แสงแดดยามเช้าที่ลอดผ่านผ้าม่านราคาแพงไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกสดชื่นเลยสักนิด
ผมตื่นขึ้นมาในห้องพักสุดหรูที่อลิซจัดเตรียมไว้ให้
ซึ่งถ้ามองผิวเผินมันคือห้องนอนมหาเศรษฐี
แต่สำหรับผม... มันคือ กรงขังระดับพรีเมียม ที่มีกล้องวงจรปิดซ่อนอยู่ทุกมุม
ผมลุกขึ้นสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวที่ถูกรีดจนเรียบกริบ
ทับด้วยเสื้อกาวน์ตัวเก่งที่แม่บ้านนำไปซักจนสะอาดเอี่ยม
ร่างกายของผมยังคงล้าจากการผ่าตัดที่กินเวลากว่าสี่ชั่วโมงเมื่อคืน
แต่สัญชาตญาณของหมอกลับสั่งให้ผมเดินตรงไปที่ห้องพักฟื้นของนายหญิงใหญ่ทันที
ที่นั่น... ผมพบกับ อลิซ เธอไม่ได้อยู่ในชุดเดรสสีแดงฉูดฉาดเหมือนเมื่อคืน
เธอสวมเพียงชุดนอนผ้าไหมสายเดี่ยวสีขาวทับด้วยเสื้อคลุมบางๆ เท่านั้น
เธอนั่งอยู่ข้างเตียงแม่ของเธอ ดวงตาที่เคยมีแต่ความอำมหิตบัดนี้กลับดูอ่อนล้าอย่างเห็นได้ชัด
"หมอ... แม่ฉันรู้สึกตัวแล้ว"
เธอพูดขึ้นโดยไม่หันมามอง น้ำเสียงของเธอนิ่งแต่มีความสั่นไหวเล็กน้อยที่ปิดไม่มิด
ผมเดินเข้าไปตรวจเช็กค่าสัญญาณชีพบนจอมอนิเตอร์อย่างใจเย็น
ทุกอย่างคงที่จนน่าตกใจสำหรับคนที่เพิ่งผ่านความเป็นตายมาหมาดๆ
"อืม... ฟื้นตัวเร็วกว่าที่คิดครับ หลังจากนี้แค่พักฟื้นก็น่าจะกลับมาเดินได้ปกติ"
ผมตอบพลางจดบันทึกลงในแฟ้มประวัติคนไข้
แต่อยู่ดีๆ อลิซก็ลุกขึ้นยืนแล้วเดินมาประชิดตัวผม
เธอใช้นิ้วเรียวสวยลูบไล้ไปตามปกเสื้อกาวน์ของผม แววตาของเธอกลับมาวาววับอีกครั้ง
"หมอเป็นใครกันแน่? เทคนิคการผ่าตัดเมื่อคืน... หมอที่เก่งที่สุดในประเทศยังทำไม่ได้เลยนะ"
เธอยื่นหน้าเข้ามาใกล้จนผมได้กลิ่นหอมจางๆ จากร่างกายของเธอ
"ฉันให้คนไปเช็กประวัติหมอครามแห่งสลัม... แต่มันว่างเปล่า"
"ประวัติคุณเริ่มต้นเมื่อห้าปีที่แล้ว เหมือนคุณเพิ่งเกิดใหม่บนโลกใบนี้"
ผมขยับแว่นสายตา นิ่งสนิทเหมือนรูปปั้น
"คนเราทุกคนก็มีอดีตที่อยากลืมกันทั้งนั้นครับคุณอลิซ"
"ในเมื่อผมรักษาแม่คุณหายแล้ว... นั่นน่าจะเพียงพอสำหรับการเป็นหมอส่วนตัวของคุณไม่ใช่หรอ?"
"ไม่พอ! เพราะสิ่งที่ฉันต้องการ ไม่ใช่แค่ฝีมือการรักษา... แต่คือความจริงทั้งหมดของคุณ"
เธอกระชากปกเสื้อผมให้ก้มลงไปหา แววตาอำมหิตเริ่มทำงานอีกครั้ง
"ถ้าหมอไม่เล่า... ฉันก็จะ 'แงะ' มันออกมาเองทีละชิ้น"
"เริ่มจากคนในสลัมที่หมอรู้จักดีไหมคะ? หรือจะให้ฉันเริ่มจาก..."
"รอยแผลเป็นจางๆ ที่หลังหูของหมอดีล่ะ?"
ผมชะงักไปชั่วครู่ รอยแผลนั้นเป็นหลักฐานชิ้นเดียวที่ยืนยันตัวตนเก่าของผม
ตัวตนที่ผมพยายามฝังมันไปพร้อมกับกองศพในอดีต
จังหวะที่ความตึงเครียดกำลังพุ่งถึงขีดสุด ประตูห้องก็ถูกผลักเข้ามาอย่างแรง
พร้อมกับการปรากฏตัวของชายหนุ่มท่าทางภูมิฐานในชุดสูทสีเทาหรูหรา
เตชินท์ คู่หมั้นตัวร้ายเดินเข้ามาด้วยท่าทางเดือดดาล
เขามองผมหัวจรดเท้าด้วยสายตาเหยียดหยามพลางคว้าแขนอลิซให้ออกห่างจากผม
"ปล่อย! เตชินท์... อย่ามายุ่งเรื่องของฉัน"
อลิซสะบัดแขนออกอย่างไม่ใยดี แววตาของเธอที่มองคู่หมั้นนั้นเย็นชาลุ่มลึก
"จะไม่ให้ยุ่งได้ยังไง! ในเมื่อเรากำลังจะแต่งงานกันเดือนหน้า"
"แล้วไอ้หมอซอมซ่อนี่มันเป็นใคร? อย่าบอกนะว่าที่คุณปฏิเสธผมมาตลอด..."
"เพราะไปคว้าไอ้หมอเถื่อนไม่มีหัวนอนปลายเท้านี่มาทำผัว!"
คำพูดของเตชินท์ทำให้บรรยากาศในห้องเย็นเยียบลงทันที
ผมยืนนิ่งเป็นผู้ชมที่ไร้อารมณ์ แต่ในใจกลับกำลังประมวลผลความซับซ้อนของเรื่องนี้
"หุบปากซะเตชินท์! ก่อนที่ฉันจะสั่งตัดลิ้นคุณมาให้แมวที่บ้านกิน"
อลิซประกาศเสียงกร้าว พลางเดินกลับมาคล้องแขนผมอย่างจงใจเย้ยหยัน
"หมอครามไม่ใช่แค่หมอเถื่อน... แต่เขาคือ 'คนของฉัน'"
"และถ้าคุณยังกล้าเรียกเขาว่าชั้นต่ำอีกครั้ง..."
"ฉันจะทำให้ตระกูลของคุณกลายเป็นตระกูลชั้นต่ำในชั่วข้ามคืน!"
เตชินท์หน้าสั่นด้วยความโกรธและอับอาย เขามองมาที่ผมด้วยสายตาอาฆาตแค้น
"แก... ไอ้หมอคราม! อย่าคิดว่าจะเสวยสุขได้นานนะ ฉันจะขุดรากถอนโคนแกให้ดู!"
เขาสะบัดหน้าเดินออกไปทิ้งไว้เพียงความเงียบที่น่าอึดอัด
ผมค่อยๆ แกะมือของอลิซออกจากแขน พลางมองเธอด้วยสายตาเย็นชา
"ขอบคุณที่ช่วยปกป้องครับ... แต่การเอาผมไปเป็นเครื่องมือประชดคู่หมั้น มันจะทำให้เรื่องยุ่งยาก"
อลิซหัวเราะร่วน เธอเดินมาตบแก้มผมเบาๆ อย่างนึกสนุก
"เครื่องมือหรอคะหมอ? เข้าใจผิดแล้ว... ฉันไม่ได้ใช้หมอประชดใคร"
"แต่ฉันกำลัง 'ประกาศอาณาเขต' ต่างหาก"
เธอกระซิบชิดใบหูผมจนรู้สึกถึงลมหายใจร้อนผ่าว
"นับตั้งแต่วันนี้... ศัตรูของฉันก็คือศัตรูของหมอ"
"และถ้าหมออยากรอดไปจากเงื้อมมือของเตชินท์... หมอก็มีแค่ทางเดียว"
"คือต้องเป็น 'ทาส' ที่ซื่อสัตย์ของฉันตลอดไป"
ผมจ้องมองแผ่นหลังของเธอที่เดินนวยนาดออกไปจากห้อง...
ความอัจฉริยะทางการแพทย์ของผม... อาจจะไม่พอที่จะรักษาชีวิตตัวเองในสงครามครั้งนี้