ผมจ้องมองใบหน้าสวยคมที่อยู่ห่างไปเพียงไม่กี่เซนติเมตรด้วยสายตาที่ยังคง เย็นชาเป็นน้ำแข็ง แม้ร่างกายจะถูกพันธนาการอยู่ใต้ร่างของนางพญาผู้คลั่งรัก แต่ชีพจรของผมกลับเต้นในจังหวะที่สม่ำเสมอจนน่าประหลาด
อลิซเลิกคิ้วมองผมด้วยความขัดใจ เธอคาดหวังจะเห็นความตื่นตระหนกหรือความหวาดกลัวในดวงตาคู่นี้ แต่มันกลับไม่มีเลย
"ทำไมหัวใจหมอเต้นนิ่งขนาดนี้ล่ะคะ? ไม่รู้สึกอะไรเลยหรอ... หรือว่าหมอมันตายด้านไปแล้ว?"
เธอถามพลางบดเบียดร่างกายเข้าหาผมอย่างจงใจ มือเรียวสวยเริ่มปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตของผมออกทีละเม็ด แต่ก่อนที่เธอจะทำมากกว่านั้น เสียงวิทยุสื่อสารที่ติดอยู่บนตัวศิลาซึ่งยืนคุมอยู่หน้าห้องก็ดังขัดจังหวะขึ้นเสียก่อน
(คุณหนูครับ! นายหญิงใหญ่ทรุดหนักครับ หมอหลวงบอกว่า... ไม่รอดคืนนี้)
อลิซชะงักกะทันหัน แววตาที่เคยฉายความสนุกสนานปนวิปริตเปลี่ยนเป็นความตึงเครียดในทันที เธอกระชากเสื้อคลุมขึ้นมาสวมแล้วรีบวิ่งออกไปโดยไม่หันมามองผม
ผมลุกขึ้นจัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อย สัญชาตญาณบางอย่างบอกว่านี่คือโอกาส... หรือไม่ก็จุดเปลี่ยนสำคัญ ผมเดินตามออกไปจนถึงห้องโถงใหญ่ชั้นบน ที่นั่นเต็มไปด้วยเครื่องมือแพทย์ทันสมัยล้อมรอบเตียงของหญิงชราคนหนึ่งที่ลมหายใจรวยริน
"ทำไมพวกคุณไม่ทำอะไรเลยล่ะ! ยื้อชีวิตแม่ฉันไว้สิ!"
อลิซแผดเสียงใส่กลุ่มหมอในชุดกาวน์ขาวสะอาดที่พากันก้มหน้าส่ายหัว
"เสียใจด้วยครับคุณหนู... ลิ่มเลือดมันอุดตันในก้านสมองลึกเกินไป ผ่าตัดตอนนี้เปอร์เซ็นต์รอดคือศูนย์ครับ" หมอหัวหน้าทีมเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
ผมเดินฝ่ากลุ่มบอดี้การ์ดเข้าไปท่ามกลางสายตางุนงง ผมมองดูจอมอนิเตอร์เพียงแวบเดียว คํานวณค่าความดัน อัตราการเต้นของหัวใจ และผลสแกนสมองที่โชว์อยู่บนจอ
"ถ้าผ่าตัดแบบ Microscope-assisted endovascular ไม่ได้ ก็ใช้เทคนิค 'Double-stent retrograde' แทนสิครับ"
เสียงของผมทำเอาห้องทั้งห้องเงียบกริบ หมอหลวงหันมามองผมด้วยสายตาเหยียดหยาม
"แกเป็นใคร? รู้ไหมว่าพูดอะไรออกมา เทคนิคนั้นมันแค่ในทฤษฎี ยังไม่มีใครในประเทศนี้ทำได้!"
ผมเมินคำสบประมาทนั่น เดินไปหยุดข้างเตียงคนไข้แล้วหยิบปากกาไฟส่องตาหญิงชราเบาๆ
"พวกคุณทำไม่ได้ แต่ผมทำได้"
ผมหันไปสบตากับอลิซที่กำลังยืนอึ้ง
"ถ้าอยากให้แม่รอด เตรียมห้องผ่าตัดให้ผมภายในห้านาที... หรือจะปล่อยให้ท่านตายไปพร้อมกับทิฐิโง่ๆ ของหมอพวกนี้"
"แกมันก็แค่หมอเถื่อนสลัม! อย่ามาอวดดี!" ศิลาจะเข้ามาลากตัวผมออกไป แต่อลิซยกมือห้ามไว้
"เงียบปากให้หมด!" อลิซสั่งเสียงเฉียบขาดก่อนจะเดินมาจ้องหน้าผม "ถ้าแม่ฉันตาย หมอต้องตายตามท่านไป... ตกลงไหม?"
"ผมไม่เคยแพ้ความตาย... ถ้าเครื่องมือพร้อม"
ภายใต้แสงไฟนีออนในห้องผ่าตัดที่เงียบสงัด มีเพียงเสียงเครื่องช่วยหายใจ ผมเปลี่ยนมาสวมชุดสครับสีเขียวเข้ม แววตาหลังเลนส์แว่นเปลี่ยนไปเป็นคนละคน มันคือแววตาของ "อัจฉริยะ" ที่มองเห็นทุกอย่างเป็นกลไก
พยาบาลและหมอคนอื่นๆ ยืนมองผมอย่างไม่เชื่อสายตา มือของผมเคลื่อนไหวด้วยความเร็วและแม่นยำระดับมิลลิเมตร การสอดท่อขนาดเล็กจิ๋วผ่านเส้นเลือดใหญ่ขึ้นไปถึงสมองถูกทำอย่างไหลลื่น
"ขอ Micro-catheter เบอร์ 2... เร็ว!"
ผมสั่งเสียงเข้ม มือข้างซ้ายขยับจอยสติ๊กควบคุมกล้องข้างในสมอง ขณะที่มือข้างขวาปั่นเส้นลวดขนาดบางกว่าเส้นผมเพื่อทะลวงลิ่มเลือดที่อุดตันอยู่
"หัวใจหยุดเต้นครับหมอ!" พยาบาลตะโกนลั่น
"อย่าเพิ่งปั๊ม! ถ้าปั๊มตอนนี้ความดันจะตีกลับสมองระเบิด... เชื่อใจผม"
ผมพูดด้วยน้ำเสียงที่นิ่งจนน่ากลัว ปลายนิ้วสัมผัสถึงความต้านทานเพียงนิดเดียวของลิ่มเลือด ก่อนจะสะบัดข้อมือเบาๆ
ติ๊ด...
ติ๊ด...
ติ๊ด...
เสียงสัญญาณหัวใจกลับมาเต้นเป็นจังหวะอีกครั้ง ทุกคนในห้องผ่าตัดถึงกับกลั้นหายใจ ลิ่มเลือดที่เคยอุดตันถูกดึงออกมาได้สำเร็จอย่างปาฏิหาริย์ ผมถอดถุงมือทิ้งลงถังขยะ เดินออกมาจากห้องผ่าตัดด้วยท่าทางปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
อลิซที่ยืนรออยู่หน้าห้องรีบพุ่งเข้ามาหาเธอคว้าแขนผมไว้แน่น แววตาที่เคยมีแต่ความอำมหิต ตอนนี้กลับสั่นไหวด้วยความทึ่งและ... ความหลงใหลที่เพิ่มขึ้นเป็นเท่าทวีคูณ
"หมอ... คุณเป็นใครกันแน่?"
ผมดึงแขนออกช้าๆ พลางขยับแว่นสายตา "ผมก็แค่หมอเถื่อนที่คุณเก็บมาจากสลัมไงครับ... การรักษาเสร็จสิ้นแล้ว ผมขอตัวไปนอน"
ผมเดินผ่านเธอไปโดยไม่สนใจคำขอบคุณใดๆ ทิ้งให้นางพญามาเฟียยืนอึ้งอยู่ตรงนั้น
เธอไม่ได้เพิ่งเก็บ 'สัตว์เลี้ยง' มา... แต่เธอเพิ่งเก็บ 'เทพเจ้า' ที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืดมาไว้ในเงื้อมมือต่างหาก และนั่นยิ่งทำให้เธอ ไม่มีวันปล่อยผมไป ตลอดกาล