเกินเหตุของปรียาจนพาให้ลูกๆ เสียคนกันหมด
"พี่ปัทกับคุณรัลล่ะ? "
ปรียาเอ่ยปากถามพ่อบ้านเมื่อไม่เห็นว่าพี่ชายกับภรรยาของเขานั่งอยู่ที่โต๊ะอาหารเหมือนอย่างทุกวันที่จะร่วมทานอาหารเช้าพร้อมกันในเวลาเก้าโมงเช้า แต่เมื่อไหร่ที่เด็กๆ เปิดเทอมก็จะจัดชุดอาหารเช้าแยกไว้เพื่อให้พวกเขาได้ทานก่อนไปโรงเรียน
"นายใหญ่มีงานด่วนต้องเข้าบริษัทครับ ส่วนคุณรัลยังไม่ตื่น"
ปรียาเบ้ปากอย่างไม่ค่อยชอบใจเมื่อได้ยินว่าภรรยาหลวงของปัทวียังไม่ตื่นนอนแต่ก็เดาได้ไม่ยากว่าทำไมถึงยังไม่ตื่นคงเป็นเพราะว่าวรัลยาน่าจะเมาหัวราน้ำเหมือนอย่างทุกคืนที่ผ่านมาถึงทำให้เธอตื่นขึ้นมาทานมื้อเช้าไม่ไหว
ในสายตาของปรียาเธอมองว่าภรรยาของพี่ชายคนนี้ก็เป็นเพียงหญิงสาวที่ไม่ได้เรื่องคนหนึ่ง ต่อให้เธอมาจากครอบครัวร่ำรวยแต่แล้วมันยังไงล่ะ? ในเมื่อเธอไม่เคยดูแลหรือใส่ใจลูกชายอย่างป้องปรัชญ์เลย วันๆ ก็ออกแต่งานปาร์ตี้สังสรรค์กับเพื่อนฝูงจนมัวหัวราน้ำกลับบ้านทุกวันในขณะที่ปัทวีก็ไม่เคยใส่ใจภรรยาของเขาเลยเพราะมัวแต่บ้างานจนละเลยหน้าที่สามีที่ดีและพ่อที่ดี
"ถ้าอย่างนั้นก็ทานอาหารกันเถอะครับ รีบทานจะได้รีบไปซื้อโทรศัพท์ให้ผม"
คณินกระตือรือร้นจนออกหน้าออกตาก่อนจะรีบเดินไปนั่งที่ประจำของตัวเองทำให้คนอื่นๆ เดินตามไปนั่งเช่นกัน
ถึงมื้อเช้าจะมีแค่ครอบครัวของปรียาที่ทานอาหารเพียงแค่สี่คนเท่านั้นแต่เธอกลับรู้สึกดีเพราะอย่างน้อยมื้ออาหารมื้อนี้ก็ไม่มีแรงกดดันตึงเครียดจากคนเป็นพี่ชายอย่างปัทวีที่ชอบข่มอำนาจใส่เธอจนบางครั้งรู้สึกกระอักกระอ่วนจนกินข้าวไม่อร่อย
ระหว่างที่ทั้งสี่คนกินอาหารกันอย่างสบายใจอยู่นั้นจู่ๆ ก็ได้กลิ่นไหม้ลอยโชยมาแตะจมูกจนปรียาอดที่จะบ่นออกมาไม่ได้
"มีใครเผาอะไรแต่เช้าเนี่ย ไม่รู้จักเกรงใจคนอื่นเขาบ้างหรือไง"
ทุกคนในโต๊ะอาหารต่างก็ได้กลิ่นไหม้กันหมดแต่ก็ไม่มีใครคิดใส่ใจอะไรเพราะกลิ่นมันไม่ได้รุนแรงอะไรขนาดนั้นแต่ทว่าในตอนนั้นเองที่แม่บ้านสาวอย่างโบว์ก็วิ่งตาลีตาเหลือกตื่นตระหนกเข้ามาหาปรียาก่อนจะพูดทั้งหอบจนแทบจับใจความไม่ได้
"ยะ...แย่แล้วค่ะคุณปรี! แย่แล้ว! สะ...เสื้อผ้า"
"เสื้อผ้าอะไร! ตั้งสติดีๆ ก่อนจะพูดสิ!"
ปรียาแว้ดใส่โบว์ด้วยความรำคาญก่อนที่เธอจะสูดอากาศหายใจเข้าปอดลึกๆ และพูดออกมาอีกครั้งเมื่อตัวเองหายเหนื่อยแล้ว
"เสื้อผ้ากับกระเป๋าแบรนด์เนมของคุณปรีกับน้องนารากำลังถูกเผาอยู่ที่หน้าบ้านเล็กค่ะ!!!"
"...!!!"
หัวใจของสองแม่ลูกถึงกับกระตุกวูบอย่างรุนแรง ปรียากับนาราตกใจจนตาแทบถลน ทั้งๆ ที่พวกเธอได้ยินชัดเจนเต็มสองหูแต่ก็ถึงอย่างนั้นก็ยังอยากจะถามอีกครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าเธอไม่ได้ฟังอะไรผิดไป
"กะ...แกว่ายังไงนะ!!"
"จะถามย้ำให้มันได้อะไรอีก! ก็ได้ยินชัดแล้วนี่!! รีบไปที่บ้านเล็กก่อนเถอะ! เร็ว!"
ธนันที่เกิดรำคาญในความเยิ่นเย้อของภรรยาตัวเองก็ร้องเตือนบอกเธอที่เพิ่งตั้งสติได้ก่อนจะกระวีกระวาดรีบวิ่งออกจากบ้านใหญ่เพื่อไปยังบ้านเล็กด้วยความร้อนใจพร้อมกับคนอื่นๆ ที่วิ่งตามมาเช่นกัน
"กรี๊ดดดดด!! กระเป๋าฉัน! กระเป๋าฉัน!!!"
"แม่! เสื้อผ้านารา! เสื้อผ้านาราถูกเผาหมดแล้ว!!!"
สองแม่ลูกกรีดร้องโวยวายทำตัวไม่ถูกเมื่อเห็นว่ากระเป๋าแบรนด์เนมราคาหลายแสนหลายใบกำลังจมอยู่ในกองไฟไม่ต่างจากเสื้อผ้าแบรนด์เนมหลายตัวของนาราที่กำลังมอดไหม้ไปต่อหน้าต่อตาสองแม่ลูก
ความร้อนของเปลวไฟที่โหมกระพือทำให้พวกเธอไม่กล้าเข้าไปหยิบของรักของหวง อีกทั้งคนใช้ทั้งหลายยังเอาแต่ยืนมองอยู่อย่างนั้นไม่มีใครคิดจะเข้ามาดับไฟเลยวักคน
"ไปเอาน้ำมาดับไฟซี่!! ยืนโง่อยู่ทำไม!!"
ปรียาเอ่ยปากสั่งพวกคนใช้ที่ต่างพากันหลบสายตาของเธอที่ได้แต่งุนงงว่าทำไมคนใช้พวกนี้ถึงไม่ทำตามที่เธอสั่งจนกระทั่งเธอรู้สาเหตุแล้วเมื่อเหลือบตาเห็นว่าใครบางคนกำลังนั่งเล่นไฟแช็กซิปโปอยู่ตรงระเบียงหน้าบ้านเล็กของเธอด้วยท่าทีสบายๆ ผ่อนคลายจนเกินเหตุทั้งๆ ที่มีกองไฟสุมอยู่ตรงหน้า
หลักฐานที่อยู่ในมือของป้องปรัชญ์ทำให้ปรียารู้ได้ทันทีว่าเขาต้องเป็นคนเผาเสื้อผ้าและกระเป๋าแบรนด์เนมของเธออย่างแน่นอนแต่เธอไม่เข้าใจว่าทำไมป้องปรัชญ์ต้องทำอย่างนี้กับเธอ
"ฝีมือป้องใช่ไหม!"
"พี่ป้องเผาเสื้อผ้านาราทำไม!"
ปรียาและนาราถามด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด สายตาของพวกเธอมองกระเป๋าแบรนด์เนมราคาหลายแสนและเสื้อผ้าหลายสิบตัวที่กำลังมอดไหม้ต่อหน้าต่อตาอย่างแสนเสียดายก่อนจะเลื่อนสายตามองหน้าป้องปรัชญ์ด้วยสายตาโกรธเคือง
เสื้อผ้าพวกนี้เป็นเสื้อผ้าที่นาราชื่นชอบมากเป็นพิเศษ เป็นคอลเลคชั่นที่ผลิตออกมาเพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้นในขณะที่กระเป๋าแบรนด์เนมแต่ละใบของปรียานั้นสามารถเอาไปขายต่อได้โดยที่ไม่เสียราคา บางใบเธอเก็บไว้เพื่อเกร็งกำไรเสียด้วยซ้ำแต่ตอนนี้กลับถูกเผาไหม้ไม่ต่างจากของที่ดูไร้ค่าเลยสักนิด!
"ไม่ยักรู้แฮะว่าอาเป็นพวกถือคติความผิดตัวเองไม่เคยรู้"
ป้องปรัชญ์พูดแซะคนเป็นอาด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งพอๆ กับสีหน้าของเขา ขายาวๆ ก้าวเดินมาหยุดตรงหน้ากองไฟเพียงแค่ไม่กี่เมตรเท่านั้นก่อนจะปรายตามองสิ่งของพวกนั้นที่มอดไหม้อย่างดูแคลน
ปรียาที่เห็นสายตานั้นของป้องปรัชญ์ก็ถึงกับปรี๊ดแตกก่อนจะขึ้นเสียงถามคนเป็นหลานด้วยความโมโห
"อาไปทำอะไรให้เธอไม่พอใจหรือไง!"
คนถูกถามละสายตาจากจุดที่เคยมองก่อนจะเหลือบสายคู่คมมองคนเป็นอาที่ครั้งนี้แววตาของเขาเปลี่ยนเป็นดำมืดจนปรียายังเผลอถอยหลังหนึ่งก้าวด้วยความกลัวเมื่อรับรู้ได้ถึงรังสีคุกคามของป้องปรัชญ์ที่เป็นฝ่ายย้อนถามเธอเอง
"เหตุการณ์เพิ่งผ่านไปเมื่อวานเองแต่อากลับจำไม่ได้ว่าทำอะไรกับใครเอาไว้หรือว่าต้องให้ผมหย่อนกระเป๋าอีกสักใบลงไปในกองไฟด้วยอาถึงจะจำเรื่องเมื่อวานได้? "
เมื่อถูกถามกระตุ้นความจำปรียาก็ถึงกับเบิกตากว้างด้วยความตกใจเมื่อเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าเมื่อวานเธอกับลูกสาวทำวีรกรรมอะไรเอาไว้แต่นั่นเธอทำไว้กับอ้อนรักไม่ใช่ป้องปรัชญ์! แล้วทำไมเขาถึงต้องมาเป็นเดือดเป็นร้อนแทนคนอย่างอ้อนรักด้วย!
"อากับนาราแค่กรีดเสื้อของมันไม่กี่ตัวเองนะ! ป้องถึงกับต้องทำอย่างนี้กับอาเลยเหรอ! มันเกินไปหรือเปล่า!"
ป้องปรัชญ์ที่ได้ยินอย่างนั้นก็ยักไหล่ตอบกลับอย่างไม่ยี่หระเช่นกัน
"นั่นสิ...ผมก็เผาเสื้อผ้าของนาราแค่ไม่กี่ตัวกับกระเป๋าของอาแค่ไม่กี่ใบเหมือนกัน ทำไมน้าถึงต้องโกรธผมขนาดนี้ด้วยล่ะ? "
•┈┈┈┈┈┈•