บทที่ 4 เปิดฉากขยี้
“คุณศศิตาคงไม่มีเวลาสอนลูกสาวคนเล็กเพราะมัวแต่พะเน้าพะนอลูกสาวคนโต แต่คุณนรพงศ์…จะไม่มีเวลาสอนคุณให้รู้จักมีมารยาทกับเจ้าหนี้อย่างผมบ้างเลยเหรอ?”
หัวใจของศรุตาเหมือนกับหล่นจากที่สูง อารมณ์เดือดดาลเมื่อครู่ที่กำลังจะพุ่งทะยานออกไปด้วยนิสัยไม่ยอมคนกลับหยุดชะงักแค่เพียงประโยคยาวเหยียดประโยคเดียวของเขา
“คะ คุณพูดเรื่องอะไร” เหมือนว่าศรุตาจะรู้แล้วว่าที่ธรรมกำลังไล่บี้เธออยู่นี่มันเพราะเรื่องอะไร
“ปากคุณถามเหมือนไม่รู้ แต่ผมว่าไม่ใช่อย่างนั้นหรอกมั้ง…” ธรรมแน่ใจว่าศรุตารู้เรื่องนี้เป็นอย่างดี เพราะเขามีหลักฐาน
“คุณพูดเรื่องอะไรฉันไม่รู้เรื่อง”
“ผมก็คิดไว้อยู่แล้วว่าเราคุยกันดี ๆ ไม่ได้หรอก เพราะคุณก็คงไม่ต่างกับพี่สาวของคุณ”
ศรุตามีพี่สาวชื่อศิรัญญา หรือ ญา อายุห่างกับเธอห้าปี พี่สาวเธออาศัยอยู่กับแม่ ส่วนเธออาศัยอยู่กับพ่อ ท่านทั้งสองแยกทางกันตั้งแต่พวกเรายังเด็ก ๆ และนางร้ายสาวไม่ได้เจอหน้าทั้งแม่และพี่สาวนานกว่าห้าปีแล้ว
“คุณหมายความว่ายังไง” ดวงตาที่แสดงชัดออกมาว่าตื่นตระหนกกับสิ่งที่ได้ยินทำเอาคิ้วเข้มของธรรมขมวดเล็กน้อย
“เอาเถอะผมเข้าใจนักแสดงเจ้าบทบาทอย่างคุณ เดี๋ยวทนายผมกำลังมาก็ลองเจรจากันดูแล้วกัน ว่าเราจะหาตรงกลางระหว่างกันได้แบบไหน”
ไม่เพียงแค่คำพูดของธรรมแช่แข็งเธอเท่านั้น แต่คำพูดของคุณทนายเขากลับทำให้ทั้งร่างของเธอเย็นเยียบ
“ถ้าคุณศรุตามีข้อสงสัยตรงไหนสามารถสอบถามผมได้โดยตรงครับ ผมเป็นทนายที่ดูแลเรื่องหนี้สินของคุณ”
คำพูดของชายวัยกลางคนในชุดสูทเรียบเนี้ยบดูดีทำให้ศรุตาชาไปทั้งร่าง เธอนั่งหัวใจเต้นตุบมือเท้าเย็นไปหมด
“หนี้สินของฉัน…” เสียงที่เอ่ยออกไปไร้ความมั่นใจไม่เหมือนคราแรก ธรรมได้ยินก็ยิ้มร้ายออกมา
ศรุตาหัวใจเต้นแรงยามดวงตากลมโตกวาดสายตามองกระดาษที่วางอยู่ตรงหน้า ขอบตาของเธอร้อนผ่าวในทันที
“มันไม่ใช่ธุรกรรมที่ฉันทำค่ะ…” น้ำเสียงที่เอ่ยปฏิเสธออกไปบางเบายิ่งกว่าปุยนุ่นเพราะมันไม่มีน้ำหนักเท่ากับเอกสารที่วางไว้อยู่ตรงหน้าเธอ
“มันเป็นชื่อคุณครับ คุณศรุตา” ทนายของธรรมยืนยันด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
เอกสารสัญญากู้ยืมเงินที่เธอมั่นใจว่านี่มันไม่ใช่สิ่งที่เธอทำแน่ ๆ เธอไม่เคยรู้เรื่องนี้…แต่ในเอกสารนี้ชื่อคนกู้ยืมหลักคือเธอ พ่วงท้ายมีบิดาเป็นคนค้ำประกัน
บิดาเธอเป็นแค่คนป่วยจะไปค้ำประกันใครได้อย่างไร
เงินจำนวน 30 ล้าน…
มือของศรุตาสั่นเทาอย่างหนักเมื่อเห็นยอดเงินที่กู้ยืมไป
“ผมคุยต่อเองคุณทนายออกไปเถอะ” ธรรมเห็นท่าทีที่อ่อนลงของศรุตาเขาก็เอ่ยปากบอกทนาย
ร่างสูงในชุดเสื้อไวท์เชิ้ตพูดขึ้นในขณะที่เขาหันหลังมองออกไปนอกตึกมหานครชั้นยี่สิบที่เป็นสำนักงานของธรรมเอ็นเตอร์เทนเมนต์
“ฉันไม่เคยทำสัญญาอะไรกับพวกคุณ พ่อฉันเป็นคนป่วยทั้งยังไม่มีงานทำ ท่านจะมาค้ำประกันเงินจำนวนเยอะขนาดนี้ได้ยังไง” ดวงตาเรียวรีมองไปยังแผ่นหลังกว้างของผู้ชายที่บอกว่าเขาเป็นเจ้าหนี้ของเธอ
มุมปากหยักของธรรมยกยิ้ม ไม่ผิดจากที่เขาคาดเดาเลยสักนิดเดียว
“งั้นลายเซ็นนั่นเป็นของผีหรือไง เอกสารแนบท้ายสัญญากู้ยืมคุณลองดูให้ชัดอีกทีว่าเป็นของใคร ผมไม่ได้พูดไปเรื่อย” เขาพูดบอกด้วยน้ำเสียงที่ทำให้ศรุตาแทบจะนั่งไม่ติดเก้าอี้
“หรือว่าคุณคิดว่าผมไปเอาลายเซ็นคุณมาจากแฟนคลับคุณ?” แน่นอนว่าไม่ใช่ ธรรมรู้และคนที่รู้ดีกว่าเขาคือคนที่นั่งหน้าซีดอยู่ตรงหน้า
เอกสารที่เป็นของศรุตาและบิดาเป็นของจริงทุกประการ แม้แต่บัตรประชาชนใบใหม่ที่เธอทำเมื่อห้าปีที่แล้วก็เป็นของจริง
ลายเซ็นนี่คือลายเซ็นที่เธอใช้สำหรับธุรกรรมทางการเงินเท่านั้น ไม่ใช่ลายเซ็นที่มีไว้แจกแฟนคลับ
ศรุตากะพริบตาไล่ความร้อนที่เอ่อขึ้นมายังขอบตา เธอกำกระดาษพวกนั้นแน่นจนมันยับย่นไปหมด นางร้ายสาวสูดลมหายใจเข้าปอดราวกับเรียกพลังและเงยหน้าสบตาคนตรงหน้า
“ฉันไม่เคยกู้ยืมเงินอะไรจากคุณ และนี่เป็นครั้งแรกที่เราเจอกันค่ะคุณธรรม” เธอยืนยันแต่กลับได้เป็นแววตาพราวระยับกลับมาแทน
“ผมก็ไม่เคยบอกว่าเคยเจอคุณมาก่อนเลยนะ และก็จริงที่เราไม่ได้รู้จักอะไรกันเลยด้วยซ้ำ” ธรรมเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ก่อนจะลากสายตามองไปยังพนักงานหญิงวัยกลางคนในชุดแม่บ้านที่กำลังนำกาแฟร้อนมาเสิร์ฟให้
“คุณไม่รู้จักฉันแต่ให้ฉันยืมเงินมากขนาดนี้ มันไม่แปลกไปหน่อยเหรอ?” ทันทีที่แม่บ้านที่เอากาแฟมาเสิร์ฟออกไป ศรุตาย้อนเขาอย่างไม่ยอม แต่ธรรมฟังแล้วกลับยิ้มเย็นที่จนถึงตอนนี้ศรุตาก็ยังกล้าที่จะยอกย้อนเขา
“นั่นเท่ากับว่าคุณก็ยอมรับว่ายืมเงินผมไปจริง ๆ” พอโดนเขาสวนกลับมาแบบนี้เธอสะอึกพูดไม่ออก
ศรุตาอยากจะย้อนเขาให้แสบ ๆ คัน ๆ แต่ก็ไม่คิดว่าจะตกหลุมพรางตัวเอง
“ศรุตาผมมีเงินให้คุณยืม มันก็ไม่ได้หมายความว่าผมจะต้องเอาเอกสารมาให้คุณเซ็นนะ คุณเป็นคนดังใครก็รู้จักและอยากร่วมงานกับคุณทั้งนั้น ผมก็ชื่นชมคุณอยู่มาก” แค่ธรรมรู้จักเธอก็พอ แค่นั้นเขาก็สามารถให้เธอยืมเงินได้แล้ว
แต่คำพูดของเขาทำเอาศรุตามองเขาด้วยแววตาระมัดระวังมากขึ้น ธรรมรู้ว่านางร้ายสาวคนนี้ไม่โง่
“แล้วใครเป็นคนเอาเอกสารมาให้ฉันเซ็น คุณไปเรียกมายันความจริงกันได้เลยว่าฉันไม่เคยเซ็นเอกสารพวกนี้อย่างแน่นอน” ธรรมฟังแล้วยักไหล่
“ไม่จำเป็นหรอกเพราะไม่มีลูกหนี้ที่ตั้งใจจะเชิดเงินยอมรับเรื่องพวกนี้หรอก หรือผมต้องไปป่าวประกาศต่อหน้าสาธารณะชนดีว่านางร้ายสาวหนีหนี้ไม่ยอมใช้เงินผม?”
เขาหมุนตัวกลับมาและเดินเข้ามาหยุดอยู่ตรงเก้าอี้ข้าง ๆ เธอ ธรรมหุบยิ้มแต่แววตาของเขาเหมือนกับพวกเสือที่รอตะครุบเหยื่อ
“ผมว่าคุณรู้…ว่าใครเป็นคนทำเรื่องนี้ อย่าเล่นลิ้นเลยเวลาของผมมีค่า”
“คุณธรรมพูดแบบนี้เท่ากับคุณรู้ว่าฉันไม่ได้เป็นคนเอาเงินไป”
“ผมรู้…แต่ผมไม่สนไง ผมสนแค่ในเอกสารกู้ยืมนั่นเป็นชื่อใครคนนั้นก็ต้องเป็นคนรับผิดชอบ”
ศรุตาขบริมฝีปาก เธอหลุบสายตาลงเพราะไม่อยากจะให้เขาเห็นน้ำตาของความอดทนอดกลั้นที่กำลังจะหยดไหล
“การที่คุณทำแบบนี้ไม่ต่างอะไรกับบีบบังคับฉัน…”
“ถ้าคุณคิดว่าการที่ผมอยากได้เงินที่เป็นของผมคืนคือการบีบบังคับคุณ งั้นคุณก็แค่คืนเงินผมมา นี่ผมยังไม่ได้ไปทวงกับพ่อคุณ รวมถึงส่งโนติสไปที่ช่องของคุณด้วยนะ แค่คืนมาทุกอย่างก็จบ” ธรรมมองแววตาอาฆาตที่ส่งผ่านมาและยิ้มส่งคืนไป แต่เขาไม่ได้ข่มขู่ แต่จะทำมันจริง ๆ
“การทำลายชีวิตคุณมันก็ง่ายนิดเดียว…แต่ผมก็อยากได้เงินคืนไง”
“แต่ฉันไม่เคยเซ็นเอกสารพวกนี้…ไม่เคยรับเงินจากคุณแม้แต่บาทเดียว แล้วจะคืนเงินคุณได้ยังไง”
“ไม่ต้องมาเถียงกันหรอก 30 ล้านคืนผมมาแล้วเราก็จบกัน ผมจะยัดคุณเข้าไปในละครเรื่องเดิม คุณก็จะได้กลับไปมีชีวิตอย่างเดิม”
“แต่ฉันไม่ได้เอาเงินของคุณไป…”
ธรรมยิ้มเขาผ่อนลมหายใจออกมาให้เธอได้ยิน ร่างสูงยอบกายลงเล็กน้อยก้มลงมองหน้าเธอ
“งั้นผมจะฟ้องคุณ…ผมจะเล่นคุณให้หมดตัวเลย”