ตอนที่ 3 : ตามหาแสงไฟที่หายไป

1948 Words
เช้าวันเสาร์ที่ 3 ธันวาคมเริ่มต้นด้วยท้องฟ้าสีครามสดใสผิดคาด ลมหนาวพัดโชยมาเป็นระลอกพอให้ต้องกระชับร่างกายรักษาสามัคคี แต่สำหรับใครบางคน... ความหนาวดูจะเป็นเรื่องรองไปเสียแล้ว เมื่อเทียบกับการ "เลือกชุด" ที่ยากยิ่งกว่าการปั่นโปรเจกต์ส่งหัวหน้า ธันยืนอยู่หน้าตู้เสื้อผ้าที่เปิดกว้างทิ้งไว้เกือบชั่วโมง เสื้อผ้าหลากสีสันและหลายสไตล์ถูกรื้อออกมาวางกองไว้บนเตียงจนแทบไม่เหลือพื้นที่ว่าง "ชุดนี้จะดูเป็นทางการไปไหมนะ ไม่สิ... เขาชวนไปเดินตลาดแค่นั้นเอง" เธอยกชุดเดรสสีเข้มขึ้นทาบตัวก่อนจะส่ายหน้าแล้วโยนมันลงกองเดิม จากนั้นก็หยิบเสื้อสเวตเตอร์ตัวโคร่งออกมา "แล้วตัวนี้ล่ะ หนาไปหรือเปล่า ถ้าเดินเยอะๆ แล้วร้อนจะทำยังไง" ความว้าวุ่นใจที่แปลกใหม่นี้ทำให้ธันแปลกใจตัวเอง ปกติเธอแค่ออกไปซื้อของหน้าปากซอยในชุดนอนทับด้วยเสื้อคลุมหนาๆ ก็ทำมาแล้ว แต่วันนี้... วันที่นัดกับ 'ธันย์' ชายหนุ่มเจ้าของกลิ่นซินนามอนคนนั้น ทุกอย่างกลับดูผิดที่ผิดทางไปหมด สุดท้าย หลังจากลองชุดจนเหงื่อซึมท่ามกลางลมหนาว เธอตัดสินใจเลือกชุดที่สะท้อนความเป็นตัวเองและดูผ่อนคลายที่สุด ธันสวมสเวตเตอร์ไหมพรมสีครีมเนื้อนุ่มทับด้วยกระโปรงยาวสีน้ำตาลอ่อนที่พลิ้วไหวตามจังหวะการเดิน เธอรวบผมขึ้นแบบหลวมๆ แล้วผูกด้วยผ้าโบว์ลายดอกไม้เล็กๆ ที่ทิ้งชายยาวสลวย แตะแต้มเครื่องสำอางลงบนใบหน้าเพียงบางเบาให้พอนวลตา เธอยืนหมุนตัวอยู่หน้ากระจกอยู่นาน มองดูภาพสะท้อนของหญิงสาวที่ดูสดใสขึ้นกว่าเมื่อสองวันก่อนอย่างเห็นได้ชัด และที่สำคัญที่สุด เธอสวมรองเท้าส้นสูงคู่เดิมที่ถูกซ่อมจนกริบด้วยฝีมือของช่างที่ธันย์แนะนำ มันทำให้เธอมั่นใจในทุกย่างก้าวขึ้นมาอย่างประหลาด “แค่ไปช่วยเขาเลือกของตกแต่งร้านเองธัน... ไม่ได้ไปเดทสักหน่อย” เธอบอกตัวเองเบาๆ แม้ว่าหัวใจจะเต้นผิดจังหวะไปนิดหน่อยจนต้องยกมือขึ้นทาบอกเพื่อบอกให้มันสงบลงก็ตาม เมื่อเธอไปถึงหน้าร้าน December Lab ตามเวลานัดใกล้ค่ำ ธันย์รออยู่ก่อนแล้ว วันนี้เขาไม่ได้สวมผ้ากันเปื้อนสีเขียวขี้ม้า แต่สวมเสื้อแจ็คเก็ตยีนทับเสื้อคอเต่าสีดำ ดูดีจนธันเผลอชะงักไปครู่หนึ่ง เขายืนพิงมอเตอร์ไซค์คลาสสิกสีครีมคันเล็กที่จอดอยู่หน้าร้าน ธันย์เงยหน้าขึ้นจากการเช็กข้อความในโทรศัพท์ แววตาของเขาเป็นประกายขึ้นทันทีที่เห็นเธอเดินเข้ามา "โอ้โห... วันนี้คุณธันมาในมู้ดที่น่ารักจังครับ เห็นแล้วร้านผมน่าจะสว่างขึ้นโดยไม่ต้องติดไฟเพิ่มเลย" คำชมตรงๆ ของเขาทำเอาธันหน้าร้อนผ่าว "พูดเกินไปค่ะ ฉันแค่ไม่อยากใส่ชุดทำงานออกมาน่ะ... แล้วไหนละคะ ตลาดคริสต์มาสที่คุณว่า" “ต้องขี่รถไปอีกนิดครับ อยู่ท้ายซอยนี้เอง แต่เป็นย่านเก่าที่ทางชุมชนเขาจัดกันเอง รับรองว่าไม่เหมือนที่ไหนแน่นอน” ธันก้าวขึ้นซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ของเขา ความใกล้ชิดที่ไม่ได้ตั้งใจทำให้เธอต้องแตะที่ไหล่ของเขาเบาๆ กลิ่นซินนามอนจางๆ ที่เป็นเอกลักษณ์ของเขาดูเหมือนจะติดตัวเขามาด้วย แม้จะไม่ได้อยู่ในร้านกาแฟก็ตาม ลมหนาวที่ปะทะหน้าดูไม่หนาวเท่าเดิม เมื่อมีแผ่นหลังของเขาคอยบังลมอยู่ข้างหน้า ตลาดคริสต์มาสในย่านเก่าที่ธันย์พามานั้นดูมีชีวิตชีวาอย่างประหลาด มันไม่ใช่ห้างสรรพสินค้าที่เปิดเพลงคริสต์มาสซ้ำๆ แต่เป็นถนนคนเดินสายเล็กที่ประดับประดาด้วยไฟหยาดน้ำแข็งระยิบระยับตามระเบียงบ้านไม้โบราณ มีซุ้มขายช็อกโกแลตร้อน ไวน์ต้มสมุนไพร และงานคราฟต์ทำมือวางเรียงราย “โห... สวยจังค่ะ ฉันไม่เคยรู้เลยว่ามีที่แบบนี้อยู่ในซอยแถวนี้ด้วย” ธันอุทาน แววตาของเธอสะท้อนแสงไฟดวงเล็กดวงน้อยเหมือนเด็กสาวที่เพิ่งเคยเห็นปาฏิหาริย์ “ผมบอกแล้วไง ว่าในเดือนนี้มักจะมีแสงไฟเล็กๆ ซ่อนอยู่เสมอ ถ้าเรายอมเดินออกมาหามัน” ธันย์พูดยิ้ม ๆ เขาเดินเคียงข้างเธอไปตามทางเดินแคบๆ ทั้งคู่เดินดูของตกแต่งร้านด้วยกันอย่างสนุกสนาน ธันย์มักจะแกล้งถามความเห็นเธอเกี่ยวกับของแปลกๆ เช่น ลูกแก้วหิมะที่มีหุ่นยนต์อยู่ข้างใน หรือพวงมาลัยคริสต์มาสที่ทำจากกิ่งไม้แห้งจริงๆ เขาตั้งใจเลือกสิ่งที่เธอชอบ เพื่อจะนำไปแต่งร้านในมุมที่เธอนั่งประจำ แต่แล้ว... ความเป็น ‘ธัน’ ผู้โชคร้ายก็เริ่มแผลงฤทธิ์ ขณะที่พวกเขากำลังเดินข้ามสะพานไม้เล็กๆ เพื่อไปยังโซนจุดชมวิว แสงไฟทั่วทั้งตลาดก็ดับพรึบลงกะทันหัน “ว้าย ” ธันอุทานด้วยความตกใจ เสียงผู้คนรอบข้างเริ่มแทรกแซงเข้ามา ความมืดมิดเข้าปกคลุมทุกพื้นที่จนมองไม่เห็นแม้แต่ก้าวเดินของตัวเอง “ไฟดับเหรอคะ หรือว่า... เพราะฉันมาที่นี่ไฟเลยดับ” ธันพึมพำด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ความคิดลบ ๆ เริ่มกลับมาโจมตีเธออีกครั้ง “อย่าเพิ่งคิดแบบนั้นครับคุณธัน” เสียงของธันย์ดังอยู่ใกล้ๆ ก่อนที่เธอจะรู้สึกถึงความอุ่นที่โอบรอบฝ่ามือของเธอไว้ เขาจับมือเธอแน่น “มันน่าจะเป็นแค่ไฟตกน่ะครับ ย่านเก่าสายไฟมันก็แบบนี้แหละ อยู่ใกล้ ๆ ผมไว้นะ” ในความมืดที่มองไม่เห็นอะไร มือของธันย์กลายเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้เธอรู้สึกมั่นคง เขาค่อยๆ พาเธอเดินเลี่ยงผู้คนออกมานั่งพักที่ม้านั่งไม้ใต้ต้นสนใหญ่ที่ไม่มีใครสังเกตเห็น ความเงียบเข้าปกคลุมครู่หนึ่ง มีเพียงแสงจันทร์จางๆ ที่ลอดผ่านกิ่งไม้ลงมา ธันนั่งกอดอกพิงพนักม้านั่ง ความรู้สึกผิดหวังเริ่มก่อตัวขึ้นในใจ “ภารกิจวันที่ 3 ดูเหมือนจะพังยับเลยนะคะ ตามหาแสงไฟที่หายไป... แต่ผลคือไฟหายไปจริงๆ ทั้งตลาดเลย” เธอกล่าวประชดตัวเองธันย์ที่นั่งอยู่ข้างๆ นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถามขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “คุณธันครับ... ทำไมคุณถึงเกลียดเดือนธันวาคมขนาดนั้นเหรอ มันไม่ใช่แค่เรื่องซวยรายวันใช่ไหม” ธันถอนหายใจยาว ไอเย็นพรั่งพรูออกจากปาก “มันเริ่มจากตอนฉัน 7 ขวบค่ะ... วันเกิดฉันคือวันที่ 24 ธันวาคมตรงกับวันอีฟพอดี พ่อกับแม่บอกว่าจะกลับมาฉลองวันเกิดและคริสต์มาสด้วยกันพร้อมหน้าพร้อมตา แต่ปีนั้นพวกเขารถเสียอยู่บนดอยเดินทางกลับมาไม่ทัน ฉันต้องนั่งเป่าเค้กคนเดียวท่ามกลางไฟคริสต์มาสที่คนอื่นเขามีความสุขกัน” เธอเว้นช่วงไปสายตาเหม่อลอยไปในความมืด “ตั้งแต่นั้นมา ทุกเดือนธันวาคมเหมือนเป็นคำสาป" " ปีถัดมาฉันป่วยหนักจนเข้าโรงพยาบาลข้ามปี" "อีกปีฉันก็โดนเพื่อนรักหักหลัง... มันเหมือนโลกพยายามบอกฉันว่า เดือนนี้ไม่ใช่เดือนของเธอ อย่าพยายามมีความสุขเลย” ธันย์ฟังอย่างตั้งใจ เขาไม่ได้พูดขัด หรือบอกว่าเรื่องของเธอมันไร้สาระ เขาเพียงแค่นั่งอยู่ข้าง ๆ ปล่อยให้เธอได้ระบายความอัดอั้นที่เก็บไว้มานานหลายปี “ความซวยที่ฉันเจอทุกวันนี้ มันเลยเหมือนป้ายเตือนใจน่ะค่ะ ว่าห้ามคาดหวัง... " "เพราะยิ่งคาดหวัง ความผิดหวังในเดือนธันวาคมมันจะเจ็บกว่าเดือนอื่นเป็นสองเท่า เหมือนอย่างวันนี้ไงคะ" " ฉันอุตส่าห์ยอมออกมาข้างนอก แต่สุดท้ายไฟก็ดับ” ธันย์ขยับตัวเล็กน้อย เขาเอื้อมมือไปหยิบอะไรบางอย่างในกระเป๋าแจ็คเก็ต มันคือไฟแช็กและเทียนหอมอันเล็กๆ ที่เขาเพิ่งซื้อมาจากซุ้มในตลาด “ธันครับ...” เขาเรียกชื่อเธอเบาๆ “หันมามองนี่สิ” เขากดไฟแช็ก เปลวไฟดวงเล็กๆ สีส้มสว่างวาบขึ้นท่ามกลางความมืด เขาใช้มันจุดเทียนหอมกลิ่นวานิลลาอันเล็กนั้น แล้ววางมันลงบนม้านั่งระหว่างเขาและเธอ “แสงไฟมันไม่ได้หายไปไหนหรอกครับ มันแค่รอให้เราเป็นคนจุดมันขึ้นมาเองต่างหาก” ธันย์สบตาเธอ แสงเทียนสะท้อนในแววตาของเขาดูอบอุ่นกว่าไฟประดับทั้งตลาดรวมกัน “ถ้าคนอื่นไม่กลับมาเป่าเค้กกับคุณ ผมจะเป็นคนที่นั่งอยู่ตรงนี้เอง ถ้าไฟคริสต์มาสมันดับผมก็จะจุดเทียนให้คุณเอง” หัวใจของธันสั่นไหวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน คำพูดเรียบง่ายของเขาเหมือนน้ำอุ่นที่ราดลงบนน้ำแข็งในใจของเธอ “แต่ภารกิจวันนี้มันไม่สำเร็จนะคะ... เรายังไม่ได้ดูไฟสวยๆ เลย” เธอกระซิบ “ใครบอกล่ะครับ” ธันย์ยิ้มแล้วชี้ไปที่ท้องฟ้า “ดูข้างบนนั่นสิ” เมื่อไฟในเมืองดับลง แสงสว่างจากดวงดาวบนท้องฟ้าที่เคยถูกบดบังกลับเด่นชัดขึ้นมาอย่างมหัศจรรย์ ดาวนับพันดวงระยิบระยับอยู่เหนือหัวพวกเขา ราวกับกำลังจัดแสดงคอนเสิร์ตส่วนตัวให้คนสองคนที่ชื่อเหมือนกันได้ชม “สวยจัง...” ธันพึมพำ “นี่ไงครับ แสงไฟที่หายไป” ธันย์พูดเสียงนุ่ม “บางทีความซวยอาจจะแค่ต้องการให้เราหยุดมองสิ่งที่คนอื่นสร้างขึ้น เพื่อมาเห็นสิ่งที่งดงามกว่าที่ธรรมชาติเตรียมไว้ให้ก็ได้นะ” ทั้งคู่นั่งดูดาวกันอยู่นานท่ามกลางความเงียบที่ไม่อึดอัด มือของพวกเขาที่ยังวางใกล้กันบนม้านั่งเริ่มขยับเข้าหากันโดยไม่รู้ตัว จนกระทั่งปลายนิ้วสัมผัสกันเบา ๆ ธันไม่ได้ดึงมือหนี แต่เธอกลับรู้สึกว่าความหนาวของเดือนธันวาคมในปีนี้... เริ่มจะทำอะไรเธอไม่ได้แล้ว [บททิ้งท้ายของวัน : บันทึกของธันย์] หลังจากส่งธันที่หน้าอพาร์ตเมนต์พร้อมกับรองเท้าที่ยังคงทำหน้าที่ของมันได้อย่างดี ธันย์กลับมาที่ร้านกาแฟที่มืดสลัว (เพราะแถวนี้ไฟยังไม่มา) เขานั่งลงที่โต๊ะบาริสต้าจุดเทียนเล่มเดิมที่เหลืออยู่ครึ่งหนึ่ง แล้วเปิดสมุด Dear December หน้าวันที่ 3 เขาหยิบปากกาขึ้นมาเขียนด้วยลายมือที่ขยุกขยิกกว่าปกติเพราะแสงสว่างไม่เพียงพอ “3 ธันวาคม: วันนี้ภารกิจ 'ตามหาแสงไฟ' ล้มเหลวในเชิงเทคนิค... ไฟดับทั้งตลาด แต่ในเชิงความรู้สึก ผมว่ามันสำเร็จยิ่งกว่าครั้งไหนๆเธอยอมเล่าเรื่องแผลใจให้ผมฟังเป็นครั้งแรก แผลที่ชื่อว่า 'ความโดดเดี่ยวในวันอีฟ' ผมอยากบอกเธอเหลือเกินว่า หลังจากนี้เธอจะไม่ต้องเป่าเค้กคนเดียวอีกต่อไปแล้ว ไม่ว่าไฟจะดับ หรือฟ้าจะถล่ม ผมจะหาทางจุดแสงสว่างให้เธอเห็นจนได้ ป.ล. ตอนที่มือเราสัมผัสกันท่ามกลางความมืด ผมหวังว่าเธอจะไม่รู้... ว่าใจของ 'ธันย์คนดวงดี' คนนี้ มันสั่นแรงยิ่งกว่าไฟตกเสียอีก” เขากดปิดสมุด ก่อนจะเป่าเทียนให้ดับลง ความมืดเข้าปกคลุมอีกครั้ง แต่คราวนี้ ธันย์ไม่ได้รู้สึกอ้างว้างเลยแม้แต่นิดเดียว
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD