บทที่ 6/4

1776 Words
•┈┈┈┈┈┈• "เชี่ย…" กองทัพที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดถึงกับสบถออกมาด้วยความรู้สึกอึ้งไม่ต่างจากหญิงสาวคนนั้นที่ถูกหักหน้าจนพังยับเยินก่อนที่เธอจะตวัดสายตาขุ่นเคืองมองเขาอย่างคนพาลทั้งที่กองทัพไม่ได้เกี่ยวอะไรด้วยเลย หญิงสาวคนนั้นสะบัดหน้าใส่กองทัพก่อนจะเดินกระทืบเท้าแทรกตัวเบียดเสียดผู้คนกลับไปหาเพื่อนที่โต๊ะของเธอในขณะที่กองทัพก็ได้แต่มึนสับสนในตัวป้องปรัชญ์ที่ดูเหมือนว่าเหลนรหัสเขาคนนี้จะเปลี่ยนไปมากจากครั้งที่เจอกันล่าสุดเมื่อหลายเดือนก่อน ถึงกองทัพจะเพิ่งรู้จักป้องปรัชญ์ได้ไม่ถึงปีเพราะเด็กหนุ่มเพิ่งจะเรียนปีหนึ่งเท่านั้นแต่เขาก็พอจะรู้จักนิสัยนิสัยของป้องปรัชญ์พอสมควรว่าเหลนรหัสคนนี้นั้นเป็นเสือผู้หญิงและร้ายกาจมากแค่ไหนและแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่ป้องปรัชญ์จะปฏิเสธหญิงสาวที่สวยขนาดนี้ทั้งที่เธอเป็นฝ่ายเข้าหาป้องปรัชญ์ก่อนด้วย แต่ทว่าครั้งนี้…ป้องปรัชญ์กลับปฏิเสธหญิงสาวคนนั้นชนิดที่ว่าแทบจะเห็นเธอเป็นแค่ไรฝุ่นเท่านั้น กองทัพเองก็บอกไม่ถูกว่าป้องปรัชญ์เปลี่ยนไปยังไงแต่ที่รู้ๆ ก็คือ…เหลนรหัสของเขากลายเป็นคนหวงตัวไปเสียแล้ว ʕᵔᴥᵔʔ นับตั้งแต่วันนั้นที่ป้องปรัชญ์ไปผับของกองทัพก็ผ่านมาแล้วหนึ่งสัปดาห์และวันนี้ทั้งคู่ก็นัดพูดคุยกันอย่างจริงจังถึงเรื่องที่จะลงทุนเปิดผับร่วมกันที่จะสร้างในเร็วๆ นี้ก่อนที่สัญญาฉบับหนึ่งจะถูกเลื่อนมาตรงหน้าป้องปรัชญ์ที่หยิบขึ้นมาอ่านแม้ว่าจะเป็นเพียงแค่การกวาดตาผ่านๆ ก็ตาม "มึงโอเคไหมกับข้อตกลงระหว่างเรา? " ป้องปรัชญ์พยักหน้ารับโดยไม่ต้องคิดให้เสียเวลาก่อนจะจรดปลายปากกาลงรายชื่อบนสัญญาระหว่างเขากับกองทัพแต่นอกสัญญาก็มีข้อตกลงที่ป้องปรัชญ์ขอกองทัพไว้นั่นก็คือเขาต้องการให้กองทัพปิดเรื่องที่เขาเป็นหุ้นส่วนของผับแห่งนี้เอาไว้เป็นความลับซึ่งกองทัพก็ยอมรับปากแต่โดยดี ป้องปรัชญ์จดจำได้ว่าช่วงเวลานี้เคยเกิดเหตุการณ์นี้อย่างนี้ขึ้นมาแล้ว เขาในวัยสิบแปดปีเมื่อตอนนั้นถูกกองทัพชักชวนให้ร่วมลงทุนเปิดผับด้วยกันแต่ตัวเขาคนเดิมยังเป็นเพียงแค่เด็กหนุ่มสิ้นคิดที่ทำตัวเหลวแหลกไปวันๆ เท่านั้น อีกทั้งที่บ้านยังรวยชนิดที่ว่าเหลือกินเหลือใช้ไปทั้งชาติก็ยังไม่หมด เพราะอย่างนั้นป้องปรัชญ์จึงไม่ได้สนใจที่จะร่วมลงทุนกับกองทัพและเขาก็มองว่ามันคือธุรกิจเล็กๆ เท่านั้นไม่อยากเสียเวลาลงทุนแต่นั่นก็เป็นความคิดที่ผิดมหันต์เลยเมื่อสิบปีต่อมาจากผับเล็กๆ แห่งนั้นมันได้กลายเป็นโรงแรมหรูห้าดาวใจกลางเมืองไปเสียแล้วโดยที่เขาคนเดิมยังนึกเสียดายอยู่ตลอดเวลาว่าทำไมตอนนั้นเขาถึงไม่ลงทุนร่วมกับกองทัพไม่อย่างนั้นเขาก็คงมีรายได้เป็นกอบเป็นกำจากธุรกิจตรงนี้ ฉะนั้นในเมื่อเหตุการณ์นี้มันเกิดขึ้นอีกครั้งและเขาก็เห็นช่องทางที่จะสร้างตัวได้จึงไม่รีรอที่จะคว้าโอกาสนี้เอาไว้ ประสบการณ์ชีวิตจากที่ครั้งหนึ่งเคยผ่านอะไรหลายๆ อย่างและตายมาก่อนสอนให้เขารู้ว่าการที่เขาริเริ่มสร้างตัวตั้งแต่อายุยังน้อยถือว่าได้เปรียบกว่าใครหลายๆ คนที่ยังไม่ริเริ่มและตอนนี้เขารู้แล้วว่าเขาจะสร้างตัวได้จากธุรกิจไหนบ้างจากเม็ดเงินส่วนของเขาที่มีอยู่ในตอนนี้ จากนั้นเขาจะค่อยๆ ขยับขยายรากฐานของตัวเองออกไปเรื่อยๆ เท่าที่เขาจะทำได้ "ห้าโมงเย็นแล้ว มึงไม่ไปงานวันเกิดตัวเองหรือไงวะ? " กองทัพเอ่ยปากถามรุ่นน้องคนสนิทเมื่อเห็นว่าเวลานี้ป้องปรัชญ์ควรจะเตรียมตัวต้อนรับแขกกิตติมศักดิ์ทั้งหลายอยู่ที่บ้านแล้วแท้ๆ แต่เจ้าตัวกลับนั่งลอยชายอยู่ที่ห้องทำงานของเขามาตั้งแต่บ่ายสายแล้ว "ไม่อยากไปเลยว่ะ แม่ง..." เสียงถอนหายใจและคำสบถจากป้องปรัชญ์บ่งบอกถึงความเบื่อหน่ายได้เป็นอย่างดีและกองทัพก็รู้สึกเห็นใจหนุ่มรุ่นน้องคนนี้ไม่น้อยเลย ทั้งที่เป็นวันเกิดครบรอบอายุสิบเก้าของตัวเองแท้ๆ แทนที่จะได้ตัดเค้กพูดคุยสนุกสนานฉลองกับคนในครอบครัวเหมือนอย่างครอบครัวอื่นเขาแต่ป้องปรัชญ์กลับต้องมายืนทักทายพูดคุยใส่หน้ากากสังคมจอมปลอมกับผู้คนมากหน้าหลายตาจากหลายตระกูลที่ต่างมาร่วมงานวันเกิดของเขาทั้งที่ส่วนใหญ่แล้วป้องปรัชญ์จำพวกเขาไม่ได้เลย บอกได้ว่าเป็นงานวันเกิดเพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจอย่างแท้จริง... "กัดฟันเอาหน่อยว่ะ แล้วก็...สุขสันต์วันเกิด ส่วนนี้ของขวัญมึง" "..." ป้องปรัชญ์รับของสิ่งนั้นที่กองทัพโยนให้เกือบไม่ทันก่อนจะเห็นว่ามันคือนาฬิกาโรเล็กซ์ราคาหกหลักซึ่งป้องปรัชญ์ก็จำได้ว่าเมื่อก่อนเขาคนเดิมก็เคยได้รับนาฬิกาเป็นของขวัญเช่นกัน อีกทั้งยังเป็นรุ่นเดียวกันด้วย จุดนี้เห็นได้ชัดเลยว่าบางเหตุการณ์ในตอนนี้ก็ไม่สามารถบิดเบือนให้ต่างจากเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นก่อนที่เขาจะตายได้ "ขอบใจ" ป้องปรัชญ์ตอบเพียงแค่นั้นก็ลุกขึ้นตั้งท่าจะก้าวเท้าเดินแต่เขาก็เพิ่งนึกอะไรบางอย่างออกซึ่งมันเป็นเหตุการณ์สำคัญที่เขาจดจำได้จากช่วงชีวิตก่อน ถ้าเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นหลังจากนี้ไม่คลาดเคลื่อน ป้องปรัชญ์สามารถบอกได้เลยว่าอีกไม่นานจะมีบริษัทยักษ์ใหญ่ค่ายหนึ่งถูกฟ้องล้มละลายและนั่นก็เป็นสาเหตุที่ทำให้หุ้นบริษัทนั้นดิ่งลงเหวจนฉุดไม่อยู่และถ้าสิ่งที่เขาจำได้มันเกิดขึ้นจริงๆ ในเร็ววัน คนที่เล่นหุ้นอย่างกองทัพจะพังยับเยินเลยล่ะและเขาก็ไม่อยากให้กองทัพเป็นอย่างนั้น แม้ว่าเงินที่นำไปลงทุนเล่นหุ้นอาจจะไม่ได้มากสำหรับกองทัพก็ตาม "กูลืมบอกพี่มึงไปอย่างหนึ่งว่ะ" "อะไรวะ? " "เร็วๆ นี้หุ้นของบริษัท X จะร่วง กูแนะนำให้มึงถอนหุ้นออกตั้งแต่ตอนนี้เลยแล้วให้มึงไปลงหุ้นกับบริษัท A แทน" "มึงรู้ได้ว่าหุ้นบริษัท X จะร่วง? " กองทัพถามด้วยความสงสัยแต่แทนที่เขาจะได้คำตอบป้องปรัชญ์กลับยักไหล่ตอบกลับมาด้วยสีหน้าเรียบนิ่งเพียงเท่านั้นก่อนจะเดินออกจากห้องทำงานและทิ้งเขาไว้กลางทางกับความงงและสงสัยในตัวป้องปรัชญ์ที่เดี๋ยวนี้ดูแปลกไป ʕᵔᴥᵔʔ งานวันเกิดของทายาทตติยรักษ์อย่างป้องปรัชญ์ถูกจัดขึ้นตรงบริเวณสนามหญ้าหน้าบ้านซึ่งถูกเนรมิตให้เป็นสถานที่รับรองแขกและผู้คนมากมายที่ต่างมาร่วมงานวันเกิดในครั้งนี้ นานกว่าสิบห้าปีแล้วที่งานวันเกิดของป้องปรัชญ์กลายเป็นงานรวมตัวของเหล่าบรรดานักธุรกิจและคนใหญ่คนโตที่มีเส้นสายทางธุรกิจ ทั้งที่มันเป็นงานวันเกิดของเขาแท้ๆ แต่น่าแปลกที่ไม่มีเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันจากภายในงานนี้เลย ไม่ว่าจะหันไปทางไหนก็เจอแต่กับผู้คนทางสังคมในแวดวงธุรกิจ งานวันเกิดมันก็เป็นเพียงแค่ชื่อเรียกเท่านั้นแต่ความจริงแล้วมันเป็นการนัดรวมตัวเจอกันของเหล่านักธุรกิจเสียมากกว่า ตั้งแต่เกิดมาไม่ว่าจะตอนนี้หรือช่วงชีวิตเดิมที่ตายไปแล้วป้องปรัชญ์ไม่เคยมีความทรงจำดีๆ เกี่ยวกับงานวันเกิดตัวเองเลยสักครั้งเพราะตั้งแต่จำความได้งานวันเกิดของเขามันก็กลับกลายเป็นงานทางสังคมไปแล้ว ฉากหน้าของครอบครัวสุขสันต์ที่รักใคร่กลมเกลียวถูกนำมาใช้ แขกหลายคนเอ่ยปากชื่นชมว่าครอบครัวของพวกเขานั้นรักกันจนน่าอิจฉา วรัลยาและป้องปรัชญ์ก็ผลิยิ้มอย่างคนใจดีทั้งสองคนควงแขนแลดูเป็นคนรักกันอย่างไร้ที่ติดในขณะที่ป้องปรัชญ์กลับพะอืดพะอมกับคำชมและการแสดงพวกนั้นจนแทบอยากจะเดินออกจากงานวันเกิดตัวเองเสียซ้ำแต่ถึงอย่างนั้นสุดท้ายแล้วเขาก็แค่ต้องอดทนต่อไปจนกว่าจะจบงาน "สุขสันต์วันเกิดนะป้อง มีความสุขมากๆ นะคะ" "ขอบคุณครับ" ครั้งที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ที่เขาจะต้องได้ยินถ้อยคำอวยพรพวกนี้ซ้ำๆ หลายครั้งจากแขกภายในงานพร้อมกับปั้นแต่งรอยยิ้มขอบคุณที่พวกเขาให้ของขวัญวันเกิดทั้งที่เขาไม่อยากได้จากใครทั้งนั้นแม้ว่าภายในกล่องของขวัญนั้นจะเป็นสิ่งของที่มีมูลค่าก็ตามแต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ต้องรับไว้อย่างเลี่ยงไม่ได้ "ป้องโตขึ้นแล้วหล่อมากเลยนะคะเนี่ย หน้าตาดีเหมือนพ่อเลยนะเรา" นอกจากป้องปรัชญ์ที่ถูกเอ่ยปากชม ปัทวีที่ถูกชมเช่นกันก็ถึงกับยิ้มกว้างคล้ายกับภาคภูมิใจในคำชมแต่วรัลยาผู้เป็นภรรยาของปัทวีที่กำลังยืนควงแขนสามีและจิบไวน์ขาวอยู่ข้างๆ ถึงกับชะงักนิ่งไปเพียงนิดก่อนจะลดแก้วในมือลงอย่างเชื่องช้าและหันไปยิ้มให้กับหญิงวัยกลางคนที่เอ่ยปากชมสองพ่อลูก "จะไม่ให้หน้าตาดีได้ยังไงล่ะคะก็ดีเอ็นเอความหล่อของพ่อเขามันโดดเด่นซะขนาดนี้" คำพูดหยอกล้อของวรัลยาเรียกเสียงหัวเราะจีบปากจีบคอแบบผู้ดีจากเหล่าคุณหญิงคุณนายได้เป็นอย่างดีแต่คำพูดนั้นกลับทำให้คนที่ยืนฟังเงียบๆ อย่างป้องปรัชญ์ถึงกับแค่นหัวเราะออกมาเช่นกัน หากมองผ่านๆ ก็คงคิดว่าเขาหัวเราะให้กับคำพูดหยอกล้อของคนเป็นแม่แต่ในความเป็นจริงแล้วมันคือการหัวเราะเย้ยหยันตัวเองต่างหาก ดีเอ็นเอความหล่อของพ่อเขามันโดดเด่น? เหอะ! ช่างเป็นประโยคที่ฟังแล้วขัดหูและตลกสิ้นดี! อย่าให้เขาต้องพูดในสิ่งที่ไม่ควรพูดออกมาเลย เชื่อสิว่ามันไม่น่าฟังสักเท่าไหร่! •┈┈┈┈┈┈•
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD