ไฟดับสนิทหลังคำพูดสุดท้ายของกมล
เหมือนทั้งโลกถูกกลืนลงในความมืดเดียวกัน
เสียงลมหายใจของปรัชญ์หนักขึ้นเล็กน้อย
ไม่ใช่เพราะกลัว
แต่เพราะมองไม่เห็นข้าวฟ่าง
เขาเรียกชื่อเธอเบา ๆ
“ฟ่าง…คุณอยู่ไหน—”
มือเล็ก ๆ เอื้อมมาจับแขนเสื้อเขาเบา ๆ ก่อน
สัมผัสนั้นทำให้เขาแทบทรุดลงด้วยความโล่งใจ
“ฉันอยู่ตรงนี้…”
เสียงเธอสั่น แต่ยอมรับว่าอยู่ใกล้เขา
ใกล้กว่าที่ควรจะอยู่ในเวลาที่ความจริงกำลังกัดกินทุกคน
ปรัชญ์จับมือเธอแน่นขึ้น แม้เธอไม่ได้จับเขาไว้แรงแบบนั้นก็ตาม
เหมือนเขากลัวว่าเธอจะหลุดหายไปอีกครั้ง
ความมืดทำให้การหายใจของทั้งคู่ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ
กมลวิ่งลงไปชั้นล่างเพื่อตรวจสถานการณ์
เหลือเพียงข้าวฟ่างกับปรัชญ์อยู่ในห้องที่ประตูเปิดทิ้งไว้
หลังจากวุ่นวายมาหลายชั่วโมง…
นี่เป็นครั้งแรกที่มีแค่สองคนในพื้นที่เดียวกัน
โดยไร้สิ่งซ่อนเร้น
ไม่มีภาพถ่ายเก่าหรือความจริงคอยบีบคั้น
มีเพียงหัวใจสองดวงที่พยายามห้ามตัวเอง แต่ห้ามไม่ได้เลย
---
เสียงฝนเริ่มกระทบหลังคา
แรงเหมือนฟ้ากำลังซัดทุกอย่างให้จมลงดิน
ปรัชญ์เอื้อมแตะหลังมือข้าวฟ่าง
ช้า
เบา
และระมัดระวังราวกับเธอเป็นสิ่งเปราะบางที่สุดในชีวิตเขา
“คุณโอเคไหม…”
เสียงเขาแผ่วจนแทบไม่เหมือนเสียงคนเดิม
ข้าวฟ่างส่ายหน้า
แม้เขาจะมองไม่เห็น แต่รู้สึกได้จากน้ำเสียงของเธอ
“ไม่โอเคเลยปรัชญ์
ทุกอย่างมันหนักเหลือเกิน…
ฉันไม่รู้ว่าควรรู้สึกยังไง
ไม่รู้ว่าจะหนี หรือควรอยู่ฟังความจริงต่อ…”
เธอผละมือออกหนึ่งวินาที
แต่ปรัชญ์จับมันกลับมาโดยไม่คิด
แรงพอให้เธอรู้ว่าเขา…ไม่อยากปล่อยให้เธอถอยไปไกลเกินไปแล้ว
“ก็อยู่ตรงนี้ก่อน
อยู่กับผม…สักคืนก็ยังดี”
คำพูดของเขาไม่ได้หว่านล้อม
ไม่ใช่คำสัญญา
เป็นเพียงคำวอนที่ออกจากหัวใจล้วน ๆ
ข้าวฟ่างเม้มปาก ไม่รู้ว่าเป็นน้ำตาหรือฝนที่ซึมเข้ามาทางหน้าต่าง
แต่เธอไม่ได้ผละมือออกอีก
---
ปรัชญ์พาเธอนั่งลงที่มุมโซฟาติดหน้าต่าง
ฝนด้านนอกทำให้ทั้งเมืองดูเหมือนอยู่ใต้ม่านควัน
แสงไฟฉุกเฉินสีส้มสลัวกระทบใบหน้าเขาบางส่วน
เงาเข้มทำให้ดวงตาของเขาดูเจ็บ
และอ่อนโยนในเวลาเดียวกัน
“ฟ่าง”
เขาเรียกชื่อเธอเบา ๆ ราวกับกำลังกลัวว่าคำนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายที่ได้พูด
เธอเงยหน้าขึ้นนิดเดียว
และนั่นทำให้เขาเงียบไปชั่ววินาที
เพราะน้ำตาบนแก้มเธอมันเหมือนกำลังบีบหัวใจเขาอย่างช้า ๆ แต่หนักหนา
ปรัชญ์เอื้อมมือไปเช็ดน้ำตาให้
ปลายนิ้วสัมผัสผิวเธออย่างอ่อนโยน
อ่อนโยนจนเธอหยุดหายใจไปหนึ่งจังหวะ
“ผมไม่อยากให้คุณร้องไห้เพราะเรื่องพ่อผม
หรือเพราะอดีตของครอบครัวผมเลย
ไม่อยากให้ความรู้สึกเรา…ต้องจบเพราะสิ่งที่เราไม่ได้เลือก”
ข้าวฟ่างสั่นเสียงเล็กน้อย
“แต่เราเลือกอนาคตไม่ได้ปรัชญ์
อดีตมันลากทุกอย่างลงมาด้วย”
คำพูดนั้นแทงเขาอีกครั้ง
แต่เขายังคงยิ้มเศร้า—แบบคนที่ยอมรับว่ารักทีหลัง
และต้องแพ้ก่อนเสมอ
ปรัชญ์ค่อย ๆ ประคองแก้มเธอด้วยสองมือ
เขาโน้มหน้าลงมาเพียงเล็กน้อย
ไม่ใกล้พอจะจูบ
แต่ใกล้จนหัวใจเธอเต้นแรงจนกลัวว่าจะได้ยินกันทั้งเมือง
“ถ้าอดีตทำร้ายทุกอย่าง…
ผมจะเคลียร์มันเอง
คุณไม่ต้องหนี
ขอแค่—ไม่ผลักผมออกอีก”
ข้าวฟ่างหลบตา
แต่ไม่ขยับออก
“แล้วถ้าความจริงมันหนักกว่านี้อีกล่ะ…”
“งั้นผมก็จะแบกมันแทนคุณ”
คำๆ นั้นทำให้เธอหลุดน้ำตาอีกครั้ง
แต่ครั้งนี้ไม่ใช่เพราะเจ็บ
เพราะหัวใจเธอเริ่มยอมแพ้ให้เขา
แม้สมองจะบอกให้หนี
เธอโผเข้าไปกอดเขาอย่างไม่รู้ตัว
กอดแน่นกว่าที่ควร
แน่นเหมือนพายุด้านนอกกำลังจะพัดเอาเขาไปจากเธอ
ปรัชญ์ชะงักหนึ่งวินาที
ก่อนจะกอดตอบ…แน่นกว่า
แขนเขาล็อกเธอไว้กับอก
เหมือนกลัวเธอจะละลายหายไปถ้าปล่อยมือ
เสียงฝนดังกลบทุกความจริง
เหลือเพียงเสียงหัวใจสองคนที่เต้นใกล้กันอย่างบ้าคลั่ง
เธอซุกหน้ากับอกเขา กระซิบเสียงเบา
“ฉันกลัวว่าถ้าเรารักกัน…จะไม่มีใครรอดเลย”
เขาก้มลงแตะแก้มเธอ
ราวกับสัญญา
หรือคำโกหกหวาน ๆ ของคนที่ไม่ยอมยอมแพ้
“งั้นคืนนี้…
ปล่อยให้ผมเป็นที่ปลอดภัยของคุณสักครั้ง”
ประโยคนี้ไม่ได้หวือหวา
ไม่ต้องการอะไรตอบแทน
แต่ทำให้ข้าวฟ่างหลับตาแน่น
เพราะไม่มีอะไรเจ็บเท่าการได้ยินคำที่อยากฟังที่สุด
ในวันที่ทุกอย่างกำลังจะพังที่สุด
สองคนกอดกันในความมืด
ท่ามกลางเสียงฝนที่ดังเหมือนโลกกำลังร้องไห้แทนพวกเขา
แค่คืนเดียวที่ทั้งโลกหยุดหมุน
ให้หัวใจสองดวงได้พิงกัน…
แม้รู้ว่าเช้าวันพรุ่งนี้อาจจะไม่มีที่ว่างให้ความรักนี้อีกแล้ว