ความเงียบเข้าปกคลุมห้องประชุมใหญ่ทันทีที่พนักงานคนสุดท้ายก้าวพ้นขอบประตู ทิ้งไว้เพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานอย่างแผ่วเบา ลัลลลิน นั่งนิ่งอยู่ที่เดิม มือบางยังคงกำแฟลชไดรฟ์แน่นจนชื้นเหงื่อ ความกดดันจากเมื่อครู่ยังไม่จางหายไปเสียทีเดียว แม้การพรีเซนต์จะผ่านพ้นไปได้ด้วยดี แต่สายตาอาฆาตของพะแพงยังคงติดตาเธออยู่
ติณภพ เดินกลับเข้ามาในห้องประชุมด้วยท่าทีที่เคร่งขรึมและสง่างามสมกับเป็นมือขวาของท่านประธาน เขาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าลัลลลินก่อนจะกล่าวเสียงเรียบที่ดังชัดเจนพอให้พนักงานคนอื่นที่ยังเก็บของอยู่รวมถึงพะแพงและอลิสราได้ยินกันอย่างทั่วถึง
"ท่านประธานเรียกพบเรื่อง 'การทำงานที่ไม่มีคุณภาพ' จนปล่อยให้ไฟล์งานสำคัญหายครับคุณลัลลลิน"
"เชิญที่ห้องทำงานใหญ่ด่วนครับ"
ลัลลลินชะงักไปครู่หนึ่ง หัวใจดวงน้อยกระตุกวูบ เธอเงยหน้ามองเลขาหนุ่มด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความตกใจและสับสน
"เรื่องงานไม่มีคุณภาพเหรอคะคุณติณ แต่เมื่อกี้ในห้องประชุม..."
เธอถามหยั่งเชิงด้วยน้ำเสียงที่สั่นเล็กน้อย พลางเหลือบมองอลิสราที่ยืนยิ้มเยาะสะใจอยู่ไม่ไกล
"ท่านประธานต้องการสอบสวนเรื่องความหละหลวมด้วยตัวเองครับ" ติณภพตอบกลับอย่างไหลลื่นและคงมาดดุเอาไว้
"เชิญครับ อย่าให้ท่านประธานต้องรอนานกว่านี้"
ลัลลลินสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อเรียกขวัญที่กระเจิดกระเจิงให้กลับมา เธอค่อย ๆ ลุกขึ้นเดินตามแผ่นหลังกว้างของเลขาหนุ่มไปท่ามกลางสายตาเย้ยหยันจากเพื่อนร่วมงานที่มองมาราวกับเธอเป็นคนทำให้งานหายไปจริง ๆ
[หน้าห้องประชุม – บรรยากาศหลังการประกาศของติณภพ]
เมื่อแผ่นหลังของลัลลลินเดินห่างออกไปตามการนำของติณภพ เสียงซุบซิบที่เคยเบาบางก็ปะทุขึ้นทันที พะแพงและอลิสราหันมาสบตากันด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความผู้ชนะ รอยยิ้มเยาะปรากฏชัดบนใบหน้าของทั้งคู่ราวกับกำลังเฉลิมฉลองล่วงหน้าให้กับจุดจบของพนักงานใหม่
"ได้ยินชัดไหมอลิสรา ทำงานไม่มีคุณภาพ คำนี้ออกมาจากปากคนสนิทท่านประธานเองเลยนะ" พะแพงเอ่ยเสียงกลั้วหัวเราะพลางยกมือขึ้นกอดอก
"ฉันบอกแล้วว่าคนอย่างคุณวินเกลียดความสะเพร่าที่สุด"
"ยิ่งมาทำให้ภาพลักษณ์แผนกเราดูแย่ในห้องประชุมแบบนี้ มีหวังโดนไล่ออกตั้งแต่วันนี้แน่ ๆ"
"นั่นสิคะคุณพะแพง ดูหน้ายัยลัลลลินสิคะ ซีดจนจะเป็นกระดาษอยู่แล้ว" อลิสราหัวเราะคิกคักพลางจีบปากจีบคอพูด
"คงนึกว่าพรีเซนต์งานสวย ๆ แล้วจะรอด ที่ไหนได้..."
"ท่านประธานเขาเรียกไปเช็กบิลย้อนหลังเรื่องทำไฟล์หายต่างหาก"
"สะใจจริง ๆ ค่ะ คราวนี้ต่อให้มีเส้นใหญ่มาจากไหนก็ช่วยไม่ได้หรอกค่ะ เพราะหลักฐานความห่วยมันคาตา"
"ไปเถอะ เราไปเตรียมรอฟังข่าวดีเรื่องการปลดพนักงานฝึกงานกันดีกว่า" พะแพงสะบัดหน้าอย่างลำพองใจ ก่อนจะเดินนำอลิสราออกไปจากหน้าห้องประชุม ทิ้งให้ความกดดันยังคงหลงเหลืออยู่รอบตัว
ในขณะที่อีกด้านหนึ่ง หนูนิด ยืนกำมือแน่นด้วยความเป็นกังวล ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความเคร่งเครียดขณะมองตามทิศทางที่ลัลลลินเดินไป
"ลัน... จะเป็นอะไรไหมนะ" หนูนิดพึมพำกับตัวเองด้วยความเป็นห่วงเพื่อนร่วมงานที่เพิ่งรู้จักกัน
"ท่านประธานดุขนาดนั้น แถมยังโดนเรียกไปสอบสวนเรื่องงานไม่มีคุณภาพอีก... โถ่ลัน นิดขอให้เธอรอดกลับมานะ"
หนูนิดถอนหายใจยาวพลางก้มมองกองเอกสารในมือ ใจหนึ่งอยากจะตามไปช่วยอธิบายแต่สถานะของเธอก็ทำได้เพียงแค่ภาวนาอยู่ห่าง ๆ ขออย่าให้พายุอารมณ์ของท่านประธานพัดพาอนาคตของลัลลลินหายไปในวันนี้เลย
[ภายในห้องทำงานประธานบริษัท]
ทันทีที่ประตูห้องทำงานของท่านประธานปิดสนิทลง ลัลลลิน ยังไม่ทันได้เดินเข้ามาหาเจ้าของห้อง ภวินทร์ที่ยืนกอดอกหันหลังดูวิวกรุงเทพฯ ผ่านกระจกใสบานยักษ์ก็หมุนตัวกลับมาทันทีเพียงแค่ได้ยินเสียงฝีเท้าที่คุ้นเคย
เขาก้าวสั้น ๆ เพียงไม่กี่ก้าวก็ถึงตัวหญิงสาว ก่อนจะรวบเอวบางเข้าหาตัวแล้วกอดไว้เต็มรัก
"พี่วิน ปล่อยค่ะ... เดี๋ยวใครมาเห็นเข้า"
ลัลลลินอุทานเสียงเบาพยายามขยับตัวประท้วง มือบางดันแผงอกแกร่งภายใต้สูทราคาแพงไว้พัลวัน แต่แรงอันน้อยนิดมีหรือจะสู้แรงแขนที่กอดรัดด้วยความคิดถึงอย่างสุดหัวใจ
"ไม่มีใครกล้าเข้ามาหรอกครับ ติณอยู่ข้างนอกทั้งคน" ภวินทร์ไม่ฟังคำทัดทาน เขาโน้มใบหน้าลงคลอเคลียซอกคอเบา ๆ ราวกับต้องการเติมกำลังใจให้กัลบภรรยาที่เขาไม่ได้สัมผัสมาตลอดทั้งเช้า
"รู้ไหมว่าพี่ใจจะขาดตอนเห็นลันนั่งหน้ามุ่ยอยู่ท้ายห้องประชุมน่ะ"
"อยากจะเดินไปอุ้มกลับบ้านเดี๋ยวนี้เลยจริง ๆ"
"พี่วินอย่าทำแบบนี้สิคะ ที่นี่ออฟฟิศนะ" แม้จะปากเก่ง แต่ใบหน้าหวานกลับแดงซ่าน ลัลลลินรู้สึกถึงความร้อนจากอ้อมกอดที่ส่งผ่านเข้ามาถึงหัวใจ
"ออฟฟิศแล้วยังไง ลันเป็นเมียพี่นะ พี่กอดเมียตัวเองผิดตรงไหนครับ" ภวินทร์ผละใบหน้าออกมาสบตาคนตัวเล็ก แววตาคมกริบที่เคยเย็นชาในห้องประชุม บัดนี้กลับฉายแววหวานเชื่อมและเต็มไปด้วยความห่วงใย
"ดูซิ... หน้าซีดไปหมดแล้ว"
"เมื่อคืนลันนอนไม่หลับใช่ไหม"
"ลันกังวลเรื่องงานวันนี้"
"บอกแล้วไงว่าให้เรียกพี่"
"ลันไม่อยากกวนพี่วินนี่คะ ลันอยากลองทำเองดูบ้าง" ลัลลลินตอบเสียงแผ่ว พลางหลบสายตาอ้อนวอนของสามี
"แล้วผลเป็นไงล่ะ โดนรังแกจนหน้ายุ่งขนาดนี้" ภวินทร์ประคองใบหน้าหวานขึ้นมา มือหนาลูบไล้พวงแก้มแผ่วเบา
"พี่เห็นลันโดนคนอื่นว่า พี่แทบจะข่มอารมณ์ไม่ไหว"
"อยากจะบอกทุกคนให้รู้ไปเลยว่าลันเป็นใคร จะได้ไม่มีใครกล้ามาแตะต้องลันอีก"
"ไม่ได้นะคะ พี่วิน" ลัลลลินรีบห้าม
"พี่วินสัญญาไว้แล้วไงคะ ว่าจะให้ลันใช้ความสามารถของตัวเอง"
"ลันไม่อยากให้คนมองว่าเป็นแค่เมียประธานที่ไม่มีดีอะไรเลย"
ภวินทร์ถอนหายใจยาว ก่อนจะกดจูบลงบนหน้าผากมนเนิ่นนาน ราวกับจะซึมซับความเหนื่อยล้าของเธอมาไว้ที่ตัวเอง
"ดื้อจริง ๆ ... แต่ก็เพราะดื้อแบบนี้แหละ พี่ถึงไปไหนไม่รอด"
ในขณะที่บรรยากาศกำลังหวานซึ้งและภวินทร์กำลังจะโน้มใบหน้าลงเพื่อมอบจูบที่โหยหามาตลอดทั้งวัน เสียงสัญญาณอินเตอร์คอมบนโต๊ะทำงานดังขึ้น พร้อมกับเสียงกระแอมไออย่างจงใจของติณภพที่ดังผ่านลำโพง...
"แคก ๆ ... ท่านประธานครับ ม่านกระจกฝั่งด้านหลังยังไม่ได้ปิดลงนะครับ..."
"พนักงานฝ่ายขาย ฝั่งตึกโน้นอาจจะมองเห็นได้นะครับ" เสียงของติณภพดังลอดเข้ามาอย่างรู้จังหวะ
"ขอบใจมากติณ... ไว้ฉันจะเพิ่มโบนัสให้ฐานะที่ตาไว" ภวินทร์ตะโกนบอกเลขาที่อยู่ด้านนอก
ลัลลลินสะดุ้งสุดตัวรีบดีดตัวออกจากอ้อมกอดทันที ภวินทร์สบถเบา ๆ อย่างนึกขัดใจก่อนจะรีบกดรีโมตปิดม่านไฟฟ้าจนแสงภายนอกถูกตัดขาด เหลือเพียงความสลัวและบรรยากาศที่แสนเย้ายวนระหว่างเขากับเมียรักเพียงสองคนเท่านั้น