ลมเย็นจากดอยพัดแรงขึ้น เหมือนตั้งใจจะดับไออุ่นที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นในโรงคั่วกาแฟ แต่ความอุ่นนั้นกลับยังคงค้างอยู่บนผิวข้าวฟ่าง… โดยเฉพาะตรงหัวใจ
เธอไม่กล้าสบตาเขานานเกินหนึ่งวินาที เพราะรู้ดีว่าอะไรบางอย่าง “เริ่มมากเกินไปแล้ว”
ปรัชญ์เองก็เหมือนกัน
เขาไม่พูดคำหวาน
ไม่ทำท่าจะเอาเปรียบ
แต่ทุกการมอง ทุกลมหายใจ เหมือนกำลังยอมรับว่าเขาก็ “สู้แรงดึงดูดนี้ไม่ได้เหมือนกัน”
และนั่นแหละ—มันคือปัญหา
---
ค่ำวันเดียวกัน ข้าวฟ่างเดินกลับห้องพักของโฮมสเตย์ที่เขาจัดไว้ให้ พยายามบอกตัวเองว่าอย่าเอะใจ อย่าคิดลึก อย่าปล่อยหัวใจไปไกลกว่าเหตุผล
แต่ทันทีที่เปิดประตู เธอก็หยุดชะงัก
มีดอกกุหลาบสีซีดวางอยู่บนโต๊ะ
พร้อมกระดาษโน้ตลายมือหวัด ๆ
> “อยู่ให้ห่างจากเขา
ถ้าไม่อยากเจ็บเหมือนฉัน”
ไม่มีลายเซ็น
แต่กลิ่นน้ำหอมจาง ๆ ที่ติดกับกระดาษ…
ผู้หญิงแน่นอน
และไม่ใช่ใครที่ไหน
มิรา
อดีตคนรักของปรัชญ์—ผู้หญิงที่เพิ่งปรากฏตัวที่โรงคั่วในช่วงบ่าย เหมือนเงาที่ตามทันทุกก้าวของเขา
หัวใจข้าวฟ่างกระตุกวูบ
ความอบอุ่นตอนบ่ายกลายเป็นความเย็นเฉียบเจือกลัวทันที
ทำไมผู้หญิงคนนั้นถึงรู้จักเธอ?
ทำไมถึงตามมาถึงที่นี่?
และ…คำว่า “เจ็บเหมือนฉัน” หมายความว่ายังไง?
เธอกำลังคิดไปต่าง ๆ นานา ประตูห้องก็ถูกเคาะแรงกว่าปกติ
“ข้าวฟ่าง เปิดให้หน่อย”
เสียงปรัชญ์
แต่เป็นเสียงที่ขึงขัง
ไม่ใช่นุ่มเหมือนเมื่อตอนบ่าย
ข้าวฟ่างเดินไปเปิดประตู
ชายหนุ่มยืนอยู่ใต้ไฟสีเหลืองสลัว ใบหน้าเคร่งจนเหมือนกำลังเก็บบางอย่างไว้ไม่อยู่อีกต่อไป
“มีคนขึ้นมาห้องคุณไหม” เขาถามทันที
ข้าวฟ่างไม่ตอบ แต่ส่งกระดาษให้เขา
เขาอ่านเพียงวินาทีเดียว สีหน้าก็เปลี่ยนเป็นฟ้าผ่าในดึก
“เธอมาที่นี่ได้ยังไง…” เขาพึมพำ และนั่นเป็นครั้งแรกที่ข้าวฟ่างเห็นชายคนนี้ หวาดกลัว ในระดับที่จริงจัง
ไม่ใช่โมโห
ไม่ใช่หึง
แต่…กลัวอดีตจะกลับมาไล่ล่า
“ปรัชญ์…เกิดอะไรขึ้นกันแน่”
น้ำเสียงเธอแผ่วเบา แต่สั่นกว่าเดิมมาก
ตอนแรกเขาเงียบ เหมือนกำลังชั่งน้ำหนักว่าจะเปิดเรื่องไหนก่อนดี
หรือเปิดได้ไหม
หรือ…เปิดแล้วเธอจะเดินจากไปหรือเปล่า
“ฟ่าง…” เขาเอ่ยช้า ๆ
“ผมไม่เคยคิดจะทำให้คุณเจ็บใจเลย แต่นี่มัน—มันซับซ้อนกว่าที่คุณคิดมาก”
“แล้วทำไมไม่บอก” เธอเบือนหน้า หลบสายตาที่เริ่มหนักเหมือนจะลากให้เธอจมลงไป
“คุณปล่อยให้ฉันสนิทกับคุณมากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งที่มีผู้หญิงคนนั้นอยู่…”
“ผมปล่อยไม่ได้หรอก” เขาตอบทันที รวดเร็วเกินจะโกหก
“ตั้งแต่วันแรกที่เจอคุณ ผมก็…”
เขาหยุดกลางประโยคเหมือนพูดต่อไม่ได้
ข้าวฟ่างใจสั่นโดยไม่รู้ว่าเพราะคำพูดนั้น…หรือเพราะความเจ็บที่กำลังก่อตัวในอก
“ถ้าคุณยังรักเธอ—”
“ไม่ใช่รัก!”
น้ำเสียงเขาแข็งและสั่นในเวลาเดียวกัน
“มันคืออดีตที่ผมหนีไม่พ้นต่างหาก”
ข้าวฟ่างกะพริบตาช้า ๆ ความเงียบระหว่างคนสองคนหนักจนแทบหายใจไม่ออก
ปรัชญ์ลดเสียงลง เหมือนกลัวจะทำเธอแตกสลาย
“เธอไม่ได้มาหาผมเพราะยังรัก…
แต่เพราะอดีตระหว่างเรา—มันเกี่ยวกับพ่อผม
และนี่คือเหตุผลที่ผมหายไปจากเชียงใหม่หลายปี”
หัวใจข้าวฟ่างอ่อนแรงลงในทันที
เรื่องมันลึกกว่ารักสามเส้า
ลึกจนยิ่งกว่านั้น
“ขอฟังความจริงได้ไหม” เธอถามเสียงแผ่ว ราวกับจะร้องไห้โดยไม่รู้ตัว
ปรัชญ์หลุบตา ดึงลมหายใจยาวเหมือนคนที่กำลังเตรียมเล่าเรื่องบาป
แต่ยังไม่ทันเริ่ม
เสียงฝีเท้าก็ดังขึ้นจากปลายโถงทางเดิน
แสงไฟกะพริบ แล้วดับลงครู่หนึ่ง
เงาของบุคคลหนึ่งปรากฏตรงหน้าประตูห้อง
ข้าวฟ่างเกือบกรีดร้อง
ปรัชญ์รีบจับมือเธอไว้แน่น
ชายคนนั้นค่อย ๆ เดินเข้ามาใกล้
และเมื่อไฟติดขึ้นอีกครั้ง เงาก็กลายเป็นใบหน้า—
ใบหน้าที่ข้าวฟ่างเคยเห็นในรูปถ่ายเก่าในห้องทำงานของปรัชญ์
ใบหน้าของผู้ชายที่ควรจะ “หายไปจากโลกนี้แล้ว”
เขายืนอยู่ตรงนั้น
ดวงตาคมแต่หม่น
เต็มไปด้วยความลับและคำถามที่ไม่มีใครอยากตอบ
> กมล—เพื่อนสนิทของพ่อปรัชญ์
ผู้ชายในเงาที่ทุกคนคิดว่าตายไปนานแล้ว
และการปรากฏตัวของเขา…คือสัญญาณว่าทุกอย่างกำลังเริ่มพัง**
ปรัชญ์หน้าเสียในทันที
“ไม่นะ…ไม่ใช่ตอนนี้”
ข้าวฟ่างรู้ทันทีว่าช่วงเวลาหวานที่เพิ่งเกิดขึ้น
เป็นเพียงความสงบก่อนพายุเท่านั้น
เพราะสิ่งที่กำลังจะถูกเปิดเผย
อาจทำลายทุกอย่าง—รวมถึงความรู้สึกที่เพิ่งเริ่มของทั้งคู่