เช้าวันเสาร์ที่ 3 ธันวาคมเริ่มต้นด้วยท้องฟ้าสีครามสดใสผิดคาด ลมหนาวพัดโชยมาเป็นระลอกพอให้ต้องกระชับร่างกายรักษาสามัคคี แต่สำหรับใครบางคน... ความหนาวดูจะเป็นเรื่องรองไปเสียแล้ว เมื่อเทียบกับการ "เลือกชุด" ที่ยากยิ่งกว่าการปั่นโปรเจกต์ส่งหัวหน้า
ธันยืนอยู่หน้าตู้เสื้อผ้าที่เปิดกว้างทิ้งไว้เกือบชั่วโมง เสื้อผ้าหลากสีสันและหลายสไตล์ถูกรื้อออกมาวางกองไว้บนเตียงจนแทบไม่เหลือพื้นที่ว่าง
"ชุดนี้จะดูเป็นทางการไปไหมนะ ไม่สิ... เขาชวนไปเดินตลาดแค่นั้นเอง" เธอยกชุดเดรสสีเข้มขึ้นทาบตัวก่อนจะส่ายหน้าแล้วโยนมันลงกองเดิม จากนั้นก็หยิบเสื้อสเวตเตอร์ตัวโคร่งออกมา
"แล้วตัวนี้ล่ะ หนาไปหรือเปล่า ถ้าเดินเยอะๆ แล้วร้อนจะทำยังไง"
ความว้าวุ่นใจที่แปลกใหม่นี้ทำให้ธันแปลกใจตัวเอง ปกติเธอแค่ออกไปซื้อของหน้าปากซอยในชุดนอนทับด้วยเสื้อคลุมหนาๆ ก็ทำมาแล้ว แต่วันนี้... วันที่นัดกับ 'ธันย์' ชายหนุ่มเจ้าของกลิ่นซินนามอนคนนั้น ทุกอย่างกลับดูผิดที่ผิดทางไปหมด
สุดท้าย หลังจากลองชุดจนเหงื่อซึมท่ามกลางลมหนาว เธอตัดสินใจเลือกชุดที่สะท้อนความเป็นตัวเองและดูผ่อนคลายที่สุด ธันสวมสเวตเตอร์ไหมพรมสีครีมเนื้อนุ่มทับด้วยกระโปรงยาวสีน้ำตาลอ่อนที่พลิ้วไหวตามจังหวะการเดิน เธอรวบผมขึ้นแบบหลวมๆ แล้วผูกด้วยผ้าโบว์ลายดอกไม้เล็กๆ ที่ทิ้งชายยาวสลวย แตะแต้มเครื่องสำอางลงบนใบหน้าเพียงบางเบาให้พอนวลตา
เธอยืนหมุนตัวอยู่หน้ากระจกอยู่นาน มองดูภาพสะท้อนของหญิงสาวที่ดูสดใสขึ้นกว่าเมื่อสองวันก่อนอย่างเห็นได้ชัด และที่สำคัญที่สุด เธอสวมรองเท้าส้นสูงคู่เดิมที่ถูกซ่อมจนกริบด้วยฝีมือของช่างที่ธันย์แนะนำ มันทำให้เธอมั่นใจในทุกย่างก้าวขึ้นมาอย่างประหลาด
“แค่ไปช่วยเขาเลือกของตกแต่งร้านเองธัน... ไม่ได้ไปเดทสักหน่อย” เธอบอกตัวเองเบาๆ แม้ว่าหัวใจจะเต้นผิดจังหวะไปนิดหน่อยจนต้องยกมือขึ้นทาบอกเพื่อบอกให้มันสงบลงก็ตาม
เมื่อเธอไปถึงหน้าร้าน December Lab ตามเวลานัดใกล้ค่ำ ธันย์รออยู่ก่อนแล้ว วันนี้เขาไม่ได้สวมผ้ากันเปื้อนสีเขียวขี้ม้า แต่สวมเสื้อแจ็คเก็ตยีนทับเสื้อคอเต่าสีดำ ดูดีจนธันเผลอชะงักไปครู่หนึ่ง เขายืนพิงมอเตอร์ไซค์คลาสสิกสีครีมคันเล็กที่จอดอยู่หน้าร้าน ธันย์เงยหน้าขึ้นจากการเช็กข้อความในโทรศัพท์ แววตาของเขาเป็นประกายขึ้นทันทีที่เห็นเธอเดินเข้ามา
"โอ้โห... วันนี้คุณธันมาในมู้ดที่น่ารักจังครับ เห็นแล้วร้านผมน่าจะสว่างขึ้นโดยไม่ต้องติดไฟเพิ่มเลย" คำชมตรงๆ ของเขาทำเอาธันหน้าร้อนผ่าว
"พูดเกินไปค่ะ ฉันแค่ไม่อยากใส่ชุดทำงานออกมาน่ะ... แล้วไหนละคะ ตลาดคริสต์มาสที่คุณว่า"
“ต้องขี่รถไปอีกนิดครับ อยู่ท้ายซอยนี้เอง แต่เป็นย่านเก่าที่ทางชุมชนเขาจัดกันเอง รับรองว่าไม่เหมือนที่ไหนแน่นอน”
ธันก้าวขึ้นซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ของเขา ความใกล้ชิดที่ไม่ได้ตั้งใจทำให้เธอต้องแตะที่ไหล่ของเขาเบาๆ กลิ่นซินนามอนจางๆ ที่เป็นเอกลักษณ์ของเขาดูเหมือนจะติดตัวเขามาด้วย แม้จะไม่ได้อยู่ในร้านกาแฟก็ตาม ลมหนาวที่ปะทะหน้าดูไม่หนาวเท่าเดิม เมื่อมีแผ่นหลังของเขาคอยบังลมอยู่ข้างหน้า
ตลาดคริสต์มาสในย่านเก่าที่ธันย์พามานั้นดูมีชีวิตชีวาอย่างประหลาด มันไม่ใช่ห้างสรรพสินค้าที่เปิดเพลงคริสต์มาสซ้ำๆ แต่เป็นถนนคนเดินสายเล็กที่ประดับประดาด้วยไฟหยาดน้ำแข็งระยิบระยับตามระเบียงบ้านไม้โบราณ มีซุ้มขายช็อกโกแลตร้อน ไวน์ต้มสมุนไพร และงานคราฟต์ทำมือวางเรียงราย
“โห... สวยจังค่ะ ฉันไม่เคยรู้เลยว่ามีที่แบบนี้อยู่ในซอยแถวนี้ด้วย” ธันอุทาน แววตาของเธอสะท้อนแสงไฟดวงเล็กดวงน้อยเหมือนเด็กสาวที่เพิ่งเคยเห็นปาฏิหาริย์
“ผมบอกแล้วไง ว่าในเดือนนี้มักจะมีแสงไฟเล็กๆ ซ่อนอยู่เสมอ ถ้าเรายอมเดินออกมาหามัน” ธันย์พูดยิ้ม ๆ เขาเดินเคียงข้างเธอไปตามทางเดินแคบๆ
ทั้งคู่เดินดูของตกแต่งร้านด้วยกันอย่างสนุกสนาน ธันย์มักจะแกล้งถามความเห็นเธอเกี่ยวกับของแปลกๆ เช่น ลูกแก้วหิมะที่มีหุ่นยนต์อยู่ข้างใน หรือพวงมาลัยคริสต์มาสที่ทำจากกิ่งไม้แห้งจริงๆ เขาตั้งใจเลือกสิ่งที่เธอชอบ เพื่อจะนำไปแต่งร้านในมุมที่เธอนั่งประจำ แต่แล้ว... ความเป็น ‘ธัน’ ผู้โชคร้ายก็เริ่มแผลงฤทธิ์
ขณะที่พวกเขากำลังเดินข้ามสะพานไม้เล็กๆ เพื่อไปยังโซนจุดชมวิว แสงไฟทั่วทั้งตลาดก็ดับพรึบลงกะทันหัน
“ว้าย ” ธันอุทานด้วยความตกใจ เสียงผู้คนรอบข้างเริ่มแทรกแซงเข้ามา ความมืดมิดเข้าปกคลุมทุกพื้นที่จนมองไม่เห็นแม้แต่ก้าวเดินของตัวเอง
“ไฟดับเหรอคะ หรือว่า... เพราะฉันมาที่นี่ไฟเลยดับ” ธันพึมพำด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ความคิดลบ ๆ เริ่มกลับมาโจมตีเธออีกครั้ง
“อย่าเพิ่งคิดแบบนั้นครับคุณธัน” เสียงของธันย์ดังอยู่ใกล้ๆ ก่อนที่เธอจะรู้สึกถึงความอุ่นที่โอบรอบฝ่ามือของเธอไว้ เขาจับมือเธอแน่น
“มันน่าจะเป็นแค่ไฟตกน่ะครับ ย่านเก่าสายไฟมันก็แบบนี้แหละ อยู่ใกล้ ๆ ผมไว้นะ”
ในความมืดที่มองไม่เห็นอะไร มือของธันย์กลายเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้เธอรู้สึกมั่นคง เขาค่อยๆ พาเธอเดินเลี่ยงผู้คนออกมานั่งพักที่ม้านั่งไม้ใต้ต้นสนใหญ่ที่ไม่มีใครสังเกตเห็น ความเงียบเข้าปกคลุมครู่หนึ่ง มีเพียงแสงจันทร์จางๆ ที่ลอดผ่านกิ่งไม้ลงมา ธันนั่งกอดอกพิงพนักม้านั่ง ความรู้สึกผิดหวังเริ่มก่อตัวขึ้นในใจ
“ภารกิจวันที่ 3 ดูเหมือนจะพังยับเลยนะคะ ตามหาแสงไฟที่หายไป... แต่ผลคือไฟหายไปจริงๆ ทั้งตลาดเลย” เธอกล่าวประชดตัวเองธันย์ที่นั่งอยู่ข้างๆ นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถามขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“คุณธันครับ... ทำไมคุณถึงเกลียดเดือนธันวาคมขนาดนั้นเหรอ มันไม่ใช่แค่เรื่องซวยรายวันใช่ไหม” ธันถอนหายใจยาว ไอเย็นพรั่งพรูออกจากปาก
“มันเริ่มจากตอนฉัน 7 ขวบค่ะ... วันเกิดฉันคือวันที่ 24 ธันวาคมตรงกับวันอีฟพอดี พ่อกับแม่บอกว่าจะกลับมาฉลองวันเกิดและคริสต์มาสด้วยกันพร้อมหน้าพร้อมตา แต่ปีนั้นพวกเขารถเสียอยู่บนดอยเดินทางกลับมาไม่ทัน ฉันต้องนั่งเป่าเค้กคนเดียวท่ามกลางไฟคริสต์มาสที่คนอื่นเขามีความสุขกัน” เธอเว้นช่วงไปสายตาเหม่อลอยไปในความมืด
“ตั้งแต่นั้นมา ทุกเดือนธันวาคมเหมือนเป็นคำสาป"
" ปีถัดมาฉันป่วยหนักจนเข้าโรงพยาบาลข้ามปี"
"อีกปีฉันก็โดนเพื่อนรักหักหลัง... มันเหมือนโลกพยายามบอกฉันว่า เดือนนี้ไม่ใช่เดือนของเธอ อย่าพยายามมีความสุขเลย”
ธันย์ฟังอย่างตั้งใจ เขาไม่ได้พูดขัด หรือบอกว่าเรื่องของเธอมันไร้สาระ เขาเพียงแค่นั่งอยู่ข้าง ๆ ปล่อยให้เธอได้ระบายความอัดอั้นที่เก็บไว้มานานหลายปี
“ความซวยที่ฉันเจอทุกวันนี้ มันเลยเหมือนป้ายเตือนใจน่ะค่ะ ว่าห้ามคาดหวัง... "
"เพราะยิ่งคาดหวัง ความผิดหวังในเดือนธันวาคมมันจะเจ็บกว่าเดือนอื่นเป็นสองเท่า เหมือนอย่างวันนี้ไงคะ"
" ฉันอุตส่าห์ยอมออกมาข้างนอก แต่สุดท้ายไฟก็ดับ”
ธันย์ขยับตัวเล็กน้อย เขาเอื้อมมือไปหยิบอะไรบางอย่างในกระเป๋าแจ็คเก็ต มันคือไฟแช็กและเทียนหอมอันเล็กๆ ที่เขาเพิ่งซื้อมาจากซุ้มในตลาด
“ธันครับ...” เขาเรียกชื่อเธอเบาๆ
“หันมามองนี่สิ” เขากดไฟแช็ก เปลวไฟดวงเล็กๆ สีส้มสว่างวาบขึ้นท่ามกลางความมืด เขาใช้มันจุดเทียนหอมกลิ่นวานิลลาอันเล็กนั้น แล้ววางมันลงบนม้านั่งระหว่างเขาและเธอ
“แสงไฟมันไม่ได้หายไปไหนหรอกครับ มันแค่รอให้เราเป็นคนจุดมันขึ้นมาเองต่างหาก” ธันย์สบตาเธอ แสงเทียนสะท้อนในแววตาของเขาดูอบอุ่นกว่าไฟประดับทั้งตลาดรวมกัน
“ถ้าคนอื่นไม่กลับมาเป่าเค้กกับคุณ ผมจะเป็นคนที่นั่งอยู่ตรงนี้เอง ถ้าไฟคริสต์มาสมันดับผมก็จะจุดเทียนให้คุณเอง” หัวใจของธันสั่นไหวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน คำพูดเรียบง่ายของเขาเหมือนน้ำอุ่นที่ราดลงบนน้ำแข็งในใจของเธอ
“แต่ภารกิจวันนี้มันไม่สำเร็จนะคะ... เรายังไม่ได้ดูไฟสวยๆ เลย” เธอกระซิบ
“ใครบอกล่ะครับ” ธันย์ยิ้มแล้วชี้ไปที่ท้องฟ้า
“ดูข้างบนนั่นสิ”
เมื่อไฟในเมืองดับลง แสงสว่างจากดวงดาวบนท้องฟ้าที่เคยถูกบดบังกลับเด่นชัดขึ้นมาอย่างมหัศจรรย์ ดาวนับพันดวงระยิบระยับอยู่เหนือหัวพวกเขา ราวกับกำลังจัดแสดงคอนเสิร์ตส่วนตัวให้คนสองคนที่ชื่อเหมือนกันได้ชม
“สวยจัง...” ธันพึมพำ
“นี่ไงครับ แสงไฟที่หายไป” ธันย์พูดเสียงนุ่ม
“บางทีความซวยอาจจะแค่ต้องการให้เราหยุดมองสิ่งที่คนอื่นสร้างขึ้น เพื่อมาเห็นสิ่งที่งดงามกว่าที่ธรรมชาติเตรียมไว้ให้ก็ได้นะ”
ทั้งคู่นั่งดูดาวกันอยู่นานท่ามกลางความเงียบที่ไม่อึดอัด มือของพวกเขาที่ยังวางใกล้กันบนม้านั่งเริ่มขยับเข้าหากันโดยไม่รู้ตัว จนกระทั่งปลายนิ้วสัมผัสกันเบา ๆ ธันไม่ได้ดึงมือหนี แต่เธอกลับรู้สึกว่าความหนาวของเดือนธันวาคมในปีนี้... เริ่มจะทำอะไรเธอไม่ได้แล้ว
[บททิ้งท้ายของวัน : บันทึกของธันย์]
หลังจากส่งธันที่หน้าอพาร์ตเมนต์พร้อมกับรองเท้าที่ยังคงทำหน้าที่ของมันได้อย่างดี ธันย์กลับมาที่ร้านกาแฟที่มืดสลัว (เพราะแถวนี้ไฟยังไม่มา) เขานั่งลงที่โต๊ะบาริสต้าจุดเทียนเล่มเดิมที่เหลืออยู่ครึ่งหนึ่ง แล้วเปิดสมุด Dear December หน้าวันที่ 3 เขาหยิบปากกาขึ้นมาเขียนด้วยลายมือที่ขยุกขยิกกว่าปกติเพราะแสงสว่างไม่เพียงพอ
“3 ธันวาคม: วันนี้ภารกิจ 'ตามหาแสงไฟ' ล้มเหลวในเชิงเทคนิค... ไฟดับทั้งตลาด แต่ในเชิงความรู้สึก ผมว่ามันสำเร็จยิ่งกว่าครั้งไหนๆเธอยอมเล่าเรื่องแผลใจให้ผมฟังเป็นครั้งแรก แผลที่ชื่อว่า 'ความโดดเดี่ยวในวันอีฟ' ผมอยากบอกเธอเหลือเกินว่า หลังจากนี้เธอจะไม่ต้องเป่าเค้กคนเดียวอีกต่อไปแล้ว ไม่ว่าไฟจะดับ หรือฟ้าจะถล่ม ผมจะหาทางจุดแสงสว่างให้เธอเห็นจนได้
ป.ล. ตอนที่มือเราสัมผัสกันท่ามกลางความมืด ผมหวังว่าเธอจะไม่รู้... ว่าใจของ 'ธันย์คนดวงดี' คนนี้ มันสั่นแรงยิ่งกว่าไฟตกเสียอีก”
เขากดปิดสมุด ก่อนจะเป่าเทียนให้ดับลง ความมืดเข้าปกคลุมอีกครั้ง แต่คราวนี้ ธันย์ไม่ได้รู้สึกอ้างว้างเลยแม้แต่นิดเดียว